กบกินเดือน

พระราหูย้ายราศรี (ราหูก่ำชะตา)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายนนี้ เป็นวันที่พระราหูย้ายราศรี (ก่ำชะตา) ดังนั้นจึงเกิดคติการบูชาส่งและรับพระราหู โดยจุดประสงค์ ๒ ประการคือ
๑. ขอขมาให้ท่านละเว้นเสียซึ่งทุกข์โทษ
๒. ให้ท่านอำนวยอวยชัยให้เกิดสวัสดิผลจำเริญสุข
การบูชาพระราหูแต่เดิมในอดีต มักเป็นที่นิยมกระทำเฉพาะในคติชนวิทยาไสยเวทย์ และโหราศาสตร์เท่านั้น สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางไสยเวทย์โหราศาสตร์นั้น มักจะไม่มีการบูชา อาจจะเพียงสวดมนต์ไหว้พระ และหรือบูชาพระราหูด้วยบทปกติทั่วไปที่หิ้งพระของบ้านเพียงเท่านั้น
แต่ในปัจจุบันการบูชาพระราหูกลายเป็นที่นิยมของบุคคลทั่วไป กระทำกันอย่างเอิกเกริก มีการจัดเครื่องสิ่งของเครื่องบูชากันเป็นเรื่องเป็นราว หรือมีการนำพาไหว้บูชาพระราหูกันทั่วไป
สำหรับการบูชาพระราหูในคติไสยเวทย์นั้น มีรูปแบบที่แตกต่างปลีกย่อยไปบ้างตามมติของท้องถิ่น เช่น เครื่องบวงสรวงสังเวย บทคาถาการประณามโองการ การจัดตั้งรูปแบบพิธีรับส่งราหู
เมื่อพระราหูย้ายเข้า-ออกราศี หรือเสวยอายุนั้น ในหลักของไสยเวทย์ เรียกว่า “ก่ำชะตา” จึงเกิดขนบพิธีจำเริญชะตา หรือ พิธีก่ำชะตา ขึ้น เพื่อขอพรเทวดานพเคราะห์ เทวดาเสวยอายุเรือนชะตา และให้บำบัดทุกข์โศกโรคภัยนานา คำว่า ก่ำ หมายถึง ความสุขใส สว่าง ดังนั้น ก่ำชะตา คือ พิธีทำให้ดวงชะตาสุขสว่าง สดใส พ้นมลทินการต้องคราสเงามืดของพระราหูนั้นเอง
สำหรับคติพระราหูนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ พระราหูในคติฝ่ายพุทธศาสนา และพระราหูในคติฝ่ายพราหมณ์ การบูชาพระราหูในคติชนวิทยาของไทยเรานั้น เป็นการบูชาผสมผสานระหว่างความเชื่อพระราหูทั้ง ๒ คตินี้ ปริวรรติกลายมาเป็นคติการบูชาพระราหูในแบบของคติชนสยาม
นั้นคือ การคงรูปลักษณ์ของพระราหูที่เป็นอสูร ให้ทั้งคุณและโทษต่อมนุษย์ ในคติฝ่ายพราหมณ์ ขณะเดียวกันก็มีการบวงสรวงบูชาพระราหูในฐานะเทพเจ้าองค์หนึ่ง ในฐานะเทพผู้มีปสาทะประทานโชคชะตาวาสนาให้มนุษย์อันเป็นคติในรูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ราหู ในคติฝ่ายพุทธศาสนา
สำหรับการบูชาในคติไสยเวทย์ ผู้ศึกษาวิทยาคมอาถรรพ์ศาสตร์ หลายคติสำนักให้ความสำคัญต่อการบูชาพระราหู เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยเป็นเทพประจำอัฐเคราะห์ อันมีผลต่อสรรพวิชาการวางฤกษ์กระทำการมงคลชัยต่างๆ และด้วยราหูคือกำลังแห่งสรรพสิ่งบนพื้นพิภพอันเป็นภูมิสถานในการดำรงประกอบกิจทางไสยเวทย์ ดังนั้น พระราหูจึงมีอิทธิพลต่อความเชื่อทางไสยเวทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยความเชื่อว่า พื้นชะตาของมนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของกำลังเทพนพเคราะห์ (ดาวทั้ง ๙) จึงจำเป็นต้องมีการบูชากำลังอิทธิพลของดาวราหู และกำลังของดาวนพเคราะห์ดวงอื่นๆด้วย
ด้วยเหตุนี้ ในคติไสยเวทย์จึงกำหนดการบูชาพระราหู ตามแบบฉบับอิงอาศัยอิทธิพลของการบูชาเทพเจ้าตามแบบฉบับของพราหมณ์ คือ บูชาด้วย มธุรสบุปผา ควันเทียนกำยาน เครื่องหอม ธูปเทียนที่นิยมใช้จึงเป็น ๑๒ ไม่ใช่ ๘ อย่างสมัยปัจจุบัน และในบางคติหาดอกไม้สีม่วง ผ้าแพรพรรณสีม่วงเป็นเครื่องสักการบูชา
การจัดตั้งเครื่องบูชาแต่คติเดิมหาใช่ของดำ ๘ อย่าง ธูปดำ ๘ ดอก อย่างเช่นคติในสมัยนิยมปัจจุบัน เนื่องด้วยพระราหูนั้น อิงอาศัยตามฐานกำเนิดในเรือนจักราศีทิศ (ตามคัมภีร์โลกธาตุ)
สำหรับความเชื่อเรื่องสิ่งของบูชา ด้วยของดำ ๘ อย่าง ธูปดำ ๘ ดอก เป็นคติความเชื่อที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ และความเชื่อที่คลาดเคลื่อนนำเสนอผิดๆอีกประการคือ พระราหู คือเทพแห่งความร่ำรวย โชคลาภ
พระราหูตามคติเดิมทั้งโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ไม่มีการกล่าวบันทึกไว้ โดยการบูชาแต่เดิมนั้นอ้างอิงอาศัยตามคติเทพวิทยา ตำนานการเกิดเทพเจ้า (เทพปกรณัม) ด้วยการกำหนดชาติกำเนิดของพระราหูว่าเกิดจากหัวโขมดไพร ๑๒ หัว ทรงครุฑเป็นพาหนะ ดังนั้น จึงอาศัยหลักการบูชาพระราหูด้วยกำลัง ๑๒ ตามคติปฐมกำเนิดในคัมภีร์โลกธาตุ
การเดินตามกำลังสถิตทักษาลัคน์นั้น เมื่อเริ่มที่ปฐมกำเนิดทิศทักษิณ (ใต้) เวียนรอบลัคน์ตามกำลังแห่งดาว (๑๒) จึงไปตกสถิตทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จัดอยู่ในตำแหน่งลำดับที่ ๘ เมื่อเวียนตามลัคน์ ดังนั้น ๘ จึงแทนค่าพระราหูที่ตำแหน่ง แต่หัวใจสำคัญคือ กำลัง อันหมายถึงตัวตนของพระราหูนั้นคือ ๑๒ ต่างหาก
ดังนั้นสรุป การบูชาพระราหูตามคติเดิม บูชาด้วยผลไม้ ดอกไม้ปทุมชาติกลิ่นหอม สีสันสดสวย ผ้าแพรพรรณสีสวยหรือสีม่วง กำยาน เครื่องหอม ธูป เทียน ๑๒ และหันหน้าบูชาทางทิศตะวันตะเฉียงเหนือ บูชาด้วยคาถา
นะโม ๓ จบ
บูชาดวง
นะโมเม สัพพะเทวานัง สัพพะเคราะห์ จะเทวานัง
สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง
วุโธลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว ศุโกร จะ มหาลาภัง
สัพพะภะยัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ
ลักขะณา อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ
บูชาพระราหู
กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะกินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ
กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ สวด ๑๒ จบ
ขอพรเทวดา
สัพพะทุกขา วินาสสันติ สัพภัยยา วินาสสันติ สัพพะโรคา วินาสสันติ พุทธะเตเชนะ ธัมมะเตเชนะ สังฆะเตเชนะ ปะริวาตะปะติ ทิวาทิตโจ รัตติมา ภาติจันทิมา สันนัตโธ ขันติโย ตะปะติ ชายีตะปะติ พรหมโณ อะถะสัพพะ มะโหรัตโต พุทโธ ตะปะติ เตชะสาติ ขอให้บำบัดทุกข์ บำบัดโศก บำบัดโรคที่ยายี สรรพภัยอย่าพึงมี มาแผ้วพาลซึ่งกายิน ขอจงเจริญสุขสวัสดิภิญ โญยศยิ่งยืนนาน สัพพะสิทธิ ภะวันตุเม ขอสรรพพรจงประสิทธิแด่………….(ชื่อนามสกุล) ให้สำเร็จสมดังข้าพร้องพร่ำเทอญ
การสักการบูชาพระราหูในเวลาค่ำคืนนี้ ให้จุดธูปบูชาพระรัตนตรัยเสียก่อน จึงเริ่มการบูชาพระราหู สำหรับผู้ที่เข้าบ้านแล้ว ในช่วงของการย้ายราศีของพระราหูนี้ โบราณท่านไม่ออกจากบ้านในเวลาค่ำคืนจนถึงย่ำรุ่งของวันถัดไป
ส่วนคติการตั้งเครื่องบัตรพลีของนักไสยเวทย์ จะมีขั้นตอนคาถา การประณามโองการบูชาพระเคราะห์ เทพรักษาทิศ และคาถารับ-ส่งราหูเป็นการเฉพาะ สำหรับบุคคลทั่วไป เพียงการสวดตามแบบคาถาที่ให้ไปนั้นก็เพียงพอแล้ว