วิชาพระลักษณ์หน้าทอง สิริมหาโภคา

วิชาพระลักษณ์หน้าทอง
เป็นวิชาสายเมตตามหานิยมประเภทหนึ่ง ที่มีอานุภาพแรงครูสูง กลุ่มนาฎยศิลป์ นับถือว่า พระลักษณ์นั้นเป็นครูฝ่ายพระ ประเพณีความเชื่อทางนาฎยศาสตร์ เชื่อกันว่าการครอบครูพระลักษณ์ จะเป็นเมตตามหานิยมแก่ตนเองไปหาผู้ใดเขาก็รัก จะร้องรำทำเพลงประการใดใดเป็นที่นิยมชมชอบ
คติชนวิทยาในกลุ่มไสยเวทย์ ก็ให้การนับถือกันมากที่สุด ว่าพระลักษณ์นั้น เป็นวิชาสายหนึ่งที่ทรงอานุภาพทางด้านเมตตา ค้ำคูณ สร้างสง่าราศีให้แก่ผู้ได้รับการประสิทธิ์วิชา ดังนั้นจึงเป็นที่นับถือกันมากมาแต่โบราณกาล จึงเกิดการเรียนสายวิชาพระลักษณ์หน้าทอง หรือ วิชาพักตร์พิสมร อันเป็นสายวิชาที่ปกปิดกันมากเพราะเป็นที่หวงแหนของครูบาอาจารย์สมัยก่อน
คณะลิเก สมัยก่อน หัวหน้าคณะ ที่ร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมด้านเสน่ห์เมตตา จะยกครูเรียนวิชาพระลักษณ์หน้าทองด้วย ซึ่งมีทั้งคาถาเสกน้ำล้างหน้า คาถาเขียนคิ้ว คาถาเสกแป้งสำหรับทาหน้าทาตัว วิชาพระลักษณ์หน้าทองที่ถือว่าเป็นสุดยอดสายหนึ่งคือ สายราชสำนักรามัญ ส่งผลทางด้านค้ำคูณ กลับพลิกราศรี ทันที
ผู้ที่ได้ลงวิชาสายนี้นอกจาก จะเป็นผู้ที่มีเสน่ห์เมตตามหานิยมแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีวาสนา มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู บังเกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตอย่างฉับพลัน
ความน่าอัศจรรย์ของวิชาพระลักษณ์หน้าทอง สายราชสำนักรามัญ (ชานต่าบ่าเส่) หรือ สายรามัญ จึงนับว่าสูงส่งยิ่งนัก บันทึกในสมุดดำ กล่าวถึงวิชาสืบมาแต่เมืองหงสา ในคราวที่คนไทยถูกต้อนไปเป็นเชลยเมื่อคราวเสียกรุงฯ ที่มีคนไทยได้เรียนวิชาสายรามัญมา หลายตับวิชา เช่น วิชา 33 อักขระ, วิชา หัวใจ 3, วิชาไตรปิฎก 3 และที่กำลังพูดถึงนี้คือ วิชาพระลักษณ์หน้าทอง
หลวงพ่อใย กิตฺติธโร วัดบางช้างใต้ และหลวงพ่อหลิ่ม วัดสำโรง พระเกจิอาจารย์สายลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี ที่ทรงวิทยาคุณ ท่านบันทึกถึงตับวิชาพระลักษณ์หน้าทอง หรือ (ชานต่าบ่าเส่) ว่ามีอิทธิคุณค้ำคูณ ส่งเสริมราศรี ให้ผ่องใส ในตับวิชานั้น มีหัวใจคาถาและยันต์หน้าทอง เสกแป้งกระแจะจันทร์ โดยท่านได้ตำรามาจากพ่อครูถิ่ม ที่สืบมาจากพระรามัญ หลวงพ่อหลิ่ม ท่านเป็นพระเกจิที่สร้างเครื่องรางสุดแปลกพิสดาร คือ ตั๊กแตนโชคลาภ สร้างจากหลอดดูดน้ำ ซึ่งแต่เดิมท่านสร้างจากใบลาน ใบจาก แต่ว่าไม่คงทน ต่อมาท่านจึงสร้างจากหลอดดูดน้ำ และเป็นที่เลื่องลือกันมากในด้านโชคลาภค้าขาย ในสายพม่าก็มีวิชาการสร้างเครื่องรางตั๊กแตนเช่นกัน เรียกว่า วิชา ม่ะซงบู หน่านก่าว เป็นเครื่องรางโชคลาภ ค้าขาย สร้างจากใบกล้วยและใบมะพร้าว
วิชาพระลักษณ์หน้าทอง ในสายวิทยาคุณจะแตกต่างจากนาฎยศาสตร์ ซึ่งในหลายสายเท่าที่สอบทานวิชามักตรงกันคือ การลงประสิทธิ์วิชาพระลักษณ์หน้าทองจะไม่นิยมครอบเศียร แต่จะใช้การครอบหน้ากากแทน แต่ในปัจจุบันกลับนิยมครอบเศียรกันเกร่อทั่วไปหมด
การครอบเศียรนั้นคือ ประเพณีของนาฏศิลป์ ส่วนศาสตร์วิทยาคมแต่สมัยโบราณไม่ปรากฎการครอบเศียรครูใดใด ซึ่งการมอบประสิทธิ์วิชาตั้งแต่การมอบตัวเป็นศิษย์จะมีเพียงการรับครอบขัน และครอบมือเท่านั้น สันนิษฐานว่าความนิยมครอบเศียรครู เศียรฤาษีและเศียรเทพ อาจจะเริ่มไม่เกิน 40-50 ปีมานี้เอง
การครอบเศียร ปัจจุบันครอบกันจนกลายเป็นสิ่งชินตา แต่สำหรับประเพณีโบราณจะถือเรื่องขนบแรงครู โดยเศียรบางประเภทจะไม่นิยมครอบให้ศิษย์ทั่วไป เช่น เศียรยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น เศียรทศกัณฐ์ เศียรพระเพชรฉลูกัณฑ์ และเศียรฤาษีบางองค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งต้องห้ามคือ เศียรพระพิราพ
แต่เดิมนั้น ผู้มีอำนาจสิทธิ์ครอบเศียรพระพิราพได้มีเพียงคนเดียวในแผ่นดินคือ พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระองค์ครอบให้ผู้ใด และทรงแต่งตั้งยกให้ผู้นั้นขึ้นเป็นครูนาฏยศาสตร์ ครูท่านนั้นจึงจะพิจารณาเห็นสมควรแล้วครอบเศียรพระพิราพให้ศิษย์บางคนที่จะยกเป็นครูต่อ การครอบเศียรพระราชทานโดยพระมหากษัตริย์นี้เรียกว่า “การครอบเศียรหลวง”
การครอบเศียรหลวง คือ พระมหากษัตริย์ทรงพระราขทานครอบเศียรให้แก่บุคคลเป็นกรณีพิเศษ โดยบุคคลที่ได้รับการพระราชทานครอบนี้จะเป็นบุคคลชั้นครู หรือศิลปินแห่งชาติท่ีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดงนาฏยศาสตร์ และสิ่งหนึ่งที่มีความเชื่อและยึดถือกันคือ การไม่ครอบเศียรพระพิราพให้กับบุคคลอื่นง่ายๆ แต่ในปัจจุบันคติประเพณีเช่นนี้ เลือนหายไปจากสังคมไทย เราจะพบเห็นการครอบเศียรพระพิราพกันเยอะเกลื่อนกล่นเมืองทั่วฟ้าเมืองไทย ทั้งพระสงฆ์และอาจารย์ฆราวาส
โดยคนส่วนใหญ่มองว่า การครอบพระพิราพ จะเกิดมงคล แต่หารู้ไม่ว่า การครอบพระพิราพแบบผิดประเพณีครูนั้น พาชีวิตผู้ถูกครอบฉิบหายกันมานักต่อนักแล้ว คติแต่โบราณถือว่า ครูพระพิราพนั้นมีอาถรรพ์แรงครูสูงมากกว่าครูอื่นใด ซึ่งการบูขาพระพิราพนั้นจำต้องมีข้อพึงปฏิบัติ ข้อละเว้น และข้อห้ามเด็ดขาดอยู่ด้วย จึงทำให้ในสมัยโบราณ ตามบ้านหรือ สำนักของครูบาอาจารย์ ท่านจึงไม่นิยมตั้งเศียรพระพิราพ หรือ รูปเคารพพระพิราพนั้นเอง
การครอบเศียร ในกลุ่มวิทยาคมนั้นในช่วงแรกเกิดจาก ครูที่เคยผ่านการครอบครูทางนาฎยศาสตร์มาก่อน จึงจะครอบต่อให้ศิษย์ในสายที่มาขอเรียนวิชา นั้นจึงหมายความว่า ครูที่เรียนวิทยาคมบางท่าน เคยเข้าพิธีการครอบเศียรของนาฎยศาสตร์ในพิธีใหญ่ การบำสรวง หรือบวงสรวงครู เทพยดา ก็จะมีประเพณีของนาฏศิลป์เข้ามาปนด้วย เช่น การอ่านโองการตั้งแต่สังเวยเทวดา จะเป็นบทร้อง บทเอื้อนตามทำนองร้อยกรอง รวมไปถึงการรำถวายครู
สำหรับวิทยาคมแต่โบราณที่สืบถือสายตามครูส่วนใหญ่ มากกว่า 95% จะเป็นครูวิทยาคมที่รับสืบสายมาในแบบที่ไม่เคยรับครอบครู จะมีแต่เพียงประเพณี การขึ้นขันครู การครอบมือจดกระดานเท่านั้น ส่วนสำหรับบางสายอาจจะมีครูที่เป็นกระบี่กระบอง เพลงดาบโยธา ก็จะมีการรำดาบ รำกระบองถวายครูด้วยเช่นกัน
อาจารย์ท่านหนึ่งในสายสำนักครูดาบอาทมาฏ ท่านเป็นผู้เรืองวิทยาคม ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ไอ้อาจารย์สำนักใดมันร้องทำนองบทเชิญครู มันครอบเศียรครู มันไม่ได้เรียนสืบครูจริงหรอก มันโกหก เอ็งจำไว้ อย่าได้หลงไปขอเรียนจากมัน”
มูลเหตุการครอบเศียร การร้องทำนองบทเชิญครู ถ้าหากว่าศึกษาไปแบบลึกๆแล้วจะทราบว่า ในสายวิทยาคมของไทยเรานั้นไม่เคยปรากฏ ประเพณีเช่นนี้ ยกเว้นครูที่เคยเรียนสืบสายจากนาฏยศาสตร์มาด้วย ซึ่งมีเพียงไม่กี่สายในบ้านเรา
ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งชินตา ชินหู ที่มีการครอบเศียร การบวงสรวงบูชาครู มักจะร้องเป็นทำนองร้อยกรอง และก็มีหลายสำนักที่อวดอ้างตัวว่าเรียนมาตามครูบาอาจารย์ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ครูที่ไปขอเรียนนั้น อาจจะไม่ได้เรียนมาจริง เลยกลายเป็นประเพณีนอกรีต ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนสิ่งผิดกลายเป็นสิ่งถูกต้องในปัจจุบัน
สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั้น ก็เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ในสายวิชาพระลักษณ์หน้าทองแม้จะมีหลายสาย หลายมติก็จริง แต่ทุกสายจะมีจารีตวิถีปฏิบัติเหมือนกันคือ การครอบหน้ากาก แทนการครอบเศียร (ยกเว้นนาฏศิลป์ จึงครอบเศียร)
อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า ในสายวิชาพระลักษณ์หน้าทอง นั้นเป็นตับวิชา นั้นคือ เป็นวิชาที่เรียนเป็นชุด คือมีหลายคาถา หลายยันต์สำหรับลงประสิทธิ์ เริ่มตั้งแต่ คาถาการเสกหน้ากากพระลักษณ์ ตำราระบุว่าไม้ที่นิยมนำมาทำหน้ากากพระลักษณ์นั้นจะนิยมใช้ไม้ 3 ชนิด ไม้มะยม ไม้ขนุน ไม้มะเกลือ
ไม้มะยม – ผู้คนนิยมชมชอบ
ไม้ขนุน – ผู้คนหนุนนำส่งเสริม
ไม้มะเกลือ – ขับไล่ล้างเสนียดจัญไร (ไม้มะเกลือ จัดเป็น 1 ใน 5 ไม้ดำ (เบญจนิล) ที่มีอาถรรพ์ในตัว
เมื่อได้ไม้ตามที่ระบุแล้วจึงตั้งเครื่องสังเวยบูชาครู แกะหน้าพระลักษณ์ ปิดทอง ด้านหลังหน้ากาก ลงหัวใจพระลักษณ์ ยันต์หน้าพระลักษณ์สถิตราศรี จากนั้นจึงเสกแป้งกระแจะจันทร์ ในผงแป้งมีผงว่านเสน่ห์ทั้ง 8 ชนิด ผงแป้งลบกระดานยันต์หน้าพระลักษณ์สถิตราศรี
การประสิทธิ์วิชาพระลักษณ์ เจิมแป้งผัดหน้า เรียกว่า เจิมสวัสดิพักตร์ ให้ผ่องใส แล้วจึงครอบด้วยหน้ากากพระลักษณ์ ขึ้นด้วยคาถา “โอม แลงแสงพระลักษณ์จับหน้า ต้องตา……….อิทธิ สวาโหม”