พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดพระยันต์ค้ำคูณชะตา

พระยันต์ตรีนิสิงเห (ตำรับพระ​ตะกรุด​คู่ชีวิต)​
พระยันต์ตรีนิสิงเห กลบทมหายันตรานุภาพ พลิกฟื้น คืนชะตา
ผันกลบทวางลัคน์ระวางวรรคอักขระนามตามพื้นดวงของเจ้าเรือนชะตาวันกำเนิด
พระยันต์ตรีนิสิงเห จัดสร้างขึ้นตามพระตำรับพระยันต์คู่ชีวิต ตามคัมภีร์ยชุรเวท หนึ่งชุดประกอบด้วย พระยันต์ ๒ กลบท คือ
๑.แผ่นพระยันต์ตรีนิสิงเห ผันกลบทระวางรองรับด้วยแม่วรรคปฐมอักขระนาม ตามระวางวรรควันเกิดของเจ้าเรือนชะตา และวรรคอักขระนามคู่มิตร เพื่อหนุนอุปถัมภ์ส่งเสริมเจ้าของชะตา วางบูชาใต้ฐานพระพุทธรูป หนุนชะตาประจำที่อยู่อาศัยเคหะสถาน
เนื้อชนวนตะกั่วโบราณ หลอมทับถมตามสูตรวิชารสายนเวท เพื่อเป็นแผ่นชนวนรองรับพระยันต์ตรีนิสิงเห (จำนวนจำกัดเพียง ๗๐ชุด)
๒.ตะกรุดตรีนิสิงเห ผันกลบทระวางวรรคคู่มิตรตามกำลังวันเกิด เพื่อสำหรับอธิษฐานพกติดตัว พระยันต์ประดิษฐานบนแผ่นทองแดงชนวน ดอกตะกรุดบรรจุ ”ผงอัตราทวาทสมงคลตรีติสิงเห” ลบผงตามสูตรการลบถมกระดานทั้ง ๑๒ อัตรา
ผู้บูชาแจ้งวันเดือนปีเกิดเพื่อคำนวณผันกลบทระวางวรรคปฐมอักขระ
แผ่นตะกั่วชนวน หล่อหลอมตะกั่วตามตำรับรสายนเวท ประกอบด้วย การซัดโลหะเข้าเครื่องรสาย ๗ ชนิด และแผ่นตะกั่วจารถม พระยันต์กำเนิดปฐมอักขระ เพื่อสำเร็จเป็นแผ่นโลหะรองรับพระยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ คงฤทธิเวทย์อาคมบริบูรณ์
👉ด้วยเหตุนี้ แผ่นตะกั่วจึงมีคราบตะกัน คราบเครื่องรสายโลหะปนผสมอยู่ในเนื้อตะกั่ว ซึ่งจะแตกตางจากตะกั่วที่สั่งรีดจากโรงงานปกติทั่วไป
…………………………………………………………………..
📍พระยันต์ตรีนิสิงเห (ตำรับพระ​ตะกรุด​คู่ชีวิต)​
พระยันต์ตรีนิสิงเห กลบทมหายันตรานุภาพ พลิกฟื้น คืนชะตา
ผันกลบทวางลัคน์ระวางวรรคอักขระนามตามพื้นดวงของเจ้าเรือนชะตาวันกำเนิด
พระยันต์ตรีนิสิงเห จัดสร้างขึ้นตามพระตำรับพระยันต์คู่ชีวิต ตามคัมภีร์ยชุรเวท หนึ่งชุดประกอบด้วย พระยันต์ ๒ กลบท คือ
๑.แผ่นพระยันต์ตรีนิสิงเห ผันกลบทระวางรองรับด้วยแม่วรรคปฐมอักขระนาม ตามระวางวรรควันเกิดของเจ้าเรือนชะตา และวรรคอักขระนามคู่มิตร เพื่อหนุนอุปถัมภ์ส่งเสริมเจ้าของชะตา วางบูชาใต้ฐานพระพุทธรูป หนุนชะตาประจำที่อยู่อาศัยเคหะสถาน
เนื้อชนวนตะกั่วโบราณ หลอมทับถมตามสูตรวิชารสายนเวท เพื่อเป็นแผ่นชนวนรองรับพระยันต์ตรีนิสิงเห (จำนวนจำกัดเพียง ๗๐ชุด)
๒.ตะกรุดตรีนิสิงเห ผันกลบทระวางวรรคคู่มิตรตามกำลังวันเกิด เพื่อสำหรับอธิษฐานพกติดตัว พระยันต์ประดิษฐานบนแผ่นทองแดงชนวน ดอกตะกรุดบรรจุ ”ผงอัตราทวาทสมงคลตรีติสิงเห” ลบผงตามสูตรการลบถมกระดานทั้ง ๑๒ อัตรา
ผู้บูชาแจ้งวันเดือนปีเกิดเพื่อคำนวณผันกลบทระวางวรรคปฐมอักขระ

ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "พระยันต์ตรีนิสิงเห (ตำรับพระตะกรุดคู่ชีวิต)"

พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดวิชาค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๑
พระยันต์ตรีนิสิงเห หนึ่งในไสยเวทสยาม ที่มิใช่เพียงพระยันต์ปกติสามัญทั่วไป หากแต่มีความสำคัญในระดับเชิงชั้นครู นับถือว่าเป็นยันต์ครูใหญ่ มีความสำคัญยิ่งใหญ่จนเกิดเป็น “คัมภีร์ตรีนิสิงเห” อันเป็นวิชาในตำนานที่นักไสยเวททุกคนจำเป็นต้องเรียนให้แตกฉานเป็นปฐมเบื้องต้นต่อจาก “พระยันต์จตุโร”
จากวิชาเลขกลแขนงหนึ่งที่แฝงนัยยะ ความอัศจรรย์ทางกลวิชาสูตรเลขไทย ปริวรรตสู่ไสยเวทสยาม ที่สุดเข้มขลังครบเครื่องทุกประการ นับเป็นยอดวิชาที่แม้เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ยังกล่าวยกย่องให้เป็นยอดแห่งพระยันต์ คุ้มฟ้าคุ้มดิน
พระยันต์ตรีนิสิงเห คือ พระยันต์กลบทตัวเลข ที่นำมาประกอบเป็นยันต์ อันเป็นยันต์พื้นฐานไปสู่พระยันต์ตัวเลขกลบทที่สูงขึ้นไป เช่น ยันต์โสฬสนพสูตร ยันต์จักรพรรตราธิราช ยันต์องค์อัฏฐอรหันตา เป็นต้น
พระยันต์ตรีนิสิงเห ไม่พบปรากฏเป็นรูปแบบการเรียนที่เป็นรูปเล่ม แต่เป็นพระยันต์ที่แฝงองค์ความรู้สอดแทรกในคัมภีร์ ตำราต่างๆแขนงต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นนัยยะของการบังวิชา แฝงวิชามิให้กลเลขชนิดนี้ล่วงรู้ไปถึงคนภายนอก
คนภายนอกที่ว่านี้ก็หมายถึง อริราชศัตรู เนื่องจาก พระยันต์ตรีนิสิงเห คือ กลบทยันต์องค์หนึ่งที่เป็นบาทฐานของพระยันต์องค์อื่นๆ ที่ใช้ในการสร้างบ้านแปงเมือง และการรณรงค์สงคราม
พระยันต์ตรีนิสิงเห ค้นพบหลักฐานแฝงนัยยะ องค์ภูมิความรู้ไว้มากมายหลายแขนง จนกลายเป็นยันต์ตรีนิสิงเหในรูปแบบกลบทวิชามากมาย เช่น ตำราโฉลกประตู ตำราการตั้งบ้านเรือน ตำราห่วง ตำรายา ตำราแก้เสนียด (อุบาทว์) และเป็นยันต์องค์ชนิดต่างๆ เช่น ยันต์ลงตะกรุด ยันต์กันภัยปิดหน้าบ้าน ยันต์ลงใบพลู
ตำราอาจารย์เทพ สาริกบุตร อันเป็นตำราสากลของระบบการเรียนอักขระเลขยันต์ของสยาม ก็ไม่ได้กล่าว และให้ความสำคัญกับพระยันต์ตรีนิสิงเหมากนัก ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้เริ่มศึกษาอักขระเลขยันต์สยาม รวมทั้งพระเกจิอาจารย์ที่ไม่ได้ศึกษาศาสตร์เลขยันต์แบบเจาะลึก หลายคนยังหลงเข้าใจผิดว่า พระยันต์ตรีนิสิงเหนั้น คือยันต์พื้นฐานที่ไม่มีบทบาทสำคัญมากนัก
โดยตำรา “เคล็ดลับไสยศาสตร์” ของอาจารย์เทพ สาริกบุตร ท่านเขียนไว้เพียงสูตรเรียกตัวเลข และอุปเท่ห์ของพระยันต์ไว้ ดังนั้น
พระยันต์ตรีนิสิงเห ประกอบด้วยตัวเลข
๓ ๗ ๕. ๔ ๖ ๕. ๑ ๙ ๕. ๒ ๘ ๕.
เลขทั้งหมดเขียนอยู่ในตารางยันต์ โดยเลขต่างๆ มีความหมายแทนพระพุทธเจ้า พรหม เทวดา ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สำหรับสูตรการลงเลขยันต์มี ดังนี้
(ตรีนิสิงเห) ๓ (สัตตะนาเค) ๗ (ปัญจะเพชชลูกันเจวะ) ๕
(จัตตุเทวา) ๔ (ฉะวัชชะราชา) ๖ (ปัญจะอินทรา นะเมวะจะ) ๕ (เอกะยักขา) ๑ (นะวะเทวา) ๙ (ปัญจะพรหมาสหบดี) ๕
(ทะเวราชา) ๒ (อัฏฐะอะระหันตา) ๘ (ปัญจะพุทธานะมามิหัง) ๕
ในขณะเดียวกันองค์ภูมิความรู้ตรีนิสิงเห หาใช่เพียงการลงสูตรยันต์ แล้วประณามว่าบังเกิดความวิเศษสุดประมาณ หากแต่มีองค์ภูมิความรู้ที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น
คัมภีร์มหาพุทธาคม กล่าวถึงขั้นตอนวิธีการทำผงตรีนิสิงเหไว้ตั้งแต่ต้นปฐมจนสำเร็จเป็นมหาพุทธาคมด้วยอัตราทวาทศมงคล ๑๒ นอกจากนี้ พระยันต์ตรีนิสิงเห ยังมีระวางการผันทวาทศ เป็นยันต์พระควัมบดีและยันต์ตราราชสีห์ สำหรับทั้ง ๒ ยันต์นี้ ในบางตำรากล่าวว่าเป็น “ยันต์องครักษ์”
ในภาพอาจจะมี ข้อความ
พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดวิชาค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๒
คัมภีร์มหาพุทธาคม กล่าวถึงขั้นตอนวิธีการทำผงตรีนิสิงเหไว้ตั้งแต่ต้นปฐมจนสำเร็จเป็นมหาพุทธาคมด้วยอัตราทวาทศมงคล ๑๒ นอกจากนี้ พระยันต์ตรีนิสิงเห ยังมีระวางการผันทวาทศ เป็นยันต์พระควัมบดีและยันต์ตราราชสีห์ สำหรับทั้ง ๒ ยันต์นี้ ในบางตำรากล่าวว่าเป็น “ยันต์องครักษ์”
ตำราตรีนิสิงเห ปรากฏหลักฐานทางคัมภีร์มานานกว่าพันปี ตำราชัดเจนที่ระบุถึงอัตราทศกำลังของตรีนิสิงเหสำหรับภาคกลางคือ “คัมภีร์ตรีนิสิงเห” หรือ “คัมภีร์เพชสนูกัน” สำหรับภาคเหนือ คือ “ยันต์พระสิงห์” หรือ “ยันต์พระสิหิงค์”
พระยันต์ตรีสิสิงเห คือ ยันต์ในรูปกลบทตัวเลข ที่ต้องอาศัยการคำนวณตามสูตรเลขไทยโบราณ โดยมีอัตราวางยันต์ทั้ง ๑๒ ยันต์ หรือ ยันต์ทั้ง ๑๒ ตัว เรียกวิธีนี้ว่า “อัตราตรีนิสิงเห” การคำนวณสูตรอัตราตรีนิสิงเหนี้ คือบริบทพื้นฐานที่ผู้เรียนจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ ให้แตกฉาน เพื่อจะนำไปใช้เป็นสูตรอัตราตัวตั้งในการทำผงตรีนิสิงเห
โดยตั้งอัตรา ๑๒ ตัว ตามด้วยอัตราของเลขตัวที่จะลบผงคูณและหารด้วยกำลังของตัวเอง ตามด้วยสูตรนารายณ์ถอดรูป (ยันต์ประจำองค์ตรีนิสิงเห) แล้วจึงลงอัตรายันต์องครักษ์ (ยันต์พระควัมบดีและยันต์ตราราชสีห์) หรือในบางสูตร บางตำราเรียกว่า “ยันต์ประทับ” ให้คำนวณลบด้วยวิธีการนี้ ๓ หน จึงสำเร็จเป็นสูตรผงองค์ตรีนิสิงเห หรือ ผงเพชสนูกัน อันเป็นสุดยอดวิชาในตำนานนั้นเอง
คณาจารย์ในปัจจุบันหลายท่านที่มักอ้างว่าอยู่ในสายพระเพชฉลูกัณฑ์ หรือสืบสายพระเพชสนูกัน เมื่อถามถึงสูตรการลบผง อัตราทดกำลังระวาง กลับตกม้าตายกันทุกราย เนื่องจากเชื่อว่าร้อยละ ๙๐ ไม่ได้เรียนมาจริงจัง เพียงแค่สมอ้างตัวเองเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน คณาจารย์หลายท่านที่มักอ้างการทำผงตรีนิสิงเห ว่าเป็นสุดยอด ท่านรอบรู้แตกฉานผงวิเศษนี้ ต่อเมื่อถามสูตรการคำนวณอัตราสูตรในการลบผงกลับตอบไม่ได้ ส่วนใหญ่พูดแต่เพียงว่า ตีตางรางว่าสูตรชักยันต์ และลงตัวเลขตามสูตรที่มีในตำราของท่านอาจารย์เทพ เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นผงวิเศษองค์ตรีนิสิงเหได้แล้ว แต่หากศึกษาลงไปถึงเบื้องลึกแท้จริงแล้ว องค์ภูมิความรู้บรรพชนมิใช่ไก่กาเพียงเท่านั้น
กลับมาที่องค์ยันต์นิสิงเห กล่าวเปรยมาถึงขนาดนี้เชื่อว่าผู้ทรงวิทยาคมอักขระเลขยันต์หลายคนที่ศึกษา แต่ยังคิดไม่ตก สงสัยว่าเหตุใดอัตราทศตรีนิสิงเห เมื่อใช้ในการลบผงนั้น เมื่อลบเรียกสูตรคำนวณแล้ว กลับไปต่อไม่ได้ คือไปไม่ครบจบตัว ก็เนื่องจาก ขาดการคำนวณยันต์องค์ประทับ หรือยันต์องค์รักษ์นั้นเอง
นอกจากนี้ การผันองค์ตรีนิสิงเหในแต่ละตัวนั้น จำเป็นจำต้องเข้าใจกลบทการถอดสูตรยันต์นารายณ์ถอดรูปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจยันต์ประจำขององค์ตรีนิสิงเหในการถอดออกไปให้ครบทั้ง ๑๒ ตัว
เขียนมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะกำลัง งง ว่าองค์ตรีนิสิงเหทำไมจึงมี ๑๒ องค์ ให้ย้อนกลับไปดูที่ตารางยันต์ จะประกอบได้ด้วยอัตราตัวเลข ๑๒ ตัว ซึ่งอัตราตัวเลขในแต่ละตัวนั้น จะมีสูตรการเรียกอัตราทศคำนวณที่แตกต่างกัน และจะต้องคำนวณอัตราทดแยกเป็นรายตัว ยกตัวอย่าง เช่น
ในตำราการลงตรีนิสิงเห ระบุให้ลง ตัวเลข ๓ ๗ ๕ ๔ ๖ ๕ ๑ ๙ ๕ ๒ ๘ ๕ ทั้งหมดรวมเป็น ๑๒ ตัว ฉะนั้น การเรียกสูตรคำนวณอัตราทด จึงต้องเรียกสูตรคำนวณไปทีละตัว
การทำสูตรลบผงอัตราทวาทศมงคล ความหมายของชื่อก็บอกตามตัวอยู่แล้วว่า ทวา แปลว่า ๒ ทศ แปลว่า ๑๐ ดังนั้น จึงหมายถึง สูตรอันเป็นมงคล ๑๒ องค์
การเรียกสูตรเลข ๓ คือ การตั้งอัตราทั้ง ๑๒ ตัว เอา ๓ คูณ ๓ หาร ตามด้วยสูตรยันต์องค์ประทับทั้งสอง ลบถมแบบนี้ถ้วนทั้งสิ้น ๓ หน จึงสำเร็จเป็นผง “องค์ตรีนิสิงเห” (๓)
การเรียกสูตรเลข ๗ คือ การตั้งอัตราทั้ง ๑๒ ตัว เอา ๗ คูณ ๗ หาร ตามด้วยสูตรยันต์องค์ประทับทั้งสอง ลบถมแบบนี้ถ้วนทั้งสิ้น ๗ หน จึงสำเร็จเป็นผง “องค์สัตตนาเค” (๗)
การเรียกสูตรเลข ๕ คือ การตั้งอัตราทั้ง ๑๒ ตัว เอา ๕ คูณ ๕ หาร ตามด้วยสูตรยันต์องค์ประทับทั้งสอง ลบถมแบบนี้ถ้วนทั้งสิ้น ๕ หน จึงสำเร็จเป็นผง “องค์ปัญจเพชชลูกันเจวะ” (๕)
เรียกสูตรเช่นนี้ไปจบครบองค์คุณทั้ง ๑๒
เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยลองเอา ๑๒ ตั้ง คูณด้วย ๓ หารด้วย ๓ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ๑๒ และไม่ว่าจะนำ เลข ๗ เลข ๕ เลข ๔ ไปคูณหาร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ๑๒ เช่นกัน วิธีการนี้ นักไสยเวทย์เรียกว่า “อัตราคืนตัว”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็อย่าพึงปักใจว่าโบราณคิดเพียงเลขง่ายๆ ซึ่งแท้จริงยังมีกลวิธีคิดที่พิสดารมากกว่านั้นในการหากำลังทด ตรงนี้เป็นเพียงแค่ข้อมูลเบื้องต้น
.
พระยันต์ตรีนิสิงเห​ ยอดวิชาค้ำคูณชะตา​ ตอนที่​ ๓
พระยันต์ตรีนิสิงเห คือ การแปรรหัสต่างๆ จากกลตัวเลขสู่รหัสจักราศี เพื่อให้เกิดรูปและนาม เพื่อใช้ในการแสดงสัญลักษณ์และง่ายต่อการเรียกนาม ด้วยเหตุนี้ ตรีนิสิงเห จึงเป็นรหัสนัยปีทั้ง ๑๒ นักสัตว์ (นักษัตร)
ในขณะเดียวกัน พระยันต์ตรีนิสิงเห อันมีพื้นฐานมาจากยันต์จตุโร ซึ่งได้เขียนอธิบายไว้ในบทความจตุโรแล้วว่า จตุโรคือบาทเบื้องต้นของพระยันต์ทั้งปวง และคือแกนสำคัญของตรีนิสิงเห ผู้ที่สนใจเรียนตรีนิสิงเห จึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้เข้าใจยันต์จตุโรเสียก่อน
พระยันต์ตรีนิสิงเหเกิดจากการถอดรหัสองค์คุณ ๑๐๘ (คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์) โดยมีนัยยะแฝงว่า รัตนะทั้งสามมีผลต่อโลกมนุษย์ สวรรค์ ด้วยการแทนด้วยรหัสจตุโร (นพระวางทั้ง ๙) อันเป็นพื้นฐานของปรัชญาศาสตร์ต่างๆ นอกจากนี้ยังแทนค่าระบบกำลังดวงดาวที่ที่มีอิทธิพลกระทำต่อโลกและมนุษย์ จึงกลายเป็นศาสตร์ “พลังฟ้าตรึงดิน” ซึ่งแฝงนัยยะในรูปแบบของคัมภีร์ตรีนิงเห และผันกระจายออกเป็นสรรพเวทย์ต่างๆ เช่น โหราศาสตร์, จักราศี, ตำราพระโอสถ, หลักเมืองหลักชัย, ตำรากันแก้อาถรรพ์ ฯลฯ
ความเชื่อแต่ครั้งบรรพกาลที่มีต่อดวงดาวรายรอบโลกใบนี้ ว่ามีอิทธิพลส่งผลต่อโลกและมนุษย์ รวมทั้งสรรพชีวิตในโลก จึงกลายเป็นวิชาต่างๆมากมาย เพื่อตอบสนองความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของดวงดาว ดาวที่เชื่อว่ามีอํานาจอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์ จึงเกิดการปริวรรต ความเชื่อมโยงระหว่างตัวเลขและดวงดาว ในรูปของความเชื่อเลขยันต์ชาวสยามโบราณ
คัมภีร์ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ตัวเลขและดวงดาว คือ คัมภีร์จตุโร และคัมภีร์ตรีนิสิงเห (ยันต์ความสัมพันธ์แทนค่าตัวเลข) ดังนั้น การศึกษาศาสตร์อักขระเลขยันต์ในสยามจึงปฏิเสธองค์ภูมิความรู้ชั้นครูนี้ไปเสียมิได้ และนักไสยเวทย์ถือว่าเป็นองค์ความรู้ปฐมเบื้องต้นที่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจจนแตกฉาน จากนั้นจึงต่อยอดขยายออกไปสู่สรรพวิชาความรู้อื่นๆ
คัมภีร์ตรีนิสิงเห จัดอยู่ในคัมภีร์ “มหาปัญจพุทธาคม” แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ คัมภีร์วิชาว่าด้วยการเรียกสูตรลบผงที่สำคัญของเวทย์วิทยาคม คัมภีร์ทั้ง ๕ ได้แก่ คัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิธะเจ คัมภีร์ตรีนิสิงเห คัมภีร์มหาราช คัมภีร์รัตนมาลาธิคุณ
วิชาการลบผง คือ การใช้ดินสอที่ทำจากดินสอพองผสมผงอาถรรพ์ เขียนบนกระดานชนวน เป็นรูปสัญลักษณ์ยันต์ ประกอบร่วมกับการภาวนาสูตรสำหรับใช้ลบยันต์องค์นั้นๆ เช่นสูตรสนธิ สูตรเรียกนาม คาถานมัสการ คาถาเสก โดยการเรียกสูตรเขียน ลบ ไปตามสูตรของแต่ละคัมภีร์ ผงที่ได้จากการเขียน-ลบนั้น จึงใช้ชื่อเรียกไปตามสูตรของแต่ละคัมภีร์ เช่น ผงตรีนิสิงเห ผงปถมัง เป็นต้น
เนื้อหาหลัก คัมภีร์ตรีนิสิงเห ส่วนใหญ่อธิบายสูตรเรียกนามตัวเลข วิธีการคำนวณกลตัวเลขในแบบต่างๆ ในระบบเลขคณิตไทยโบราณ ฉะนั้น จึงเกิดชื่อสูตรที่เรียกว่า “อัตราทวาทศมงคล” หรือ ตำราอาจารย์เทพย์ สาริกบุตรบางเล่มเรียกว่า “อัตราทวาทสมงคล” ซึ่งก็คือ กลวิธีในรูปแบบเดียวกัน เพียงต่างชื่อเรียก
ตามที่กล่าวในเบื้องต้นว่า “อัตราทวาทศมงคล หรือ อัตราทวาทสมงคล” มีความหมายเดียวกัน โดยคำว่า ทวา แปลว่า ๒ คำว่า ทส = ทะสะ หรือ ทศ แปลว่า ๑๐ จึงมีความหมายรวมว่า อัตราสูตรมงคล ๑๒
การคำนวณตัวเลขในอัตราทวาทศมงคล คือ อัตราเลข ๑ – ๙ เป็นเลขที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ โดยมีพื้นฐานการคำนวณถอดรหัสตัวเลขมาจากกลตัวเลข “จัตุรัสกล” ซึ่งอยู่ในรูปตาราง ๓x๓ หรือที่เรารู้จักในชื่อยันต์จตุโรนั้นเอง
ยันต์จตุโร คือ กลบทตัวเลขที่แทนสภาวะของดวงดาวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยเจ้าผู้สถิตในดวงดาวนั้น จึงเป็นที่มาของ “เทพนพเคราะห์” โดยการแทนสภาวะทิพยอำนาจในรูปของตัวเลข ๑ – ๙ การเดินผันกลบทตัวเลข ๑ – ๙ จึงเป็นศาสตร์เบื้องต้นของการผันกลบทขึ้นสู่ตรีนิสิงเห
.
พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดวิชาค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๔
เนื้อหาหลัก คัมภีร์ตรีนิสิงเห ส่วนใหญ่อธิบายสูตรเรียกนามตัวเลข วิธีการคำนวณกลตัวเลขในแบบต่างๆ ในระบบเลขคณิตไทยโบราณ ฉะนั้น จึงเกิดชื่อสูตรที่เรียกว่า “อัตราทวาทศมงคล” หรือ ตำราอาจารย์เทพย์ สาริกบุตรบางเล่มเรียกว่า “อัตราทวาทสมงคล” ซึ่งก็คือ กลวิธีในรูปแบบเดียวกัน เพียงต่างชื่อเรียก
ตามที่กล่าวในเบื้องต้นว่า “อัตราทวาทศมงคล หรือ อัตราทวาทสมงคล” มีความหมายเดียวกัน โดยคำว่า ทวา แปลว่า ๒ คำว่า ทส = ทะสะ หรือ ทศ แปลว่า ๑๐ จึงมีความหมายรวมว่า อัตราสูตรมงคล ๑๒
การคำนวณตัวเลขในอัตราทวาทศมงคล คือ อัตราเลข ๑ – ๙ เป็นเลขที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ โดยมีพื้นฐานการคำนวณถอดรหัสตัวเลขมาจากกลตัวเลข “จัตุรัสกล” ซึ่งอยู่ในรูปตาราง ๓x๓ หรือที่เรารู้จักในชื่อยันต์จตุโรนั้นเอง
ยันต์จตุโร คือ กลบทตัวเลขที่แทนสภาวะของดวงดาวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยเจ้าผู้สถิตในดวงดาวนั้น จึงเป็นที่มาของ “เทพนพเคราะห์” โดยการแทนสภาวะทิพยอำนาจในรูปของตัวเลข ๑ – ๙ การเดินผันกลบทตัวเลข ๑ – ๙ จึงเป็นศาสตร์เบื้องต้นของการผันกลบทขึ้นสู่ตรีนิสิงเห
การเดินกลบทพื้นฐานคือ เดินแบบตารางม้าหมากรุก นั้นคือ เริ่มจาก ๔ ๗ ๘ ๙ ๖ ๓ ๒ ๑ ๕ เลขทั้งหมดอยู่ในตาราง ๓x๓ เมื่อรวมเลขทุกช่องได้ผลลัพธ์ ๑๕ ทุกช่อง เรียกว่า จัตุรัสกล
การเดินกลบทจตุโรนั้น จะนับเป็นระวาง ประกอบด้วย ๔ ระวางๆละ ๓ ตัวเลข ได้แก่
๔ ๗ ๘ ระวางที่ ๑
๘ ๙ ๖ ระวางที่ ๒
๖ ๓ ๒ ระวางที่ ๓
๒ ๑ ๕ ระวางที่ ๔
เมื่อยกเรียงนับจับคู่เลขจะได้เป็น
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙
อธิบายเพิ่มคือ ๑ รวมกับ ๙ เท่ากับ ๑๐ (๐)
๒ รวมกับ ๘ เท่ากับ ๑๐ (๐)
๓ รวมกับ ๗ เท่ากับ ๑๐ (๐)
๔ รวมกับ ๖ เท่ากับ ๑๐ (๐)
๕ รวมกับ ๕ เท่ากับ ๑๐ (๐)
การนับจับคู่ ๑๐ แบบนี้ เรียกว่า นับสิบตกศูนย์ (ทสมงคล) ซึ่งแท้จริงแล้ว มีวิธีการเดินระวางที่แยบยลมากกว่านี้ เพียงแค่ยกตัวอย่างประกอบเบื้องต้นให้เห็นภาพเท่านั้น
ด้วยการวางกลการนับเลขแบบนี้ คือ สมุฏฐาน ไปสู่การเดินระวางยันต์ตรีนิสิงเหที่เรียกว่า ทวาทศมงคล (ทวาทสมงคล) ซึ่งเป็นตัวเลข ๑๒ ตัว ประกอบด้วยตัวเลข ๔ ชุดๆ ละ ๓ ตัว ได้แก่
๓ ๗ ๕ ระวางที่ ๑
๔ ๖ ๕ ระวางที่ ๒
๑ ๙ ๕ ระวางที่ ๓
๒ ๘ ๕ ระวางที่ ๔
เลขชุดระวางตรีนิสิงเห เมื่อเรียงเลขนับจำนวน แต่ละชุดระวางได้เท่ากับ ๑๕ เช่นเดียวกับ จัตุรัสกล ของจตุโร ค่าผลรวมที่ต้องเท่ากับ ๑๕ เสมอนั้น มิใช่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ หากแต่มีรูปแบบเฉพาะที่ต้องวางผังด้านจัตุรัสทุกมุมในแนวนอน แนวตั้ง ด้วยค่าผลลัพธ์ที่คงตัวเสมอ
ในทางคณิตศาสตร์ผลลัพธ์จัตุรัสกลนี้ว่า “ค่าคงตัวกล หรือ ผลบวกกล” และค่าคงตัวกลนี้สามารถสร้างจัตุรัสกลได้ไม่จำกัดขนาด และไม่มีประมาณ ด้วยวิธีการนี้ ในโบราณท่านจึงใช้ยันต์จตุโร และยันต์ตรีนิสิงเห ผันกลบทตัวเลขขึ้นมามากมาย จนกลายเป็นพระยันต์ตัวเลขในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลอิทธิคุณที่แตกต่างกันไป หลักการเดินกลบทค่าคงตัว หรือจัตุรัสกลนี้ เป็นองค์ภูมิความรู้ที่ไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่กลับปรากฏแผ่หลายองค์ภูมิปัญญานี้อยู่ทั่วภูมิภาคทั่วโลก เช่น จีน อินเดีย ยุโรปโบราณ
การเดินกลบทจตุโรหรือตรีนิงสิงเห มีหลักการคือ การเดินเวียนขวาเสมอ (ทักษิณาวรรต) หลักการเดินยันต์เวียนขวานั้น คือศาสตร์แขนงหนึ่งที่โบราณค้นพบถึงการเคลื่อนของพลังงานต่างๆที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน แม้การแสดงความเคารพต่อบุคคล สถานที่ (ประทักษิณ) เพื่อให้เกิดสิริมงคล นิยมเวียนจากข้างหน้าไปทางขวามือของบุคคล สถานที่สิ่งนั้นเสมอ
การผันกลบทพระยันต์ตรีนิสิงเหไปในรูปแบบต่างๆ เพื่ออำนวยผลอิทธิเวทย์ในแบบต่างๆ นั้น ผู้ผันจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจการเดินกลบทระวาง ซึ่งผู้ศึกษาอักขระเลขยันต์ในปัจจุบัน พบเห็นว่ายันต์จตุโร หรือยันต์ตรีนิสิงเหนั้นมีการเขียนวางตำแหน่งตัวเลขที่แตกต่างกัน และพบว่ายันต์ตรีนิสิงเหนั้นมีการพรรณนาว่ามีอิทธิคุณที่หลากหลายแทบจะครอบคลุมทุกสิ่งปรารถนาของมนุษย์เลยทีเดียว นั้นก็เนื่องจากว่า พระยันต์ตรีนิสิงเหถูกผันไปในรูปแบบนั้นๆ นั้นเอง
การผันกลบทพระยันต์ตรีนิสิงเห คณาจารย์ท่านไม่นิยมผันกลเลขแล้วเขียนหรือจารึกให้เห็นเป็นรูปยันต์ เราจะพบว่าพระยันต์ตรีนิสิงเห มีการผันเขียนเลขบันทึกไว้เพียงแค่ไม่กี่แบบเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คณาจารย์ท่าน มักผันกลเลขในการลบผงวิเศษตามตำรับตรีนิสิงเห แล้วจึงนำผงวิเศษนั้นมาใช้ตามอิทธิเวทย์ที่ท่านต้องการ
ตำราไสยศาสตร์ของ ท่านอาจารย์เทพ สาริกบุตร ท่านพรรณนาเขียนไว้แต่เพียงว่า พระยันต์ตรีนิสิงนั้นลบผงใช้ได้หลายประการ เช่น ไล่เสนียดขับผี ค้ำคูณ พลิกผันชะตา คุมกันแก้อาถรรพ์ รักษาโรค
ในเรื่องการทำผงนี้ ในคัมภีร์มหาพุทธาคม กล่าวถึง “การลบถมผงลงกระดาน” ผันตรีนิสิงเห ที่เรียกว่า “ตรีนิสิงเหพิสดาร” การลบผงตรีสินิงเหพิสดารนี้
ปรากฏตำราในหลายภูมิภาคของไทย แต่เท่าปรากฏตำราการลบผงเป็นขั้นตอนชัดเจน มีเพียงตำรับของภาคกลางเท่านั้น ไม่ปรากฏการลบผงวิเศษในภูมิภาคอื่น เช่น ภาคเหนือ แม้จะมีตำรับพระสิงห์ ที่เป็นตำรับวิชาอิงหลักของตรีนิสิงเห ก็ไม่ปรากฏ การลบถมผงลงกระดาน
สำหรับภาคอีสาน แม้มีตำราตรีนิสิงเห แต่ก็ไม่ปรากฏการลบผงกระดานเป็นรูปแบบชัดเจน ซึ่งได้รับการยืนยันสืบข้อมูลจากปรมาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน คือ ท่านอาจารย์ธวัชชัย แทนวารีรัตน์ และท่านอาจารย์เอก นาครทรรพ ผู้เชี่ยวชาญเจนจบเลขยันต์อักขระธรรม สายอีสานและศรีสัตนาคนหุต
เหตุผลประการหนึ่งที่พระยันต์ตรีนิสิงเห สามารถผันและส่งผลอิทธิคุณแตกแขนงบไปได้มากมายนับประมาณไม่ได้นั้น ในทางอภิปรัชญาทางอักขระ ตรีนิสิงเหที่แท้จริงคือ อัตรา ๑๐๘ หมายถึงการถอดกลบทความออกมาจากพระคาถารัตนคุณ
.ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "២៣៤៥๖១៨៩ การตั้งสูตรคิดคำนวณ "อัตราทสมงคล" หรือสูตรอัตรานับสิบ อันเป็นกลบทเบื้องต้น ของการคิดหา "สมุฏฐาน" ของอัตราระวาง จตุโร และตรีนิสิงเห นอกจากนี้ยังแฝงรหัส นัยการเดินเวียนโคจรของจักรวาล อันเป็น สูตรการแทนค่าระหว่าง อัตราตัวเลขตรีนิ สิงเหและระบบสุริยจักราศี ผ่านออกมาใน รูปของเลขยันต์ไทย ได้อย่างแยบคาย"
ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "พระจันทร์ บูรพา (ตะวันออก) พระอาทิตย์ อีสาน (ตะวันออกเดียงเหนือ) ๒ พระอังคาร อาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใด้ พระศุกร์ อุดร (เหนือ) ៩ พระพุธ ทักษิณ ใด้) พระราหู พาขัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ៥ พระเสาร์ หรดี (ตะวันตกเฉียงใด้) พระพฤหัส ประจิม (ตะวันตก)"
อีกส่วนหนึ่งคือ ตารางยันต์ตรีนิสิงเหของทางไทยนั้นจะมีลักษณะเดียวกับตารางจักรราศีวิภาคของวิชาโหราศาสตร์ภารตะครับ ตารางแบบตรีนิสิงเหและการลงเลขแบบตรีนิสิงเหที่พบในตำรายันตราของทางฝ่ายภารตะเรียกว่าพฤหัสจักรยันตรา เป็นยันตราที่มีอานุภาพครอบคลุมเป็นอย่างมาก แก้ไขวัสดุโทษ(โทษที่เกิดจากการนำวัสดุก่อสร้างที่เป็นอัปมงคลมาใช้ในการก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างผิดรูปแบบจนเกิดความเป็นอัปมงคล หรือไปก่อสร้างอาคารในสถานที่ที่มีลักษณะเป็นอัปมงคลต่างๆ) อีกทั้งพฤหัสจักรยันตรานั้นยังเป็นการทำรูปจำลองจักรราศีมาไว้ในยันตราแผ่นเดียวโดยให้ดาวพฤหัสคุมอยู่ในราศีทวารทั้ง4ราศี คือราศีเมษ ราศีกรกฎ ราศีตุล ราศีมังกร เนื่องจากดาวพฤหัสหมายถึงนักบวช ราชครู ครู ผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทุกชนชั้นวรรณะ จึงจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลขึ้นทั่วจักรวาล และดาว1,2,3,4,6,7,8,9,0 จะต้องเรียงตัวในตำแหน่งที่เป็นคุณทุกดวงเมื่อเทียบเจ้าเรือนลัคนาโลกให้อยู่ในราศีเมษ แต่ถ้าเทียบดวงชาตาคนแต่ละคน ดาว1,2,3,4,6,7,8,9,0ก็จะถูกย้ายมาเขียนในตำแหน่งที่ให้คุณเมื่อเทียบกับลัคนาในดวงชาตากำเนิดของเจ้าดวงชาตา แล้วทำการสถาปนาตัวเลขแต่ละตัวให้เป็นตัวแทนของดาวแต่ละดวง เมื่อทำการผูกโยงสถาปนาเลขเป็นตัวแทนของดาวแต่ละดวงสำเร็จจริง พลังงานจากดวงดาวแต่ละดวงตลอดถึงพลังงานโอมมนตราที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วจักรวาลก็จะหลั่งไหลลงมาสู่ตารางยันต์และตัวเลขแต่ละตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้แผ่นยันตราที่สร้างขึ้นมานั้นมีพลังงานในลักษณะที่เรียกว่าพลังงานเป็น คือมีพลังงานหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลาและแผ่นยันตราก็จะกระจายพลังงานออกมาเพื่อปรับสมดุลให้กับธรรมชาติรอบตัวอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ยกเว้นจะมีใครไปทำให้แผ่นยันต์นั้นชำรุดเสียหาย จึงจะทำให้เกิดพลังงานที่บกพร่องขาดหายไป แผ่นยันตราก็จะเสื่อมสภาพไปในที่สุด
แต่ถ้าปลุกเสกแบบทางไทย คนเสกมักจะอัดพลังจิตของตนเองเข้าไป อัดไว้แค่ไหนก็มีอยู่แค่นั้น แถมพอนานๆไปก็ค่อยๆเสื่อมสลายไปในที่สุด เหมือนกับแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วถอดปลั๊กออก พอถึงช่วงระยะเวลาที่ผ่านไปนานๆชั่วนะยะเวลาหนึ่ง ไฟฟ้าก็รั่วไหลออกจนหมด แต่ถ้าต่อสายไฟไว้กับหม้อแปลงใหญ่ หลอดไฟมันก็จะสว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่มีใครไปทำลายแหล่งไฟฟ้า(ดวงดาวแต่ละดวง)ให้ชำรุดเสียหาย ไฟฟ้าก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องอยู่เช่นนั้นตลอดกาล หลักการของยันตราแบบอินเดียก็เป็นอย่างที่กล่าวมาครับ
.
พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดวิชาค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๕
ความสัมพันธ์พระยันต์ตรีนิสิงเห กับ นักสัตว์ (นักษัตร)
ตำราตรีนิสิงเห แต่เดิมไม่ใช่เป็นเพียงอักขระเลขยันต์เท่านั้น แต่ตำราตรีนิสิงเห คือ แม่บทการเรียนรู้ถึงดินฟ้าอากาศ (ภูมิศาสตร์) ตลอดจนกระแสของพลังงานนอกโลกที่มีอิทธิพลส่งผลต่อโลก (ดาราศาสตร์) และทางโยธาก่อสร้าง (วิศวกรรมศาสตร์) ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ตำราตรีนิสิงเหจึงเป็นตำราที่สำคัญของสยามมาแต่อดีต และปรากฏในพระพิชัยสงครามที่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย แม่ทัพนายกองต้องศึกษาให้แตกฉานทั้ง ๒ ด้าน คือ ยุทธพิชัย และไสยเวทย์
สำหรับความสำคัญในด้านไสยเวทย์ โบราณท่านยกย่องให้เป็นพระยันต์หลักที่ทรงอานุภาพเหนือกว่าพระยันต์ทั้งปวง ใช้ข่มทับอาถรรพ์พระยันต์บางประเภทไม่ให้ส่งผล หรือบรรเทาทุกข์โทษจากอำนาจกำลังดาวบาปเคราะห์ที่ส่งผลต่อชะตาของมนุษย์ ความรู้นี้ปรากฏในศาสตร์ของไสย+โหรา จนเกิดองค์ภูมิความรู้นามลักษณะที่เรียกว่า “นักสัตว์ (นักษัตร)” หรือ “นามปี ๑๒”
รูปแบบของการเดินนับระวางนัยยะของพระยันต์ตรีนิสิงเห ก็คือ การเดินนับทบโคจรของรอบนักษัตรทั้ง ๑๒ นัยหนึ่งก็คือ การเคลื่อนของดาวสำคัญที่เวียนรอบโลก อันประกอบด้วยดาวศุภเคราะห์ ดาวบาปเคราะห์ ดาวสมเคราะห์ โดยมีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ คือ ดาวพฤหัสบดี (๕) โคจรรอบตัวเองใช้เวลา ๑ ปี เท่ากับการเคลื่อนไปครบ ๑ นักสัตว์ (๑ ราศี) การเดินครบรอบนักษัตรใช้เวลา ๑๒ ปี จึงเรียกว่า “นามปี ๑๒”
ตารางตรีนิสิงเห แท้จริงก็คือ รูปแบบของการเดินรอบนักษัตร กลุ่มดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าที่คนโบราณท่านค้นพบ ซึ่งความรู้นี้ปรากฏหลายชนชาติ ด้วยเหตุนี้ตรีนิสิงเห จึงมีพื้นฐานการคิดคำนวณจากตัวเลขทางคณิตศาสตร์ เพื่อไขรหัสนัยดวงดาวเป็นระบบตัวเลข วิธีการนี้ยังเป็นพื้นฐานของวิชาโสฬสสะระตะด้วย
ไสยเวทย์และโหราศาสตร์ท่านแทนค่าตรีนิสิงเห คือ “โลก” อันอยู่กลางรายรอบการเวียนโคจรของดาวทั้ง ๗ (สัตตเคราะห์) เมื่อเขียนถึงตรงนี้ หลายท่านที่ศึกษาอาจถึงบางอ้อ ว่าวิชาตรีนิสิงเห มีการกล่าวเชื่อมโยงกับ “วิชาคราสพญาราหู”
บทความเรื่องยันต์จตุโร ได้เขียนอธิบายไว้แล้วว่า โลก ในทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ ถือว่าคือ ราหู และเมื่อตรีนิสิงเห คือ โลก ก็ย่อมคือ ราหู ด้วยนั้นเอง ฉะนั้น ในตอนต้นที่พูดถึงว่า โบราณท่านใช้พระยันต์ตรีนิสิงเหแก้ บรรเทาทุกข์โทษจากดาวบาปเคราะห์ได้ด้วย
การโคจรของดาวเคราะห์ เชื่อว่าย่อมส่งผลต่อชะตาชีวิตบนโลก จึงเกิดการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อหารูปแบบความสัมพันธ์ตำแหน่งที่ดวงดาวนั้นสถิต เพื่อทำนายปรับแก้อิทธิพลของดาวที่ส่งผลต่อชะตาชีวิตมนุษย์
การใช้วิชาตรีนิสิงเหในการแก้บาปเคราะห์ ทุกข์โทษอันเกิดจากดาวบาปเคราะห์ หรือต้องคราสมลทินราหู โบราณท่านใช้วิชาความรู้ทางการเดินกลบทผันรหัสนัยตัวเลขบนพระยันต์ตรีนิสิงเห เพื่อขยับปรับเปลี่ยนเคราะห์ทุกข์โทษนั้น โดยใช้ชะตาของผู้นั้นเป็นตัวตั้ง
การถูกทุกข์โทษมลทินของพญาราหู อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ขอเน้นย้ำว่าทุกคน ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนสามัญไม่มียกเว้น การเวียนสถิตของดาวบาปเคราะห์และราหูนั้นอาจทาบทับได้เสมอ ต่อให้ผู้นั้นเก่งกาจทรงวิทยาคม มีอำนาจจิตกล้าแข็งเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นเงาคราสของราหูและดาวบาปเคราะห์ไปได้
บทความยันต์จตุโรเขียนถึงการผันเพื่อแก้บาปเคราะห์ทุกข์โทษจากกลุ่มดาวนพเคราะห์ได้ ซึ่งก็คือ รากฐานของการเดินระวางเวียนราศีขึ้นเป็นตรีนิสิงเห ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่จะเรียนรู้เรื่องการเดินยันต์ตรีนิงสิงเหนั้นต้องรู้และเข้าใจการเดินยันต์จตุโรเสียก่อน
ศาสตร์การใช้ตัวเลขแทนค่าดวงดาวเป็นแนวคิดเก่าแก่ที่มีมานานกว่าพันปี และเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลทางโหราศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ในขั้นพื้นฐานระบบการวางตัวเลขของจตุโร จะมีเพียงเลข ๑ – ๙ เท่านั้น โดยแทนค่าดวงดาว คือ
๑ – พระอาทิตย์
๒ – พระจันทร์
๓ – พระอังคาร
๔ – พระพุธ
๕ – พระพฤหัสบดี
๖ – พระศุกร์
๗ – พระเสาร์
๘ – พระราหู
๙ – พระเกตุ
สำหรับ ดาวทั้ง ๙ ดวง เลขแทนค่าทั้ง ๙ เป็นการแทนค่าในแบบฉบับของไสยศาสตร์+โหราศาสตร์ของไทยและอุษาคเนย์บางชาติพันธ์ บางมติกลุ่มเชื้อชาติเท่านั้น เดิมแท้ที่เป็นที่ยอมรับหลักสากลทั่วไปคือ เลขแทนค่าเพียง ๗ ตัว หรือ ดาว ๗ ดวงเท่านั้น คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ และพระเสาร์
กรณีดาวเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ ดวง มีการสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นมาภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปรากฏเมื่อใด และมีความสัมพันธ์กับผู้ใดเป็นผู้แต่งเพิ่มขึ้น ในคัมภีร์โลกธาตุ มีการอธิบายถึงตัวเลขที่ใช้แทนดวงดาวทั้ง ๙ และอธิบายถึงกำลังของเทพเจ้าประจำดาวดวงนั้นๆ
ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนเริ่มอาจจะ งง ว่าทำไมเดี๋ยวบอกว่ามี ๙ ดวง เดี๋ยวมี ๗ ดวง ขอขยายความเข้าใจเกี่ยวกับดวงดาวที่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับโลกก่อนว่า โบราณท่านแยกการคำนวณความสัมพันธ์ดวงดาวออกเป็น ๒ นัยยะ คือ
๑. วิธีการทางดาราศาสตร์ คือ โบราณท่านนับตามดวงดาวที่พบเห็นบนท้องฟ้า นั้นคือ อาทิตย์ (๑) จันทร์ (๒) อังคาร (๓) พุธ (๔) พฤหัส (๕) ศุกร์ (๖) เสาร์ (๗) จึงนับรวมดาวทั้งหมดเป็น ๗ ดวง หรือเรียกว่า สัตตเคราะห์ และกลายมาเป็นเลขฐาน ๗ ตัว ๗ ตำแหน่งในการพยากรณ์โหราศาสตร์ เลข ๗ ฐาน ซึ่งถือว่าเป็นโหราศาสตร์โบราณที่ปรากฏมาแต่ยุคโบราณ ในพุทธประวัติก็ยังมีการกล่าวถึงการทำนายเลข ๗ ตัว อันเป็นการบ่งบอกว่า อารยธรรมอินเดียโบราณพยากรณ์ด้วยเลข ๗ ตัว และเชื่อว่าอารยธรรมความเชื่อนี้แผ่หลายเข้าสู่สังคมไทย
๒. วิธีทางความเชื่อทางปกรณัมเทพยเจ้า คือ การแทนค่านามสมมุตในฐานะ “บุคลาธิษฐาน” นั้นคือ การแทนกำลังของเทพเจ้าประกอบกับการแต่งตำนานเทพเจ้าขึ้น ปรากฏในตำนานกำเนิดเทพนพเคราะห์ อาทิ
๑ พระอาทิตย์ เกิดจากราชสีห์ ๖ ตัว (กำลัง ๖) ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ
๒ พระจันทร์ เกิดจากนางฟ้า ๑๕ องค์ (กำลัง ๑๕) ทรงม้าเป็นพาหนะ
๓ พระอังคาร เกิดจากกระบือ ๘ ตัว (กำลัง ๘) ทรงกระบือเป็นพาหนะ
๔ พระพุธ เกิดจากช้าง ๑๗ ตัว (กำลัง ๑๗) ทรงช้างเป็นพาหนะ
๕ พระพฤหัสบดี เกิดจากพระฤาษี ๑๙ ตน (กำลัง ๑๙) ทรงกวางเป็นพาหนะ
๖ พระศุกร์ เกิดจากวัว ๒๑ ตัว (กำลัง ๒๑) ทรงวัวเป็นพาหนะ
๗ พระเสาร์ เกิดจากเสือ ๑๐ ตัว (กำลัง ๑๐) ทรงเสือเป็นพาหนะ
๘ พระราหู เกิดจากหัวโขมดไพร ๑๒ หัว (กำลัง ๑๒) ทรงครุฑเป็นพาหนะ
กลายมาเป็นดาว ๘ ดวง หรือที่เรียกว่า “เทพอัฐเคราะห์” ส่วนดาวลำดับที่ ๙ อีกดวงอีกดวงหนึ่ง คือ พระเกตุ เกิดจากพญานาค ๙ ตัว (กำลัง ๙) ทรงนาคเป็นพาหนะสำหรับกรณีของพระเกตุนั้นในคติโหรา+ไสยศาสตร์ ถือว่าคือหางและเป็นประธาน
.
พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดพระยันต์ค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๖
ความสัมพันพระยันต์ตรีนิสิงเห กับ นักสัตว์ (นักษัตร)
กลายมาเป็นดาว ๘ ดวง หรือที่เรียกว่า “เทพอัฐเคราะห์” ส่วนดาวลำดับที่ ๙ อีกดวงอีกดวงหนึ่ง คือ พระเกตุ เกิดจากพญานาค ๙ ตัว (กำลัง ๙) ทรงนาคเป็นพาหนะสำหรับกรณีของพระเกตุนั้นในคติโหรา+ไสยศาสตร์ ถือว่าคือหางและเป็นประธาน
ตำนานปกรณัม (อิงคติไศวะนิกาย) เทพนพเคราะห์ กำหนดเทวดาทั้ง ๙ โคจรรอบจักรราศี โดยมีเขาพระสุเมรุราชเป็นแกนหลักของโลก โดยการเข้าครองทิศของเทวดามี ๘ ทิศ ให้ตั้งต้นที่ทิศทักษิณ แล้วนับเวียนทักษิณาวัตรไปหรดี นับเวียนเรื่อยไปจนครบทิศทั้ง ๘ จึงทำให้เกิดภูมิพยากรณ์ ตำรามหาทักษา สำหรับใช้เป็นหลักเกณฑ์พยากรณ์ชะตาชีวิตมนุษย์ในวิชาโหราศาสตร์
ด้วยดาวทั้ง ๘ คือ อาทิตย์เวียนไปจบครบ ๘ ดวง คือ ราหู และกำหนดให้ พระเกตุ ประจำอยู่ทิศท่ามกลาง ด้วยเหตุนี้ ในมติทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ จึงมีการใช้กำลังของพระเกตุมาคำนวณแก้กำลังดาวบาปเคราะห์ดวงอื่นๆที่ส่งผลต่อเรือนชะตาของมนุษย์
การใช้กำลังของเทพนพเคราะห์เพื่อแก้ไขพื้นชะตาของมนุษย์จึงเกิดขึ้น สอดแทรกอยู่ในคติความเชื่อทางคาถาอาคม อักขระเลขยันต์ นัยยะความเชื่อรายละเอียดของการใช้แทนกำลังของดวงดาว เขียนอธิบายไว้ในบทความจตุโรแล้ว
ศาสตร์การใช้กำลังมาคำนวณนี้ จะอิงอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์ไทยโบราณ ในการคำนวณเพิ่ม ลดกำลังของดวงดาว โดยมีกำลังฐานของดาวอัฐเคราะห์อยู่ที่ ๑๐๘
อัตรากำลังดาวอัฐเคราะห์ ๑๐๘ มาจากไหน กล่าวคือ กำลัง ๑๐๘ ของพระยันต์ตรีนิสิงเหมาจาก ๒ มติใหญ่ คือ
๑. มติทางคติชนวิทยา เทพปกรณัม (ตำนานเทพนพเคราะห์) มาจากการนำเอากำลังของดาวทั้ง ๘ ดวงมาบวกรวมเข้าด้วยกัน โดยมีกำลังของพระเกตุเป็นประธาน หรือเป็นตัวคุมในการปรับแก้เพิ่มลดกำลัง (อธิบายคร่าวๆไว้ในบทความจตุโรแล้ว)
๑ พระอาทิตย์ กำลัง ๖
๒ พระจันทร์ กำลัง ๑๕
๓ พระอังคาร กำลัง ๘
๔ พระพุธ กำลัง ๑๗
๕ พระพฤหัสบดี กำลัง ๑๙
๖ พระศุกร์ กำลัง ๒๑
๗ พระเสาร์ กำลัง ๑๐
๘ พระราหู กำลัง ๑๒
ทั้งหมดรวมกันเป็นกำลัง ๑๐๘ อัตราทวาทศมงคล หรือกำลังของตรีนิสิงเห
๒. มติปรัชญาทางศาสนาพุทธ มาจากการนำเอากำลังของบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ห้องมารวมกัน ตามบทสรรเสริญคุณพระพุทธมี ๕๖ พยางค์ บทสรรเสริญคุณพระธรรม ๓๘ พยางค์ บทสรรเสริญคุณพระสงฆ์ ๑๔ พยางค์ ทั้งหมดรวมเป็นกำลัง ๑๐๘
ด้วยเหตุนี้ กำลังของอัตราตรีนิสิงเหที่แท้จริง คือ ๑๐๘ ซึ่งมีนัยยะ หมายถึง กำลังที่ไหลเวียนรอบโลกและจักรวาล ซึ่งเรียกว่า “โลกธาตุ”
คัมภีร์โลกธาตุ (พระพรหมมุนี อุปวิกาโส วัดราชประดิษฐ์) กล่าวถึงสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมบังเกิดธาตุประชุมขึ้นมา ๔ กอง คือ ปฐวีธาตุ (ดิน), อาโปธาตุ (น้ำ), วาโยธาตุ (ลม), เตโชธาตุ (ไฟ) และมี อากาศธาตุ (วิญญาณ) เป็นตัวครองธาตุ เมื่อบังเกิดธาตุทั้ง ๔ ประชุมแล้ว จึงเกิดเทวดาครองสังขารนั้น เรียกว่า “เทพพระเคราะห์”
นอกจากนี้ยังระบุชัดว่าดาวเคราะห์แต่ละดวงนั้นจะมีธาตุครอง (ธาตุหลัก) ประจำของตนเอง เช่น
พระอาทิตย์และพระเสาร์ ธาตุไฟ
พระจันทร์และพระพฤหัสบดี ธาตุดิน
พระอังคารและพระราหู ธาตุลม
พระพุธและพระศุกร์ ธาตุน้ำ
คัมภีร์โลกธาตุ เชื่อว่าดาวเคราะห์ทุกดวง ถือกำเนิดเกิดจากธาตุน้ำก่อนในเบื้องปฐม จากนั้นจึงเวียนแปรตามสภาวธรรมไปประจำทิศ ประจำธาตุครองของแต่ละดวง เช่น พระอาทิตย์เกิดจากทิศใต้ซึ่งเป็นธาตุน้ำ (ธาตุกำเนิด) ด้วยพระอาทิตย์มีกำลัง ๖ จึงโคจรทักษิณาวรรตไป ๖ ระยะ สถิตยังทิศอีสาน (แปลว่าทิศผู้เป็นใหญ่)
คัมภีร์โลกธาตุ เป็นคัมภีร์ที่อิงปรัชญาทางพระพุทธศาสนา จึงมีคติความเชื่อว่าทุกสิ่งมีความเป็น “ศูนย์” โดยเชื่อว่าจักรวาลและสรรพสิ่งนั้นล้วนเกิดจากความว่างเปล่า ดังนั้นธาตุทั้งปวง เมื่อถึงกาลสิ้น จึงแตกดับกลับคืนความว่างเปล่า (สูญญตา)
กล่าวอ้างตามพระไตรปิฎก บทว่า “สุญฺญตาย จ ธาตุยา ในสุญญตธาตุ คือ ในนิพพานธาตุ กล่าวคือ สุญญตา โดยความปรากฏอาการเป็นของสูญ” ด้วยเหตุหลักปรัชญานี้ จึงเกิดวิชาการลบผงเข้าองค์พระและเข้านิพพานสุญญตาขึ้น
แม้ในคัมภีร์ตรีนิสิงเห ก็มีการกล่างถึงรหัสนัยการแทนค่าคำนวณกำลังดาวดับกลับเป็นศูนย์ด้วยเช่นกัน (ข้อมูลนี้มีความละเอียดทางปรัชญา ไม่อาจอธิบายผ่านตัวหนังสือให้เข้าใจได้ง่ายโดยทั่วกัน จึงขอละเว้นข้ามไป)
.
พระยันต์ตรีนิสิงเห ยอดพระยันต์ค้ำคูณชะตา ตอนที่ ๗
ความสัมพันธ์พระยันต์ตรีนิสิงเห กับ นักสัตว์ (นักษัตร)
แม้ในคัมภีร์ตรีนิสิงเห ก็มีการกล่างถึงรหัสนัยการแทนค่าคำนวณกำลังดาวดับกลับเป็นศูนย์ด้วยเช่นกัน (ข้อมูลนี้มีความละเอียดทางปรัชญา ไม่อาจอธิบายผ่านตัวหนังสือให้เข้าใจได้ง่ายโดยทั่วกัน จึงขอละเว้นข้ามไป)
กลับมาที่พระยันต์ตรีนิสิงเห ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทความจตุโร และกล่าวไว้ในบทความตอนต้นแล้วว่า ตรีนิสิงเหเป็นองค์ภูมิความรู้ต่อยอดมาจากยันต์จตุโร ซึ่งจตุโร คือ โลก มีกำลังดาวนพเคราะห์เวียนสถิตรอบโลก ผู้ที่เข้าใจกลบทรหัสนัยของจตุโร ย่อมเข้าใจนัยยะแห่งตรีนิสิงเหว่าเหตุใด ตรีนิสิงเหจึงแทนค่าด้วยจำนวน ๑๒ เป็นอัตราเกณฑ์ปฐม
ดาวเคราะห์ที่สำคัญต่อโลก คือ ดาวอาทิตย์ และดาวจันทร์ ซึ่งนัยยะสำคัญคือ โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาว ๒ ดวงนี้ จึงเกิดการแทนสภาวะนัยยะทางนามธรรมขึ้นในรูปของปกรณัม ที่เรียกว่า “เทพราหู” หลายคนที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ย่อมรู้ดีว่า “โลก” คือ “ราหู”
ฉะนั้น การสะท้อนเงาฉายทาบทับลงผิวโลกที่ปรากฏชัดเจน คือ อาทิตย์ และจันทร์ จึงทำให้เกิดศาสตร์สุริยประภา – จันทรประภา หรือ วิชาราหู นั้นเอง
สำหรับศาสตร์จตุโร และตรีนิสิงเห จึงเป็นบทสรุปรองรับความเชื่อนี้ ผ่านการแสดงรหัสตัวเลขที่ปรากฏในรูปของเครื่องรางอักขระเลขยันต์ เพื่อใช้กันแก้อำนาจอิทธิพลของดาวทั้ง ๒ ที่ส่งผลเสียต่อมนุษย์บนโลก ที่ใช้แก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี โดยมีองค์ภูมิความรู้ประกอบร่วมคือ นักษัตรและนักขัตฤกษ์ต่างๆ เป็นการเรียนรู้ถึงสภาพดินฟ้า เพื่อทำนายโชคชะตาให้มนุษย์ ผ่านการเรียนรู้ที่เรียกว่า “มหาทักษา”
มหาทักษา เป็นแขนงวิชาโหราศาสตร์เชิงปรัชญา ที่ปรากฏอยู่ในความเชื่อของอุษาคเนย์ สำหรับมหาทักษาหรือวิชาโหราศาสตร์ของไทยนั้น อยู่บนพื้นฐานอ้างอิงตามหลักการทางพระพุทธศาสนา มีการกล่าวอ้างถึง ความว่า “ทรงพระญาณพิจารณาในปัจจยาการทั้งสิบสองประการ แล้วนำมาใคร่ครวญถึงลักษณะโลกธาตุ อันมีดาวเคราะห์โคจรในสิบสองราศี ว่าคงอยู่ในข่ายปัจจยาการคือ ปฏิจจสมุปบาท”
ปฏิจจสมุปบาท คือ เหตุปัจจัยเกี่ยวเนื่อง ๑๒ ประการ ด้วยเหตุนี้ ในกระบวนการอักขระเลขยันต์ คัมภีร์ตรีนิสิงเห จึงอาศัยหลักเกณฑ์แห่งข้อธรรมนี้เป็นแนวทางในการผันระวางกำลังดาวเคราะห์แต่ละดวงให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน
มีการเปรียบเทียบการเคลื่อนไปในวงรอบของสิบสองนักษัตร กับปฏิจจสมุปบาท ในการแก้วิถีลักษณะของชะตามนุษย์ เช่น การกำหนดกำลังธาตุของดาวเคราะห์แล้วเสริมปรับแก้ธาตุของดาวอีกดวงให้เป็นสหธาตุเชื่อมโยงประสมเข้ากัน (ธาตุที่เกิดเนื่องกัน) เขียนมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนที่ศึกษาโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ในเชิงลึก จะเข้าใจวิธีการดำเนินกลบทของตรีนิสิงเห เพื่อปรับแก้ชะตา โดยอาศัยกำลังของรหัสตัวเลข แต่ก็เชื่อว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อ่านแล้วอาจจะ งง อย่างแน่นอน
กรณีนี้มีความซับซ้อนทางแขนงข้อมูลอยู่มากมายที่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ ซึ่งผู้เขียน เพียงปูเป็นแนวทางให้คนที่ศึกษาโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ในเชิงลึกได้เข้าใจมากขึ้น และเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจไปค้นคว้าศึกษาต่อยอดมากขึ้น
รูปแบบของตารางพระยันต์ตรีนิสิงเหนั้นมีหลายแบบ แต่รูปแบบสากลที่นิยมใช้กันมากคือ สี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น แล้วกากบาทมุมทั้ง ๔ เข้าด้วยกัน การเดินอัตราตัวเลขตรีนิสิงเห มีรูปแบบการเดินหลายรูปแบบ ขอยกตัวอย่างเพียง ๒ แบบ (หลักสากล)
๑. การบรรจุตัวเลขในตารางเป็นคู่นับสิบ แล้วเดินแบบตรีโกณ เช่น ลง ๓ เดินตรีโกณ (ม้าหมากรุก) ไปลง ๗ แล้วกลับตรีโกณ มาลง ๕ ในช่องกลาง ลักษณะการเดินแบบนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “การเดินซ้อนทักษา”
๒. การบรรจุตัวเลขในตารางตามระวางจตุโร การเดินแบบนี้จำเป็นต้องมีความรู้การเดินระวางจตุโร และการผันกลบทจตุโร โดยนำรูปแบบการผันจตุโร (ตรีโกณ) มาเดินตารางกลบทตรีนิสิงเห ยกตัวอย่างเปรียบเทียบตารางระวางของทั้ง ๒ ยันต์ คือ
ระวาง จตุโร ตรีนิสิงเห
๑ ๔ ๗ ๘ ๓ ๗ ๕
๒ ๘ ๙ ๖ ๔ ๖ ๕
๓ ๖ ๓ ๒ ๑ ๙ ๕
๔ ๒ ๑ ๕ ๒ ๘ ๕
นั้นคือ ระวางจตุโรจะประกอบด้วย ๔ ระวางๆละ ๓ ตัวเลข เช่นเดียวกับ ตรีนิสิงเห ด้วยการเดินกลบทตรีนิสิงเหคือเข้าย้ำที่แกนกลาง (๕) แล้ววนออกจนครบทั้ง ๑๒ ตัวเลข
(ติดตามต่อตอนหน้า)