prana

ชี่กับพลังชีวิต

ชี่คืออะไร

คนจีนเรียกพลังชีวิตว่า “ชี่” (
氣 : 气 ภาษาอังกฤษเขียนว่า Qi)
จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า “ขี่”
ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ปราณ” (prana)
ส่วนคนญี่ปุ่นเรียกพลังชีวิตว่า “ กิ” (ki)
และในภาษากรีกเรียกว่า “ นูมา” (pneuma)

คำว่า “ พลังชีวิต” นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ชีวิตของมนุษย์เรา หรือชีวิตของสัตว์ของพืชเท่านั้น แต่คำว่า “ชีวิต” ในนัยยะนี้ มองสรรพสิ่งในจักรวาลว่ามีชีวิตและมีชี่ของตัวเอง จักรวาลก็มีชีวิตของจักรวาล มีชี่ของจักรวาล ดวงดาวแต่ละดวงก็มีชีวิตและมีชี่ของตัวเอง มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหิน แม่น้ำ ก้อนเมฆ แม้กระทั่งวัตถุสิ่งของ ทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตและมีชี่ไหลเวียนอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น

ชี่เป็นพลังงานที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ชี่ของสิ่งหนึ่งจะแลกเปลี่ยนถ่ายโอนสลับที่กับชี่ของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ ด้วยตรรกะนี้เองที่คัมภีร์อี้จิง กล่าวว่า สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรไม่เชื่อมโยงกัน และไม่มีอะไรไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

คนส่วนมากบอกว่าชี่เป็น “ลม” ดังที่เราคุ้นกับคำว่า “ลมปราณ” นี่ก็ถูกในระดับหนึ่ง เพราะลมเป็นคุณสมบัติหนึ่งของชี่ แต่นอกจากลมหรืออากาศแล้ว ชี่ยังมีคุณสมบัติเป็นคลื่น เป็นพลังงานที่มองไม่เห็นอีกหลายรูป โยคะศาสตร์ของอินเดียและชี่กงของจีน เชื่อเหมือนกันว่าพลังทางร่างกาย พลังจิต และพลังความคิด ล้วนก่อเกิดจากพลังชี่หรือพลังปราณทั้งสิ้น

ดังนั้นหากต้องการให้ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องทำชี่ให้แข็งแรง หากต้องการให้จิตใจเข้มแข็ง ก็ต้องปรับชี่ให้มีกำลัง และหากต้องการให้เกิดปัญญาทางความคิดก็ต้องบ่มเพาะให้ชี่ไปบำรุงสมองได้เต็มที่

นอกจากพลังทางกายภาพ พลังจิต และพลังความคิด จิตวิญญาณก็เป็นพลังชี่อีกรูปหนึ่งด้วย สิ่งมีชีวิตเมื่อตายลง ชี่ส่วนหนึ่งจะอ่อนแรงและแปรรูปไป แต่ชี่ไม่ได้สลายหรือสูญไปเหมือนกับร่างกายที่เน่าสลายหายไป ชี่ของชีวิตที่ตายลง จะเลื่อนไหลไปปะปนกับกระแสชี่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด จึงสามารถกล่าวได้ว่า วิญญาณคือรูปหนึ่งของชี่ และกระแสกรรมก็เป็นรูปหนึ่งของกระแสชี่เช่นกัน 

พลังชี่ทั้ง ๓ (三才)

ในคัมภีร์อี้จิงเก่าแก่ของจีน กล่าวว่าคนเราสัมพันธ์กับชี่ ๓ ประเภท หรือ พลังทั้ง ๓ คือ
พลังชี่ของ ฟ้า หรือ สวรรค์
พลังชี่ของ 
ดิน หรือ ของโลก
และพลังชี่ของ 
มนุษย์ 

 
๑. พลังชี่ของฟ้าหรือชี่สวรรค์ (天气)คือพลังธรรมชาติที่อยู่บนท้องฟ้าและในจักรวาล เช่น พลังจากดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงดาว พลังงานที่เกิดจากลม พายุ สายฝน ก้อนเมฆ และอากาศทั้งหมด 

๒. พลังชี่ของดินหรือชี่ของโลก (地气)คือ พลังธรรมชาติที่อยู่บนโลก ทั้งบนดินและใต้ดิน ก้อนหิน ดินทราย สายน้ำ แร่ธาตุ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ 

๓. พลังชี่ของมนุษย์ (人气)คือพลังชีวิตของคนเรา

แม้ว่าจะมีการแบ่งประเภทของชี่ออกเป็นพลัง ๓ ประเภท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชี่ของฟ้าจะแยกขาดจากชี่ของดิน หรือชี่ของมนุษย์จะไม่เกี่ยวข้องกับชี่ฟ้าและชี่ดิน ชี่ทั้ง ๓ มีความสัมพันธ์และทำปฏิกริยาต่อกันอย่างแยกกันไม่ขาด ชี่ของสิ่งหนึ่งสมดุล ชี่ของสิ่งอื่นก็ดีไปด้วย ชี่ของสิ่งหนึ่งไม่สมดุล ผลกระทบก็จะเกิดต่อชี่ของสิ่งอื่นด้วยเช่นกัน

เมื่อภาพรวมทั้งหมดปรากฏออกมาว่า ไม่มีชีวิตใดในจักรวาลนี้สามารถแยกขาดเป็นปัจเจกอย่างสมบูรณ์ โดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตอื่นเลย และไม่มีชี่ของสิ่งใดไม่เคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนกับชี่ของสิ่งอื่น ดังนั้นความสงบสุขและความมีสุขภาพดีของทุกชีวิตในจักรวาล จึงขึ้นอยู่กับความสมดุล ความผสมผสานกลมกลืน และการแลกเปลี่ยนกันอย่างพอดิบพอดี ระหว่างชี่ของตัวเองกับชี่ของสิ่งแวดล้อม เรียกว่า ชี่ภายใน(內气)กับ ชี่ภายนอก(外气)

ชี่ทุกชนิดพยายามรักษาและปรับสมดุลในตัวเองตามธรรมชาติ เช่น เมื่อใดที่ชี่สวรรค์เสียสมดุล ธรรมชาติจะปรับดุลด้วยปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อากาศและฤดูกาลแปรปรวน เมื่อใดที่ชี่ของดินหรือชี่โลกเสียสมดุล โลกก็จะปรับดุลด้วยการขยับตัว เกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินถล่ม ชี่ของคนสัตว์ต้นไม้ก็เช่นกัน เมื่อใดเสียสมดุล ธรรมชาติก็ปรับด้วยการทำให้อ่อนแอเจ็บป่วยและตายไป เพื่อเปิดโอกาสให้ชีวิตอื่นได้ดำรงอยู่ หรือเพื่อให้ชี่ที่เสียสมดุลนั้น หมุนเวียนกลับมาเกิดเป็นวัฏจักรชีวิตใหม่ที่สมดุลขึ้นอีกรอบหนึ่ง

ชีวิตมนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ปรับสมดุลของธรรมชาติ เมื่อใดที่ชี่ของฟ้าป่วย เราก็ป่วย เมื่อใดที่ชี่ของดินป่วย เราก็ป่วย และเมื่อใดที่ชี่ของสิ่งมีชีวิตอื่นป่วย เราก็ป่วยด้วย

เนื่องจากจักรวาลและโลกเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระแสชี่ของทุกสิ่งทุกอย่างยักย้ายถ่ายเท จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ชี่ของสิ่งหนึ่งจะถูกดึงและถูกดูดจากชี่ของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ ตรงไหนหลวมหรือพร่อง ชี่อื่นก็จะไหลเข้ามาแทนที่ ตรงไหนแน่นหรือล้น ชี่ก็จะกระจายออกไปแทรกรวมกับชี่อื่น

หลักการนี้สามารถยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อไรที่ชี่ฝ่ายแข็งแรงภายในร่างกายของเราพร่องลง ก็จะถูกชี่เชื้อโรคแทรกเข้ามาแทนที่ เมื่อไรที่ชี่ในจิตใจเราอ่อนแอ ก็จะถูกชี่อารมณ์ของคนอื่นแทรกแซงได้ง่าย เมื่อไรที่ชี่ในสมองของเราพร่อง ปัญญาความคิดใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิด ในคัมภีร์เต๋าโบราณของจีนระบุว่า หากชี่กายอ่อนแอ ชี่ของจิต (อารมณ์) ก็จะอ่อนแอด้วย เมื่อชี่จิตอ่อนแอ ก็ไม่สามารถส่งชี่ไปบำรุงปัญญา เมื่อชี่ปัญญาไม่มีเรี่ยวแรง จิตวิญญาณหรือเสิน ก็ไม่สามารถปฏิสนธิ เมื่อเป็นเช่นนี้ ดวงวิญญาณของคนนั้น ก็จะไม่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้สูงขึ้น 

ฟังชี่

ตำราชี่กงโบราณของจีนบอกว่า เราสามารถประเมินสุขภาพของตัวเองได้ด้วยการฝึก “ฟังชี่” การฟังชี่ในที่นี้ ไม่ใช่การฟังให้ได้ยินเสียง แต่เป็นการฟังผ่านการรับรู้ข้างใน หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการสังเกตตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียดทั้งภายนอก(คือร่างกายและสิ่งแวดล้อม)และภายใน(คืออารมณ์และความคิด)นั่นเอง

ตัวอย่างการฟังชี่ เช่น นั่งนาน ๆ ขาเกิดชาหรือเมื่อยขึ้นมา อาการชาและปวดเมื่อยเป็นเพราะชี่ในร่างกายไม่หมุนเวียน ชี่จึงส่งสัญญาณมาบอกเราว่าถึงเวลาต้องลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายให้ชี่ไหลเวียนเสียบ้างแล้ว
เมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศนาน ๆ ถ้ารู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวก หรือรู้สึกว่าผิวหนัง ลำคอ หรือโพรงจมูกชักจะแห้ง แสดงว่าชี่ได้ส่งสัญญาณมาบอกเราว่า ขณะนี้ชี่ในห้องนี้ชักจะไม่ดีแล้ว ควรเดินออกไปนอกห้อง หาที่โล่ง ๆ ที่มีลมพัดผ่าน และมีต้นไม้ใบหญ้า เพื่อเราจะได้ปรับชี่ของตัวเราเข้ากับชี่ของฟ้าและดินเสียหน่อยค่อยกลับเข้ามาทำงานต่อ

ช่วงไหนที่เราหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไปจนจิตใจห่อเหี่ยว เบื่อหน่าย เซ็ง หดหู่ซึมเศร้า อาการเหล่านี้เป็นเสียงของชี่ที่สื่อสารกับเราว่า ชี่ภายในของเรากำลังบกพร่อง อาจจะมีชี่บางอย่างมากไปหรือน้อยไปในตัวเรา เช่น ชี่หยินอาจมากไป ชี่หยางอาจน้อยไป ถึงเวลาที่เราควรออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนชี่กับชีวิตอื่น ๆ บ้าง

โดยทั่วไปหากจิตใจไม่นิ่งพอ เราจะแปลสัญญาณของชี่ไม่ออก เรียกว่าไม่ได้ยินเสียงชี่ และเมื่อไม่ได้ยิน เราก็จะถูกชี่ฝ่ายลบหรือชี่ก่อโรครุกรานและล่อลวง ที่ว่าล่อลวงก็เช่น เมื่อเรายิ่งอ่อนแอ เราก็จะยิ่งขี้เกียจออกกำลัง เมื่อเรายิ่งอ้วน เราก็ยิ่งหิวบ่อย เมื่อเรายิ่งหงุดหงิด เราก็ยิ่งมองหาเหยื่อให้ระบายโทสะ ยิ่งเราซึมเศร้า เราก็จะยิ่งเก็บตัวไม่อยากเจอหน้าใคร อาการที่หนักขึ้น ๆ ที่แท้ก็คือเสียงตระโกนของชี่ที่เราไม่ได้ยินนั่นเอง 

ชี่กับชีวิตสมัยใหม่

วิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ผู้คนลืมความเชื่อมโยงระหว่างชี่ของตัวเองกับชี่ของจักรวาล (ชี่สวรรค์) และชี่ของโลก (ชี่ดิน) และลืมฟังชี่ หากลืมนาน ๆ เข้า ชี่ภายในของเราก็จะสึกหรอเสียสมดุล อาการป่วยกาย ป่วยใจ ป่วยปัญญา ก็จะปรากฏขึ้น

การดำรงความสมดุลที่ง่ายที่สุดสำหรับชีวิตสมัยใหม่ คือการจัดสรรเวลาให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับชี่ฟ้า ชี่ดิน และชี่ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างพอเหมาะพอดี รู้ได้อย่างไรว่าพอดี พอดีคือไม่ต้องพยายามมากจนเสียการเสียงาน ไม่ต้องพยายามมากจนกลายเป็นสร้างแบบแผนที่แข็งเกร็งให้ชีวิต ไม่พยายามมากไปจนเห็นคนอื่นด้อย และไม่ต้องพยายามมากไปจนเสียเงินเสียทอง

พูดง่าย ๆ ว่าในชีวิตประจำวัน แม้จะต้องทำงานประจำที่วุ่นวาย ในสถานที่ที่ไม่เป็นธรรมชาติ แต่เราก็สามารถรักษาชี่ให้สมดุลได้ ด้วยการหมั่นฝึกสังเกตตัวเอง ฝีกฟังชี่ตัวเอง อย่าปล่อยให้การงานหรือกิจกรรมสังคมรัดตัวเสียจนละเลยตัวเอง

การปรับสิ่งแวดล้อม ช่วยปรับชี่ภายในของเราให้สมดุลกับชี่ภายนอก ทำให้ชี่ในตัวเราประสานกับพลังชี่ทั้ง ๓ คือชี่ฟ้า ชี่ดิน และชี่มนุษย์อย่างพอดี ๆ และการฝึกสมาธิ จะช่วยให้เราฟังชี่และสื่อสารกับชี่ได้ว่องไวขึ้น 

ลมเลือด : เลือดลม

ตำราการแพทย์จีนแผนโบราณระบุว่า“ชี่”กับ“เลือด”มีความสัมพันธ์กัน บริเวณไหนที่ชี่ไหลไปถึง เลือดก็จะไหลไปถึงด้วยเสมอ บริเวณไหนที่ชี่ไหลเวียนสะดวก เลือดก็จะไหลเวียนสะดวกด้วยเช่นกัน จึงมีคำเรียกกันติดปากในภาษาจีนว่า“ลมเลือด” หรือ 气血 (ชี่เซ่ว) ซึ่งคนไทยคุ้นที่จะเรียกว่า“เลือดลม”มากกว่า

“ลม”ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่อากาศหรือก๊าซที่เป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเลือดเท่านั้น แต่หมายถึงลมในฐานะที่เป็น“ชี่”หรือ“พลังชีวิต”ด้วย ดังที่เราจะได้ยินเวลาผู้ใหญ่(รุ่นเก่า)มีอาการไม่สบายเนื้อสบายตัวขึ้นมา มักจะเปรยว่า “หมู่นี้เลือดลมไม่ค่อยดีเลย” ซึ่งหมายความว่าการไหลเวียนของชี่และระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายชักจะติดขัดแล้ว เป็นผลให้อวัยวะภายใน เช่น ไต ตับ หัวใจ ม้าม ปอด กระเพาะ ลำไส้ และระบบการทำงานส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ระบบการหายใจ ระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ไปถึงระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ก็พลอยบกพร่องไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วย และติดเชื้อโรคได้ง่าย เมื่อร่างกายอ่อนแอ จิตใจก็จะอ่อนแอตาม ความคิดก็ติดขัดไปด้วยเช่นกัน พูดรวม ๆ ก็คือ พลังชีวิตในช่วงนั้นอ่อนนั่นเอง

คุณภาพของพลังชีวิตได้มาจากไหน

“คุณภาพของพลังชีวิต” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “คุณภาพของชี่” ได้มาจากคุณภาพของอากาศและนิสัย(วิธี)การหายใจของเรา คุณภาพของอาหารที่เรากินเข้าไป ท่าทางหรือวิธีเคลื่อนไหวร่างกายของเรา อุปนิสัยใจคอหรืออารมณ์ที่เราแสดงออก ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตทั้งหมด ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพของชี่ทั้งสิ้น

ถ้าจะเปรียบอย่างหยาบ ๆ ว่าร่างกายเป็นเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง อาหารและอากาศ ก็เปรียบได้กับน้ำมันหรือเชื้อเพลิง วิถีการดำเนินชีวิต เปรียบได้กับกระบวนการเดินเครื่องจักร ส่วนบุคลิกนิสัย ก็เปรียบเหมือนวิธีบริหารจัดการเครื่องจักรให้ทำงาน หากบริหารดีเครื่องจักรก็ทำงานดี หากระบบบริหารจัดการไม่ดี ผลผลิตก็คงจะดีได้ยาก

แต่ในระดับละเอียด ร่างกายเป็นมากกว่าเครื่องจักรเครื่องยนต์ มนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบชี่อย่างมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อเราถูกหยิก ชี่ในบริเวณผิวที่ถูกหยิกจะถูกรบกวน ชี่ที่ถูกรบกวนจะส่งข้อมูลไปกับระบบประสาท ทำให้เกิดการรับรู้ความเจ็บ เมื่อรู้สึกเจ็บเราก็จะมีปฏิกริยาโต้ตอบทันที เช่นสะบัดมือหนี ร้องโอ๊ย เกิดความรู้สึกกลัว หรือความรู้สึกโกรธ

อวัยวะภายในร่างกายของเราก็ทำงานภายใต้การตอบสนองอารมณ์ด้วย เช่น เมื่อรู้สึกโกรธ หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ระบบหายใจจะถี่ขึ้นและสั้นลง ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายจะเกร็งตัว ซึ่งการตอบสนองแบบนี้เครื่องจักรทำไม่ได้

ทั้งผู้ฝึกชี่กง มวยจีน และการแพทย์จีนแผนโบราณเชื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนเรามีอิทธิพลต่อระบบชี่ในร่างกายอย่างมาก ดังนั้นการจะเรียนรู้เพื่อให้สามารถเข้าใจและรับรู้ถึงชี่ได้ เราต้องใช้“ความรู้สึก”แทนที่จะใช้“ความคิด”

2 ชี่หลักของชีวิต

การแพทย์จีนแผนโบราณและตำราทางชี่กง ถือว่าคนเรามีชี่หลักอยู่ 2 ประเภท คือ

1. “ชี่ดั้งเดิม” ภาษาจีนเรียกว่า 元气 (หยวนชี่) ในบางตำราก็เรียกว่า 先天气 (เซียนเทียนชี่ ) แปลว่าชี่ก่อนฟ้าหรือชี่ก่อนกำเนิด

“ชี่ดั้งเดิม”คือพลังชีวิตที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด คุณภาพของชี่ดั้งเดิมนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และชี่บรรพบุรุษของทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ ในชี่กงสายศาสนายังเชื่อว่าชี่ดั้งเดิมนี้ขึ้นอยู่กับบารมีทางจิตวิญญาณอีกด้วย
ชี่ดั้งเดิมนี้จะเป็นฐานบ่งชี้คุณภาพชีวิตและสุขภาพของเราไปตลอดชีวิต ศูนย์พลังของชี่ดั้งเดิมอยู่ที่บริเวณท้องน้อยที่เรียกว่า “ตันเถียนล่าง” : 下丹田 (เซี่ยตันเถียน) เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังจิง : 精 ซึ่งเป็นสารจำเป็นของชีวิต (เปรียบเทียบคร่าว ๆ ได้กับฮอร์โมน) ที่เก็บอยู่ในไตทั้ง 2 ข้าง ชี่ดั้งเดิมนี้เป็นชี่ฝ่ายเย็นหรือหยิน ถือว่าเป็น “ชี่น้ำ” : 水气 (สุ่ยชี่) ชี่หรือพลังชีวิตดั้งเดิมนี้ ไม่สามารถพัฒนาหรือสร้างเพิ่มเติมขึ้นได้ มีแต่จะถูกใช้หมดไปเรื่อย ๆ ตามอายุ คนที่ใช้พลังชีวิตดั้งเดิมนี้อย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็เท่ากับผลาญชี่ดั้งเดิมที่มีอยู่จำกัดให้หมดเร็วยิ่งขึ้น คนเราจะแก่และอ่อนแอลงไปตามการลดน้อยลงของชี่ดั้งเดิม วันใดที่ชี่ดั้งเดิมหมด ก็หมายความว่าพลังชีวิตเราหมดด้วย ซึ่งหมายถึงการสิ้นอายุขัยนั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายของสุขภาพตามหลักการแพทย์จีนแผนโบราณก็คือ การออมและถนอมชี่ดั้งเดิมนี้ให้คงอยู่เท่าที่จะทำได้

2 “ชี่หลังกำเนิด” ภาษาจีนเรียกว่า 後天气 (โฮ่วเทียนชี่) ชี่ประเภทนี้เป็นชี่ที่เรารับเข้ามาจากภายนอก โดยได้รับจากอาหารและอากาศ ศูนย์พลังอยู่บริเวณหน้าอกที่เรียกว่า “ตันเถียนกลาง” : 中丹田 (จงตันเถียน) ชี่หลังกำเนิดนี้เป็นชี่ฝ่ายร้อนหรือหยาง ถือเป็นชี่ไฟ : 火气 (ฮั่วชี่)

คุณภาพของชี่หลังกำเนิดนี้ สามารถสร้างเสริมและชดเชยได้ ทั้งนี้ขึ้นกับการตระหนักของคนแต่ละคนในการเลือกวิถีดำเนินชีวิต คำว่าวิถีดำเนินชีวิตในที่นี้ ตามหลักสุขภาพของการแพทย์จีนแผนโบราณ หมายถึงความเป็นองค์รวมทั้งหมด

อาหารจานหนึ่งเมื่อกินเข้าไป ไม่ได้ทำให้เพียงแค่อิ่มท้อง อร่อยปาก หรือทำให้ร่างกายมีกำลังเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความเป็นหยินและหยางของอวัยวะภายในด้วย การหายใจก็เช่นกัน วิธีการหายใจแต่ละแบบ เช่น หายใจสั้น หายใจถี่ หายใจลึก หายใจยาว ก็ส่งผลต่อความเป็นหยินเป็นหยางในร่างกายด้วยเช่นกัน และความเป็นหยินเป็นหยางนี้เองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่ออารมณ์และความคิด

อุปนิสัย วิธีแสดงออกทางอารมณ์ ทัศนคติ และวิธีที่คนแต่ละคนมองโลกและตัดสินโลกนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่คน ๆ นั้นเป็นด้วยตัวเขาเอง หรือถูกบ่มให้เป็นจากการเลี้ยงดูเสียทั้งหมด แต่มันเป็นไปตามคุณภาพของ”ชี่”ที่คน ๆ นั้นได้รับจากวิถีการใช้ชีวิตที่เขาเลือก

“ชี่หลังกำเนิด”นี้จึงเป็นเหมือนหางเสือที่เราสามารถเลือกกำหนดทิศทางเองได้ เราอยากไปทางไหน เราก็เลือกวิถีนั้น ถ้าเราเลือกได้อย่างเหมาะสมและสมดุล อุปมาได้ว่าเราบริหารรายรับและรายจ่ายได้อย่างสมดุล ก็ไม่ต้องไปดึงเอาเงินที่เก็บออมไว้(ชี่ดั้งเดิม)ออกมาใช้ เงินออมก็ไม่ร่อยหลอ ชีวิตก็ไม่เดือดร้อน
ในทางตรงข้าม คนที่ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ทำงานหนัก เที่ยวหนัก พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย ไม่คำนึงถึงคุณภาพชี่จากอาหาร ไม่สนใจคุณภาพชี่จากอากาศ ก็เปรียบได้ว่าเขากำลังใช้ชี่อย่างล้างผลาญ รายรับมีน้อยกว่ารายจ่าย การรับและการบ่มเพาะชี่มีน้อยกว่าการผลาญชี่ ชีวิตเช่นนี้มีแต่ขาดทุนและติดลบลงทุกวัน ๆ เขาจะดึงเอาเงินออมหรือชี่ดั้งเดิมออกมาใช้ตลอดเวลา ในที่สุดวันหนึ่งทั้งชี่ดั้งเดิมที่เก็บออมไว้ก็หมด ชี่ใหม่ก็ไม่มีคุณภาพ ความแก่ชราก็จะมาเยือนเร็วกว่าคนทั่วไป ความเจ็บป่วยทั้งทางกาย ทางอารมณ์ และทางความคิดก็จะมีมากกว่าคนปกติ

เมื่อชี่อ่อนและขาดแคลน

หาก”ชี่ดั้งเดิม”อ่อนและขาดแคลน (เนื่องจากเกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือเนื่องจากใช้พลังชีวิตเปลืองโดยไม่ดูแลถนอมชี่) จะทำให้การรับชี่จากภายนอก(ชี่หลังกำเนิด)ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายอ่อนแรง ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ระบบหายใจติดขัด ระบบย่อยและดูดซึมอาหารและระบบขับถ่ายผิดปกติ ธาตุทั้ง 5 ในร่างกายไม่สมดุล พลังจิงอ่อนแอ (ฮอร์โมนไม่สมดุล) ส่งผลให้อารมณ์และความคิดไม่สมดุลตามไปด้วย

หากชี่ “หลังกำเนิด” อ่อนและขาดแคลน (เนื่องจากไม่ใส่ใจกับโภชนาการ การหายใจ อากาศและสภาพแวดล้อม ละเลยการออกกำลังกาย) ร่างกายจะไปดึงเอา“ชี่ดั้งเดิม”มาใช้ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็ว แก่เร็ว เจ็บป่วยได้ง่าย และอายุสั้น

การแพทย์จีนแผนโบราณมีพื้นฐานมาจากปรัชญาเต๋าและคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องโยงใยถึงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ การจะมีสุขภาพที่ดี ต้องทำทั้ง 2 ทาง คือ
1. ถนอมชี่ดั้งเดิมไว้ และ
2. สร้างเสริมชี่หลังกำเนิดให้แข็งแรงและเพียงพออยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทั้งชี่ดั้งเดิมและชี่หลังกำเนิด ไม่ได้ต่างฝ่ายต่างอยู่อย่างแยกขาดจากกัน ชี่ทั้ง2 จะไหลเวียนมาประสานรวมกันเป็นชี่ที่มีประสิทธิภาพเรียกว่า “ชี่แท้” : 真气 (เจินชี่) และเก็บสะสมอยู่ในเส้นชี่พิเศษที่ชื่อว่า ตูม่าย : 督脈 แล้วจึงค่อย ๆ แจกจ่ายไปตามส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

ชี่ไม่ใช่แค่ลม

คำว่า“ชี่”แม้จะแปลว่า“ลม”   แต่ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่”ลม”หรือ”อากาศ”เท่านั้น    ”ชี่”มีความหมายกว้าง  ซึ่งครอบคลุมทุก ๆ พื้นที่ของชีวิตและจักรวาลเลยทีเดียว

“วัตถุและสิ่งไม่มีชีวิตมีชี่หรือไม่”  การแพทย์จีนโบราณตอบว่า “มี”  ชี่ของวัตถุมีลักษณะแตกต่างกับชี่ของสิ่งมีชีวิตตรงที่  ชี่ของวัตถุมีความหนัก ขุ่นมัว และมีพลังการขับเคลื่อนเลื่อนไหลต่ำ  ส่วนชี่ของสิ่งมีชีวิต มีคุณสมบัติเบา สว่าง โปร่ง และมีพลังการขับเคลื่อนไหลเวียนมากกว่า

เทียบเคียงกับทางวิทยาศาสตร์   ชี่คือพลังของที่ว่างระหว่างอนุภาค  เป็นพลังที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา  การไหลเลื่อนเคลื่อนที่ของชี่   นอกจากจะไหลเวียนระหว่างอนุภาคภายในสสารนั้นเองแล้ว  ยังไหลเลื่อนแลกเปลี่ยนกับชี่ของสสารอื่นอีกด้วย   แต่เนื่องจากพลังชี่ของวัตถุมีความหนัก   การแลกเปลี่ยนชี่ระหว่างวัตถุต่อวัตถุจึงน้อยกว่าระหว่างสิ่งมีชีวิตกับวัตถุ  และสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกัน   ตัวอย่างเช่น   เก้าอี้ตัวที่ตั้งโชว์อยู่ในร้านเฟอร์นิเจอร์เฉย ๆ  ย่อมมีชี่น้อยกว่าเก้าอี้ตัวที่ถูกใช้งานแล้ว    บ้านร้างย่อมมีพลังชี่หนักและขุ่นมัวกว่าบ้านที่มีคนอยู่อาศัย   และบ้านที่สมาชิกในบ้านมีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ย่อมจะมีพลังชี่ที่โปร่งเบาสว่างและไหลเลื่อนได้คล่องกว่าบ้านที่สมาชิกในบ้านเจ็บป่วยและเครียด    ด้วยตรรกะของการแลกเปลี่ยนถ่ายเทชี่เช่นนี้ เครื่องรางของขลังหรือน้ำมนต์จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  หากได้รับการส่งผ่านชี่จากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีชี่แข็งแรงทรงพลังเพียงพอ

“
ชี่”มีทั้งบวกและลบ

ชี่คือพลังชีวิต หรือจะเรียกให้ครอบคลุมก็พูดได้ว่า ชี่คือพลังจักรวาล  สิ่งมีชีวิตยังชีพอยู่ได้เพราะพลังขับเคลื่อนและไหลเวียนของชี่   ทั้งที่ไหลเวียนภายในตัวเอง และไหลเวียนแลกเปลี่ยนกับชี่ภายนอก  อันประกอบด้วย ชี่จากพลังงานธรรมชาติ  และชี่จากสิ่งมีชีวิตอื่น ทั้งที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน  สัตว์ต่าง ๆ  และพืช

แม้จะพูดว่าชี่เป็นพลังที่สำคัญต่อชีวิต  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชี่ที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเราเป็นชี่ที่เข้ากับเราได้เสมอไปหรือเป็นชี่ที่มีคุณประโยชน์ทั้งหมด    พลังชี่มีลักษณะทั้งที่เป็นบวกและลบต่อกันและกัน   หากจะพูดให้เหมาะสมและยุติธรรม  เราคงไม่พูดว่าโลกนี้มีชี่ดีและชี่เลว  แต่ควรพูดว่ารอบตัวเรามีชี่ที่เข้ากับเราได้ และชี่ที่เข้ากับเราไม่ได้จะดีกว่า

หากแบ่งชีวิตของเราออกเป็น  3 ภาคตามศาสตร์ชี่กง ได้แก่  ภาคร่างกาย  ภาคอารมณ์จิตใจ  และภาคจิตวิญญาณ   ชี่ที่เข้ากับเราไม่ได้ทางกาย  คือชี่ที่เราเรียกว่าเชื้อโรคและมลภาวะต่าง ๆ    ชี่ที่เข้ากับเราไม่ได้ทางจิตใจ   คือชี่อารมณ์ด้านลบทั้งที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง  และที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก   ส่วนชี่ที่เข้ากับเราไม่ได้ทางจิตวิญญาณ หรือชี่ที่สกัดกั้นการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ  ก็คือพลังความคิดด้านลบและความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิ

ผลกระทบที่เลี่ยงไม่ได้

ชี่ของชีวิตทั้ง 3 ภาค  ร่างกาย  จิตใจ และจิตวิญญาณ  มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันและกันตลอดเวลา  ส่วนหนึ่งถูกกระทบ  อีกส่วนก็แสดงผล  เมื่อกายถูกกระทบ  ไม่ใช่เพียงร่างกายเท่านั้นที่แสดงผล  แต่จิตใจและจิตวิญญาณก็ถูกกระทบและแสดงผลให้ประจักษ์ด้วย

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น  ถ้าเราดื่มน้ำสะอาดไม่เพียงพอ   หรือนั่งทำงานนานเกินไป (ลำตัวส่วนล่างไม่ได้เคลื่อนไหว)  พฤติกรรมเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่ดูไม่น่าจะสำคัญอะไรมากเลยเช่นนี้   ก็สามารถก่อให้เกิดผลต่อไตได้   เพราะการดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น   เมื่อไตทำงานหนัก ชี่ที่ไตก็ลดจำนวนลง  เมื่อชี่ไตพร่อง  ไตจะไปดึงชี่จากอวัยวะอื่นที่ใกล้เคียง  ทำให้ชี่ของอวัยวะอื่นลดลงไปด้วยอย่างเป็นลูกโซ่

และการนั่งในท่าเดิมนานเกินไป  กล้ามเนื้อและอวัยวะบริเวณท้องน้อยไม่ถูกเคลื่อนไหว  ทำให้การไหลเวียนของชี่และเลือดไม่คล่อง   เมื่อชี่ไตไหลเวียนไม่สะดวก  จะเกิดภาวะชี่ติดขัด   ชี่ใหม่ไม่ถูกส่งไปชำระชี่เก่า  ไตจะอ่อนแอ  เมื่อไตอ่อนแอ กระบวนการสร้างสารจำเป็น (คนจีนเรียกว่าจิง : 精)ก็บกพร่อง  สารจำเป็นหรือ”จิง”นี้ เทียบได้กับฮอร์โมน  เป็นสารสร้างไขกระดูกเพื่อไปหล่อเลี้ยงซ่อมเสริมกระดูก  เมื่อไตผลิตสารจำเป็นหรือ”จิง”ได้น้อย  จึงส่งผลให้กระดูกและฟันไม่แข็งแรง  ในผู้สูงอายุกระดูกจะเปราะบางหักง่าย  ฟันโยกหลุดร่วงเร็ว

และเนื่องจากเส้นชี่ของไตเชื่อมกับประสาทหู  ถ้าชี่ไตพร่อง  อวัยวะในช่องหูจะอ่อนแอตามไปด้วย  ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวตามมา

นอกจากนี้ไตยังมีปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์กลัว  ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ ๒ ทาง  ทางหนึ่งเริ่มจากร่างกายไปสู่จิตใจ  เมื่อชี่ไตพร่อง  จะส่งผลให้อารมณ์ไม่มั่นคง  เกิดความวิตกหวาดกลัวง่าย บางครั้งวิตกหวาดกลัวแม้ในเรื่องเล็ก ๆ หรือกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในทางกลับกัน  เริ่มจากจิตใจส่งผลสู่ร่างกาย  เมื่อมีเรื่องกระทบอารมณ์ให้เกิดความวิตกหวาดกลัวขึ้นมา  ชี่ไตจะถูกผลาญอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดภาวะชี่ไตพร่อง  เมื่อไตอ่อนแอ ร่างกายส่วนอื่นก็ถูกกระทบไปเป็นลูกโซ่ด้วย

ศาสตร์ชี่กงโบราณของจีนถือว่าไตสัมพันธ์กับจุดมิ่งเหมิน  จุดมิ่งเหมินนี้ตั้งอยู่ระหว่างไตทั้ง ๒ ข้าง  คำว่า“มิ่งเหมิน” แปลว่า “ประตูแห่งชีวิต”  เป็นจุดศูนย์รวมของชี่อิน(หยิน)และชี่หยาง  ควบคุมการทำงานของอวัยวะหลายส่วน เช่น หัวใจ ไต ม้าม กระเพราะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า  แม้เพียงพฤติกรรมเล็ก ๆ ซึ่งผิดเพี้ยนไปจากความเป็นปกติตามธรรมชาติ  เช่นดื่มน้ำน้อยเพราะไม่มีเวลา  เพราะลืม  หรือเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำบ่อย   นั่งทำงานนานเพราะต้องการให้ได้งานมาก ๆ หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพลินจนลืมเวลา   พฤติกรรมประเภทนี้มักเกิดขึ้นจนกลายเป็นความเคยชิน  โดยเฉพาะคนทำงานสมัยใหม่   ความเคยชินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกละเลยเหล่านี้   สามารถส่งผลกระทบต่อประตูชีวิต(มิ่งเหมิน)ทั้งชีวิตได้เหมือนกัน

แต่ใช่ว่าคนสองคนซึ่งดื่มน้ำน้อยหรือนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ จะได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน    ดังที่เราต่างรู้กันอยู่แล้วว่า ความแข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยหลักในการต้านทานโรค   แต่ก็นั่นละ  บ่อยครั้งที่คนซึ่งมีร่างกายแข็งแรงแต่เคร่งเครียด  กลับเจ็บป่วยหรือติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่าคนที่ดูบอบบางแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส   คนที่ใส่ใจเรื่องโภชนาการอย่างเคร่งครัดแต่ละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อมและการหายใจ  ก็อาจจะอ่อนแอกว่าชาวชนบทที่ไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการแต่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย

สุขภาพดีต้องมี “5 ประสาน”

ในตำราชี่กงจีนโบราณได้กล่าวถึงกระบวนการพื้นฐาน 5 ประการ  ในการเข้าถึงความมีสุขภาพดีอย่างเป็นองค์รวม เรียกว่า  “ 5 ประสาน”  ตามแนวปรัชญาจีนโบราณ 5 ประสานนี้หมายถึงการที่ส่วนประกอบของชีวิตทั้ง 5 ส่วนสามารถประสานสอดคล้องกันและกันได้อย่างสมบูรณ์

มีอะไรบ้างที่ต้องประสานให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์   5 ประการ
1. ร่างกาย
2. ลมหายใจ
3. จิตอารมณ์
4. พลังชีวิต(ชี่)
5. จิตวิญญาณ

เจรจากับสหายทั้ง 5

ในความหมายของการปรัชญาจีนโบราณเกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมจะเน้นที่การ”สื่อสาร”กับองค์ประกอบชีวิตทั้ง 5 ส่วนนี้ให้เข้าใจ จึงมีคำกล่าวว่า
“จงเจรจากับร่างกาย
พูดคุยกับลมหายใจ
สนทนากับจิต
ฟังเสียงของชี่
และสื่อสารกับจิตวิญญาณ
ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
จนสหายทั้ง 5 สามารถเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง”

ผู้ฝึกชี่กงและไท่จี๋ย่อมเข้าใจประเด็นนี้ดี   การจะสื่อสารกับสหายทั้ง 5  ดังว่านี้ได้  ต้องอาศัยการรับรู้ที่ว่องไว  ตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย    แต่จะมีการรับรู้ที่ว่องไว ตื่นตัวแต่ผ่อนคลายได้  ต้องอาศัยสติและสมาธิ  อันเป็นเครื่องมือสื่อสารภายในที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นการฝึกชี่กงและมวยจีน(ไท่จี๋)จึงเน้นการดำรงสติและสมาธิไว้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรับรู้และสื่อสารกับร่างกาย กับลมหายใจ กับอารมณ์ความรู้สึก กับการเคลื่อนไหวของชี่ และในระดับสูงกับสภาวะทางปัญญา(ซึ่งไม่ใช่ความคิด)

ความเป็นองค์รวมในทัศนะทางชี่กงนี้  สามารถตอบคำถามที่ว่า เหตุใดคนแต่ละคนจึงมีความต้านทานต่อโรคทางกาย โรคทางอารมณ์  โรคทางสังคม และโรคทางปัญญาในระดับที่แตกต่างกัน และแม้แต่ความเจ็บป่วยในตัวเราเอง  บางครั้งก็ไม่สามารถโทษเชื้อโรคจากภายนอกหรือพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปได้  เช่น เรามักโทษว่าคนนั้นคนนี้นำเชื้อหวัดมาแพร่ใส่เรา  เราจึงเป็นหวัด  หรือเพราะไปเดินตากฝน เราจึงเป็นไข้  หรือเพราะกินส้มตำจานนั้นแน่เทียว ท้องเราจึงเสีย  การวิเคราะห์เช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนความผิดไปให้ผู้อื่น

การโทษเหตุจากภายนอกอย่างเดียว จะไม่มีทางเยียวยารักษาหรือทำให้สุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืนขึ้นมาได้  หากไม่พิจารณาถึงความโกรธ  ความเศร้า ความกลัว และแม้แต่ความสนุกสุดเหวี่ยงในจิตใจของเรา   ไม่สังเกตดูวิธีหายใจของตัวเอง  หายใจลึกเพียงพอไหม หรือชอบกลั้นหายใจ  หายใจสั้น หายใจถี่รัว   หรือขี้เกียจหายใจบ่อย ๆ หรือเปล่า   ไปจนถึงการรู้เท่าทันต่อความเชื่อและความศรัทธาหรือสิ่งยึดเหนี่ยวต่างๆว่าได้นำความสงบและสันติสุขมาสู่ตัวเราจริงหรือเปล่า หรือกลับนำความเกลียดชัง การแบ่งแยก และความรุนแรงมาสู่จิตใจของเรา

การพิจารณาเพื่อให้รู้เท่าทันความเป็นไปของสหายทั้ง 5 นี้  เรียกว่า “กังฟูแห่งการเฝ้าสังเกตภายใน”

 


พลังจักรวาล ( 1 )
พลังจักรวาล หรือชื่อเต็มว่า พลังไฟฟ้าสากลจักรวาล เพราะการทำหน้าที่ของจักระทั้ง 7 ก็คล้ายกับการส่งกระแสไฟฟ้าเช่นกัน มีทั้ง พลังบวก (หยาง) พลังลบ (หยิน) ทำให้เกิดสมดุลขึ้น ในยุคนี้ ผู้คนพบ วิชานี้คือ ดาสิรา นาราดา ท่านเป็นชาวศรีลังกา เกิดเมื่อ ปีค.ศ. 1846 ศึกษา วิชาปรัชญาสมัยใหม่ ระดับ ปริญญาเอก และทำงานจนเกษียณ ก็ปลีกตัวค้นหาสัจธรรม จนค้นพบพลังจักรวาลนี้ ออกมา
หลังจากนั้น ก็ถ่ายทอดให้กับ อาจารย์ชาวอินเดีย ประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจน แต่ ท่านก็เสียชีวิตไป ปี ค.ศ. 1924 ถือว่าไม่นาน แต่ก่อนนั้น ท่านก็ถ่ายทอดวิชานี้ ให้กับ ท่านอาจารย์เหลือง มิน ด๋าง ชาวเวียดนาม มาจนถึงปัจจุบันในที่สุด
สัญลักษณ์ พลังจักรวาล ของอาจารย์ เหลือง มิน ด๋าง ด้านซ้าย รูปมังกร แทน ผู้ชาย (หยาง) พลังบวก และ หงค์ แทน ผู้หญิง (หยิน) หรือพลังลบ ให้สมดุลกันถือว่าสุขภาพดี ส่วนปิรามิด หมายถึง ความลึกลับ ของจิตวิญญาณและศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้ปกปิดเอาไว้ในปิรามิด
พลังจักรวาลนี้ ก็ไปเหมือนหลาย ๆ วิชา เช่น โยคะ กำลังภายใน ลองคิดตามหนังจีนก็คงจะรู้จักกันดี หรือปราณ หยิน-หยางของจีน และฤาษีดัดตนของไทยด้วย รวมถึงพลังจิตแต่ต่างอยู่ที่ พลังจักรวาลเป็นพลังจากนอกโลกควบคุมการดำเนินของโลก แต่พลังจิตนั้นอยู่ภายในตัวเรา ซึ่งคุณสมบัติของวิชาพลังจักรวาลเกิดจากแห่งพลังงานที่ไม่เสื่อมสลายในจักรวาล จะเปรียบเทียบก็คือ พลังดึงดูดของแม่เหล็กที่ไม่เสื่อมสลายเป็นพลังงานที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ แต่พลังงานนั้นจะมีกำลังสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของวัสดุที่ถูกสร้างขึ้น ส่วน พลังจักรวาลนั้นมาจากบ่อพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอนันต์ และมีพลังงานอย่างไร้ขอบเขต
พลังจักรวาลนี้ ไม่ค่อยยุ่งยากในการฝึกเท่าไหร่ ไม่ต้องต้องกินมังสวิรัติ หรือแต่งงานแล้วก็ฝึกได้
พลังงานจักรวาลนี้ ควบคุมการทำงานของชีวิต จะมี ประตู อยู่ 7 ประตู เรียกว่า จักระ เอาไว้เปิดรับพลัง ส่วนใหญ่คนจะปิด ร่ายกายจึงไม่สามารถรับพลังงานใหม่เข้าไปได้ ร่างกายเรามีพลังงานห่อหุ้ม หลายคนคงรู้จัก ออร่า กันดีครับ บางคนเรียกว่า กายทิพย์ ซึ่งสามารถแยกสีออกไป แต่ละบุคคล
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ ได้ประดิษฐ์กล้อง ถ่ายภาพรัศมี นี้ได้แล้ว เรียกว่า กล้องเกอร์เลียน เมื่อถ่ายออกมาจะเป็นแสงสีต่าง ๆ รอบตัวเรา เมืองไทยก็มีอยู่บ้างครับ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่
พลังจักรวาลนี้ ช่วยให้ร่ายกายของเรา สามารถเดินพลังที่บกพร่องหรืออุดตัน ให้ปรอดโปร่ง และควบคุมระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้เป็นปกติได้ จนทำให้อาการบาดเจ็บหรือเจ็บปวด หายไปได้ น่าสนใจทีเดียว
จักร ทั้ง 7 นี้ทำหน้าที่ควบคุม จิต จิตใต้สำนึก อารมณ์ ปัญญา เป็นต้น เซลล์พิเศษของสมอง เรียกว่า ไมโครเซลล์ ไมโครเซลล์นี้ จะฉายแสงสีเหลืองเป็นประกายและสั่นไหวอย่างรุนแรง เป็นหลักการสั่นไหว เมื่อผู้ฝึกสมาธิ และจะสั่นไหวแรงขึ้น
เมื่อ ฝึกในระดับที่สูงขึ้น จนขยายไปทุกส่วนของอวัยวะในร่างกายในทั่วร่าง และถ้าหากผู้ฝึกสามารถสั่งสมเพิ่มพลังงานให้มากขึ้น ไมโครเซลล์เหล่านี้ จะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า กายทิพย์ และกายทิพย์นี้ เป็นเหมือนเครื่องมืออเนกประสงค์เลยทีเดียว บางที่อาจสร้างความมหัศจรรย์ของมนุษย์ได้
จากหลักการสั่นไหว มากับพลังจักรวาล มาอีกหลักหนึ่งคือ การหมุน หรือการเคลื่อนไหวเป็นทรงกลม ดูดพลังจักรวาล เข้ามาเพื่อเป็นกลไกการทำงาน
คนโบราณได้ค้นพบว่า รูปทรงต่าง ๆ บางรูปเปล่งหรือปล่อยพลังจักรวาลออกมาเองโดยอัตโนมัติ และแรงกว่าธรรมดา ที่เป็นเช่นนี้เพราะพลังจักรวาลเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก และเป็นทรงกลมที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เมื่ออนุภาคมาเกาะตัวกันมันก็หมุน โดยเคลื่อนไหวของอนุภาคเหล่านี้ก็จะเกิดการถ่ายเทพลังงาน และนำไปสู่รูปทรงที่ต่างกันย่อมก่อให้เกิดคลื่น ของจักรวาลที่ต่างกันออกไป
ปราณ เป็นสิ่งค้ำจุนสรรพสิ่งในจักรวาล ดังนั้น ย่อมสามารถนำมันมาใช้เพื่อการพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณของคนได้แน่นอน
การหมุน การหมุน จะถ่ายเทพลังงานตามหลักการสั่นไหวร่วมกัน เห็นได้ชัด ตามตัวอย่างทั่วไป ก็คือ พายุ ไต้ฝุ่น ซึ่งหมุนซ้ายทวนเข็มนาฬิกา และเวลาผ่านไป มันจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การหมุนนี้ ก็คล้ายกับวิชาอื่น ก็คือ ไทเก็ก และ ฝ่ามือมังกรแปดทิศ ก็มีการเคลื่อนไหว เป็นวงกลม และถ้ายิ่งฝึกวิชามังกรแปดทิศ พลัง รวมถึง ดูดซับพลังจักรวาลด้วยแล้ว พลังก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ
พลังจักรวาล หัวใจก็คือ จักระ แปลว่า วงล้อหรือธรรมจักร ที่เราได้ยินกัน จักระนี้ มีอยู่ 7 จุดด้วยกัน
จักระที่ 1 ตั้งอยู่ ที่ฝีเย็บระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิตและเป็นกลไกที่ทำให้ชีวิตอยู่ได้ ดูดซับพลังจากใจกลางโลกที่พุ่งขึ้นมา ได้แก่ น้ำพุร้อน ภูเขาไฟระเบิด ต้นไม้ที่เจริญเติบโตจากดินพุ่งขึ้นสู่อากาศ
จักระที่ 2 ตั้งอยู่ ที่ปลายกระดูกก้นกบชิ้นสุดท้าย มี สัญลักษณ์เป็นดอกบัว 6 กลีบ ชื่อว่า สวาธิษฐานะ จักระนี้แสดงถึงความต้องการที่แรงกล้า การสืบเผ่าพันธุ์
จักระที่ 3 อยูที่ กระดูกสันหลังระดับเอวที่ตรงข้ามกับสะดือ มีสัญลักษณ์เป็นดอกบัว 10 กลีบ มีชื่อว่า มณีปุระ จักระนี้ แสดงออกถึงพลังอำนาจและความมีสติ
จักระที่ 4 อยู่ที่ กระดูกสันหลัง ระดับเดียวกับหัวใจ มีสัญลักษณ์ เป็นดอกบัว 11 กลีบ ชื่อว่า อะนาหตะ จักระนี้แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ และการช่วยเหลือความรักความเมตตา
จักระที่ 5 ตั้งอยู่บน กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอ มีสัญลักษณ์เป็นดอกบัว 16 กลีบ ชื่อว่า วิศทะ จักระนี้แสดงถึงความรัก ความสมดุล ของสติปัญญา และความเห็นอกเห็นใจ
จักระที่ 6 อยู่ตรงกลางหน้าผาก เหนือหว่างคิ้ว มีสัญลักษณ์เป็นดอกบัว 2 กลีบใหญ่ และกลีบย่อยอีก 100 กลีบ ชื่อว่า อะชะ จักระนี้แสดงถึงการพัฒนาจิตระดับที่สูง ความมีสติ ความรู้แจ้ง จุดนี้ เปรียบเสมือนเป็นตาที่ 3 หรือตาทิพย์ ของมนุษย์และเป็นจุดเดียวกับต่อมไพนิล
จักระที่ 7 อยู่จุดที่สูงที่สุดของศีรษะ สัญลักษณ์ดอกบัว 1,000 กลีบ ชื่อว่า สหสราระ แสดงถึงความไม่เห็นแก่ตัว และการหมดกิเลส จักระที่ 7 หรือ จักระ มงกุฎ อยู่ส่วนบนของสมองเรียกว่า คาเวอร์เนียส เพลกซัส ณ ตำแหน่งนี้ ชื่อว่าทำให้เกิดปัญญาความรอบรู้
หน้าทำหลักของจุดนี้ ระบบประสาทศูนย์กลางบัญชาการใหญ่ในการสั่งการของร่างกายทุกชนิด
เทคนิคการดูดซับพลังจักรวาล ทุกคนคงรู้จักปิรามิดเป็นอย่างดี บ้างก็รู้จักพลังปิรามิดอยู่บ้าง ลักษณะของปิรามิดนี้ ยังมีพลังซ่อนเร้นอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณจะรู้วิธีนี้ด้วย ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้าง ที่มหัศจรรยฺ์ที่สุดของโลก มีผู้ทดลอง เกี่ยวกับมันมามาก ขอเข้าเรื่องเลยละกัน
พลังปิรามิด เป็นสถานที่เพิ่มพูดพลังจักรวาล ช่วยทำให้ ส่งเสริม พลังภายใน ซึ่งปิรามิด นี้ มีหน้าที่เปรียบเสมือนเลนส์ รับเอาพลังจักรวาล ทั้งภายนอกโลก และพลังแม่เหล็กไฟฟ้าของโลกด้วย
เริ่มต้นด้วย มหาปิรามิดแห่งกีซา เป็นต้นแบบของการสร้างปิรามิดจำลอง ซึ่งนำมาใช้ ในการฝึก พลังจักรวาล มหาปิรามิด สูง 146.7 เมตร แต่ปัจจุบันเนื่องจากยอดหายไปจึงสูงแค่ 137.3 เมตร ความยาวของฐานปิระมิดคือ 230.5 เมตร จำนวนชั้นบันไดหินมี 201 ชั้น เดิม สร้างเสร็จใหม่ ๆ น่าจะมี 220 ชั้น มุมองศาคือ 51 องศา จำนวนก้อนหิน สร้างราว ๆ สองล้านเจ็ดแสนก้อน เฉลี่ยหนักก้อนละ 2.5 ตัน น้ำหนักทั้งหมดของปิระมิดราว ๆ เจ็ดล้านตัน
ปัจจุบันมีหลายคน ที่ใช้ปิรามิดจำลองมาใช้เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
ดูพลังปิรามิดและการบำบัด
การรฝึกพลังจักรวาลอย่างง่ายๆ
วิธีสร้างจิตตานุภาพอย่างง่ายๆๆๆ
กำหนดแสงสีม่วงเป็นท่อทะลุจากกระเบนหลังทวารถึงกลางศีรษะ
ทำความรู้สึกชัดๆๆๆทรงจิตให้นึกรู้ยิ่งบ่อยยิ่งดี
เป็นท่อแสงสว่างทะลุทั้งตัว
สีม่วง เป็นขาว เป็นทองสว่างจ้า
แล้วแผ่ไปทุกทิศสุดจะกำหนดได้
ส่งความปรารถนาดีไปกว้างๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วกลับมาที่ตนเองรู้
เป็นแสงสีทองสว่างเต็มตัวเรา
ทำความรู้ตัวให้นานที่สุดจะนานได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
นิ่งๆๆๆๆๆสบายๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อสุดรู้จะกำหนดแล้วให้แผ่เมตตา
ส่งความปรารถนาดีสดชื่นๆๆๆๆ
แก่ทุกชีวิต
ฝึกบ่อยๆๆๆๆ
จิตจะมีอำนาจ
ทุกข์กายใจเบา
สติสมาธิชัด
ปัญญาเข้าใจเร็วขึ้น
นอกจากนี้เรายังสามารถรับพลังจักรวาลจากภายนอกกายด้วยพลังจิตเช่น
1. พลังดิน
วิธีการคือ ยืนบนพื้นดิน ก็กำหนดจิตพร้อมกับจินตนการเห็นพลังจากพื้นดินพุ่งขึ้นที่ฝ่าเท้าทั้งสองขึ้นสู่ร่างกายผ่านจักระต่างๆ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2. พลังน้ำ
วิธีการคือ ยืนหรือนั่งหรือนอนหน้าแหล่งน้ำ แล้วกำหนดจิตพร้อมกับจินตนาการดึงพลังงานจากแหล่งน้ำที่มีเป็นน้ำเย็น ใสสะอาด เข้าปาก รู้สึกเย็นสดชื่นตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า
3. พลังพระอาทิตย์
มี 2 วิธีการ คือ
– ยืนหรือนั่ง แล้วกำหนดจิตจินตนาการถึงพลังความร้อนจากพระอาทิตย์เป็นลำแสงสีขาวนวลมาที่จักระ 7 ผ่านทุกส่วนของร่างกาย เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกายหรือสลายโรคหรือสลายไขมันที่อยู่ในเส้นเลือดให้สะอาด สลายไขมันใต้ผิวหนังทำให้มีรูปร่างสมส่วน
– ยืนหงายฝ่ามือทั้งสอง เพื่อรับพลังจากพระอาทิตย์ใช้ในการบำบัดรักษา โดยกำหนดจิตให้พลังพระอาทิตย์มาที่ฝ่ามือทั้งสองข้างจนรู้สึกที่มือหรือนิ้วสั่น เพราะมีพลังงานแล้ว
4. พลังพระจันทร์
วิธีการคือ วันที่พระจันทร์เต็มดวง นั่งในที่มองเห็นพระจันทร์ชัดเจน หลับตาจินตนาการเห็นพระจันทร์ได้ชัดเจน กำหนดจิตว่า พลังงานจากพระจันทร์ได้พุ่งมาที่ศรีษะ จักระ 7 ผ่านจักระต่างๆ กระจายไปตามต่อมไร้ท่อทั่วร่างกาย หรือจะกำหนดจิตอาบแสงจันทร์เพื่อทำให้ผิวสวยและสมองดี
5. พลังต้นไม้
วิธีการคือ ควรเลือกต้นไม้ที่ลำต้นสมบูรณ์ กิ่งก้านสวย ใบเขียวชอุ่ม ไม่มีโรค ให้กล่าวทักทายขออนุญาตที่จะสัมผัส โอบ หรือจะเอาหลังพิงต้นไม้ หรือจะหงายฝ่ามือก็ได้ เพื่อรับพลังจากต้นไม้เข้าสู่ร่างกาย ชำระล้างของเสีย สารพิษ โรคภัยออกจากร่างกายไปสู่ต้นไม้แล้วพุ่งลงดิน
6. พลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มีพลัง
วิธีการคือ หงายฝ่ามือรับพลังเข้าสู่ร่างกาย โดยจินตนาการเห็นแสงขาวจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้ที่มีพลัง หลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือ
ข้อพึงระวัง ควรกำหนดจิตให้พลังธรรมชาติเหล่านั้นมีความสะอาดบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายเสริมพลังให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งภายในและภายนอก
พลังจักรวาลและพลังชีวิต
พลังที่กระจายอยู่ทั่วจักรวาล เรียกสั้นๆ ว่า “พลังจักรวาล” ปกติ พลังจักรวาลมีมากมายหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น พลังความร้อนจากไฟ และที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น พลังความร้อนจากกายสัตว์, พลังชีวิตหลังคนตายแล้วสลายออกสู่บรรยากาศ ฯลฯ เหล่านี้ รวมเรียกว่าพลังจักรวาลทั้งสิ้น แต่พลังจักรวาลที่นิยมฝึกกัน จะเป็นพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิต หรือที่เรียกว่า “พลังออร่า” เนื่องจากพลังจากสิ่งไม่มีชีวิตนั้น หากเราซึ่งเป็นมนุษย์ได้รับมากหรือน้อยเกินไป หรือไม่เข้ากับสภาพร่างกาย ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพมาก เช่น พลังความร้อน หากได้รับมากเกินขีดสมดุล จะทำให้ร้อนใน พลังความเย็นหากได้รับมากเกินจะทำให้ป่วยง่าย ดังนั้น ผู้ฝึกพลังจักรวาลจึงนิยมฝึกพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิตเพราะผู้ฝึกก็เป็นสิ่งมีชีวิต จึงมีพลังที่คล้ายกันเข้ากันได้ดีและไม่ค่อยมีปัญหา ในบทความที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะขออธิบายพลังจักรวาลชนิดต่างๆ ดังต่อไปนี้
พลังจักรวาลสาย “เอี๊ยง”
คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายใน เป็นพลังภายในของเราเอง ที่ถูกกระตุ้นให้แสดงพลังออกมา เช่น ในยามคับขัน จวนตัวจะถูกทำร้าย เป็นต้น พลังเอี๊ยงนี้มีมากมายหลายชนิด รวมเรียกกันกว้างๆ ว่า “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งเก้าเอี๊ยงจริงๆ ที่ฝึกกันในนิยายกำลังภายในนั้น มาจากการฝึกอานาปานสติพร้อมออกกำลังกายไปด้วย เพื่อขจัดความหนาวเย็นที่พระสงฆ์ได้รับ เป็นพลังความร้อนในร่างกาย และมีประโยชน์หลายด้าน ที่สำคัญคือ ช่วยในการฟื้นฟูพลังภายในสายอื่นๆ ชนิดอื่นๆ ในร่างกายได้ด้วย กรณีที่สูญเสียพลังภายในเพราะสาเหตุต่างๆ ผู้ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงมาดี จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพได้รวดเร็วกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีอีกประการของพลังเอี๊ยง คือ การกระตุ้นความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เป็นผู้นำ มีภาวะผู้นำมากขึ้น แต่ถ้ามากเกินไป จะกระทบกับสังคมรอบข้าง กลายเป็นคนบ้าอำนาจได้เหมือนกัน ดังนั้น ธรรมชาติ จึงสร้างสรรค์พลังอีกรูปแบบที่ตรงกันข้ามไว้คานสมดุลกัน นั่นคือ พลังเก้าอิม ที่ผู้ฝึกมักเป็นหญิง และสามารถดูดซับพลังภายในของชายได้ ทำให้ฝ่ายชายที่มีพลังเก้าเอี๊ยงมากเกินไป ขาดความทะเยอทะยานบ้าอำนาจในที่สุด นอกจากพลังเก้าเอี๊ยงแล้ว พลังในกลุ่มเอี๊ยง หรือพลังภายในของมนุษย์ ยังมีอีกหลายชนิด เช่น พลังกุณฑาริณี ที่อยู่บริเวณอวัยวะเพศ เมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศ พลังก็จะถูกกระตุ้นให้นำออกมาใช้ และถ่ายเทให้เซลสืบพันธุ์ที่ผสมกันแล้ว เพื่อเป็นปราณเริ่มต้นสำหรับทารกจะใช้ในการพัฒนาอวัยวะร่างกายต่อไป อนึ่ง พลังภายในมีหลายชนิดหลายประเภท แต่จะไม่อธิบายมากกว่านี้ เพราะไม่ชำนาญในพลังชนิดอื่นๆ จึงเน้นแต่เก้าเอี๊ยง
พลังจักรวาลสาย “อิม”
คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายนอกเข้าไปสะสมในร่างกาย ซึ่งเกิดจากการทะลวงจักระในร่างกายเพื่อเปิดรับพลังจากภายนอก แล้วฝึกดูดซับพลังจากภายนอกมาเก็บสะสมไว้ในตัวของผู้ฝึก เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ พลังอิมนี้มีหลายชนิด ในการฝึกพลังอิม มักเป็นผู้หญิงฝึกจะเหมาะสม เพราะเพศหญิงไม่มีบทบาททางสังคมมาก เป็นช้างเท้าหลัง แต่ต้องคอยคุมไม่ให้ฝ่ายชายดุดันหรือบ้าอำนาจมากเกินไป ในสมัยโบราณ สำนักปฏิบัติจะสอนให้ผู้หญิงที่มีหน้าตาสวยงามฝึกพลังอิม เพื่อหวังได้เป็นพระสนม จากนั้น ผู้หญิงบางคนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อแต่งงานกับผู้ชายแล้ว จะดูดซับพลังจากผู้ชายนั้นทีละน้อย จนฝ่ายชายลดความทะเยอทะยานลง ความบ้าอำนาจก็ลดลง เป็นการหยุดความบ้าอำนาจของผู้ชายในวงการการเมืองในสมัยโบราณ การใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือทางการเมืองนี้มีมานานแล้ว และยังได้รับการบันทึกไว้ในตำราพิชัยสงครามของประเทศจีนจนถึงทุกวันนี้ด้วย อนึ่ง บางท่านแม้เกิดเป็นชาย แต่มีบุญกรรมตามวาระทำให้จักระเจ็ดเปิดเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อจักระเปิดแล้ว พลังจักรวาลบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดระบบพลังอิมขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างที่เรียกว่า “พลังมารแทรก” เป็นต้น การถูกแทรกโดยพลังสายอื่นที่ตนไม่ได้ฝึกนี้ เป็นอันตรายต่อการฝึกมาก ทำให้ถูกครอบงำด้วยพลังชนิดนั้นๆ ทำให้มีความคิดผิดทาง เป็นมิจฉาทิฐิได้ ผู้ที่ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงหากถูกทดสอบด้วยการถูกพลังจักรวาลครอบงำนี้ หากมีพลังเอี๊ยงสูงถึงจุดหนึ่ง จะเอาชนะการครอบงำด้วยพลังจักรวาลที่เข้ามาแทรก หรือครอบงำเราได้ เช่น พลังจากมารหรือเทพก็ดี ที่ครอบงำให้เราเชื่อ ให้เราทำตามที่ท่านบอก หากเรามีพลังเอี๊ยงเหนือกว่าแล้ว ก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ และเดินทางชีวิตของตนอย่างที่เป็นตัวของตัวเองได้ ทว่า การฝึกพลังเก้าอิม ก็มีข้อดีบางประการ คือ ทำให้เราได้รับพลังจากจักรวาลที่ดี นำทางชีวิต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นช้างเท้าหลัง สมควรได้รับการนำทางด้วยพลังจักรวาลที่ดี พลังจักรวาลที่ลงมาครอบเราไว้นั้น จะนำทางเรา ขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแนวทางที่ดีต่อไป เช่น บางคนไปรับขันธ์องค์ฤษีมา และได้ทำสมาธิ อยู่อย่างวิเวกสันโดษ ก็จะมีการดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดี แต่หากไม่ได้รับพลังจักรวาลนี้ครอบไว้ ก็อาจไปทำอย่างอื่นที่เลวร้ายก็ได้ การฝึกพลังเก้าอิมนี้ แต่เดิมตามตำราจีนโบราณ จะเริ่มฝึกดูดซับพลังจากพลังของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีความเย็น เป็นพลังสายเย็นตรงข้ามกับพลังเก้าเอี๊ยง เช่น การดูดซับพลังจากอัญมณี เช่น หยกเย็น เป็นต้น ทว่า ภายหลังมีผู้เข้าใจผิดไปฝึกดูดซับพลังจากหลุมศพ และได้พลังจากคนตายซึ่งเป็นพลังดำที่หมองหม่นไป ทำให้ทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ โดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ภายหลังประเทศไทย มีอาจารย์ผู้ค้นพบวิชชานี้ และได้ปรับแนวทางในการฝึกใหม่ ให้รับพลังจักรวาลที่ดี แบบโยคีโบราณกระทำกัน คือ การรับพลังจักรวาลจากเทพพรหมชั้นดี เป็นเครื่องนำพาชีวิตเราไปสู่ทางที่ดีงาม
การฝึกโยคะแบบโยคีโบราณกับพลังเก้าอิม
การฝึกโยคะตามตำรับพระศิวะคือการหลอมรวมจิตวิญญาณส่วนอาตมันเข้ากับปรมาตมัน โดยอาตมันคือส่วนจิตวิญญาณของเรา และปรมาตมันคือส่วนที่ได้รับมาจากเทพพรหมที่เรานับถือ เมื่อเราบูชาท่าน ศรัทธาท่าน จะได้รับพลังจากท่านส่งตรงลงมาจากจักรวาล เมื่อจะใช้พลังนี้ จำต้องหลอมรวมตัวเราเองให้แนบสนิทกับพลังเหล่านี้ สำหรับในกลุ่มผู้ฝึกมโนมยิทธิ จะเห็นกายทิพย์ถอดออกมาจากเทพพรหมเหล่านั้น แล้วครอบสวมทับลงบนกายสังขารของผู้ฝึกโยคะ เมื่อผู้ฝึกโยคะหลอมรวมพลังได้แล้ว จะสามารถใช้พลังความสามารถพิเศษเหล่านี้ได้ ราวกับเป็นเทพพรหมองค์นั้นๆ เลย เทพเทวดาทั้งหลาย เวลาจะดลจิตดลใจคนให้ทำกิจต่างๆ มักใช้วิธีนี้ คือ ส่งพลังของตนมาจากจักรวาลครอบลงในตัวคน แล้วทำให้คนๆ นั้น ถูกพลังนั้นขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแบบพลังนั้นๆ เช่น พลังพรหม ขับดันให้คนอยากนั่งสมาธิ อยู่อย่างสงบ พลังเทพ ขับดันให้คนอยากพัฒนาบ้านเมือง พลังโพธิสัตว์ ขับดันให้คนอยากโปรดสัตว์ด้วยธรรม เทพเทวดาใช้วิธีนี้มานานแล้ว และการถอดกายทิพย์ครอบขันธ์มนุษย์ก็มีมานานแล้ว การเข้าทรงการแสดงตนเป็นตัวแทนของเทพเจ้าจึงมีมานานมากด้วยเช่นกัน สำหรับวิชชาทางโยคะ คือ การหลอมรวมตัวเองเข้ากับพลังของเทพเจ้านี้ ก็มีมานานแล้ว ทว่า หลังจากระบอบชนชั้นวรรณะของอินเดียเสื่อมลง การสอนสมาธิโยคะก็เป็นไปเพียงเพื่อสุขภาพ, เรือนร่างที่สวยงามไป ไม่ได้ทราบถึงเรื่องจิตวิญญาณเหล่านี้เลย หรือแม้แต่การถ่ายทอดเรื่องพลังจักรวาลก็ขาดหายไปมากมายนัก เคล็ดลับในการหลอมรวมนี้ เป็นหลักการทำโยคะที่สำคัญที่สุดและจะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณของคนให้สูงส่งขึ้นได้ตามลำดับไป เมื่อบุคคลหลอมรวมกับเทพเจ้าองค์ที่หนึ่งได้สำเร็จแล้ว รับพลังชั้นสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ พลังและความสามารถพิเศษก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับไป นี่คือ การฝึกพลังจักรวาลแบบ “อิม” คือ รับพลังจากภายนอกเป็นหลัก ในกลุ่มอาจารย์สอนธรรมฝ่ายหญิงในอนุตรธรรมหลายท่าน มีระบบพลังภายในแบบอิม อยู่แล้ว เขาเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน ของพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ซึ่งท่านจะให้เราทำตัวเหมือนเด็กทารก ไม่ขัดขืน เมื่อท่านใช้พลังครอบกายเราแล้ว เราก็จะถูกขับดันไปได้อย่างง่ายดาย เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการ “ประทับทรง” ทว่าข้อเสียของการรับพลังจากภายนอก คือ การไม่เข้าใจตัวเอง ถูกครอบงำ ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ถูกเทพเทวดาครอบงำอยู่ตลอดเวลา แม้ทำความดีก็จริง แต่การไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ตัวเอง อาจทำให้พลาดโอกาสหลายอย่างได้ ในบทความฉบับนี้ จึงไม่ขอเสนอแนะวิธีการฝึกพลังเก้าอิม ซึ่งง่ายต่อการถูกพลังจักรวาลจากภายนอกที่ทั้งดีและไม่ดีครอบงำ จะมุ่งเน้นแต่การฝึกพลัง “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งช่วยในด้านสุขภาพได้อีกด้วย
วิชาพราหมณ์แบบหยิน-หยาง
ใดๆ ในโลกมักมีสิ่งตรงข้าม คู่ตรงข้ามกันเสมอ วิชาพราหมณ์ก็เช่นกัน นอกจากจะมีวิชาสายขาวและสายดำ (ลัทธิบูชายัญ) แล้ว ก็ยังมีวิชาพราหมณ์แบบหยินและหยางอีก วิชาพราหมณ์แบบสายหยางคือแบบปกติ ที่เรามักพบกันทั่วไป คือ การฝึกจากภายในของเราเอง เหมือนพื้นฐานของวิชาโยคะของท่านตั๊กม้อ และวิชาของเส้าหลิน ทว่า ยังมีวิชาพราหมณ์อีกแบบเป็นสายหยิน ซึ่งจะตรงกันข้ามเลย เช่น การเปิดจักระเจ็ดเพื่อรับพลังจากภายนอก แทนที่จะเน้นการสร้างพลังจากภายในของตัวเองแบบสายหยาง วิชาแบบสายหยินนี้เน้นพลังภายนอก ดึงพลังภายนอกเอามาใช้ได้ครับ พลังภายนอกที่นิยมเอามาใช้เป็นพลังระดับสูง ซึ่งก็เรียกว่า “พลังจักรวาล” เป็นสำคัญ การทำสมาธิปกติ ทำให้เกิดฌานตามแบบปกตินั้นเป็นวิชาของพราหมณ์สายหยางครับ ทว่า แบบสายหยินมีการเปิดรับพลังจากภายนอกมาใช้ได้ด้วย
พลังภายนอกมีทั้งพลังที่ดีและไม่ดี ผลคือ ผู้ฝึกวิชาสายหยินจึงมีทั้งแบบมืดและสว่าง แบบมืดนั้นจะรับองค์เทพภาคมืด ซึ่งไม่ได้อยู่บนสวรรค์เพราะอาจทำผิดกฎสวรรค์แล้วหลบหนีมาอยู่บนโลก ถามว่ารับเข้าตัวไปทำไม? คำตอบมีหลายอย่าง สรุปคือ เอามาสร้างบารมีร่วมกันครับ คือ เขาก็ช่วยเสริมพลังให้เรา เราก็ต้องช่วยให้เขาหลุดพ้น ในการช่วยให้เขาหลุดพ้นนี้ บางครั้งเราต้องยอมเป็นร่างกระทำกรรมแทนบางอย่าง เช่น การพลีกามแบบตันตระ หรือ “กามตันตระ” เราจึงถูกเรียกว่า “ศักติลัทธิฝ่ายซ้าย” ซึ่งจะมีศักติลัทธิฝ่ายขวาอยู่ด้วย ฝ่ายขวาจะไม่ทำแบบนี้ จะทำทุกอย่างให้บริสุทธิ์ถูกต้องทั้งหมด ทว่า การดำรงอยู่ในโลกบางครั้งก็ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องมีฝ่ายซ้ายมาบำเพ็ญสิ่งที่ฝ่ายขวาทำไม่ได้ เช่น กามตันตระ เป็นต้น ก็เหมือนพระลามะที่มีลามะหมวกดำ สามารถทำสิ่งที่ผิด หรือไม่ดีได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีเหตุผลครับ เช่น ลามะหมวกดำที่สังหารทรราชในประเทศทิเบต
ใดๆ ในโลกมักมีคู่ตรงข้ามเสมอ สิ่งที่ตรงข้ามกับเรายังมีอยู่ครับ
การตรวจวัดและจำแนกชนิดของพลังจักรวาลชนิดต่างๆ
การที่เราจะทราบได้ว่าพลังจักรวาลที่เข้ามาสู่ร่างกายเรานั้นเป็นพลังสายใด แบบใด ของเทพพรหมองค์ใด ต้องฝึกวิธีการตรวจวัดแบบต่างๆ เมื่อชำนาญแล้ว ก็สามารถตรวจวัดพลังภายในของมนุษย์ได้ด้วย กล่าวคือ วิธีตรวจวัดพลังจักรวาลนี้ใช้ได้ทั้งระบบอิมและเอี๊ยง คือ ไม่ว่าพลังนั้นจะมาจากจักรวาลภายนอกก็สามารถตรวจได้ หรือจะเกิดจากการปฏิบัติของเจ้าของกายสังขารเองก็สามารถตรวจวัดได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถใช้วิธีตรวจวัดนี้ เพื่อดูพัฒนาการของการฝึกจิตของผู้ฝึกจิตได้เช่นกัน ด้วยหลักการดังต่อไปนี้
เขาจะรอจนกว่ามีผู้ชายที่มีตบะมามี sex ด้วย เมื่อไรที่เขาได้มีกามตันตระ เขาก็จะได้ตบะของฝ่ายชายทันทีครับ
๑) การตรวจวัดจิต โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นสามแบบ คือ จิตแบบผู้นำ, จิตแบบผู้ตาม และจิตแบบปัจเจกชน ผู้อิสระไม่นิยมสังคม ทั้งนี้ ในคนทั่วไปจะมีลักษณะสามอย่างนี้ผสมกันเพราะเวียนว่ายตายเกิดมาหลายบทบาท แต่ในผู้บำเพ็ญธรรมมากๆ จะเริ่มแน่วแน่ชัดเจนขึ้นในแบบใดแบบหนึ่ง
๒) การตรวจวัดวิญญาณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกายทิพย์ของตนเอง ที่ได้จากการบำเพ็ญบารมีของตนเอง (ระบบเอี๊ยง) หรือเป็นกายทิพย์ที่เทพเทวดาครอบลงมาอีกชั้นหนึ่ง (ระบบอิม) และมีกี่แบบ กี่พลัง กี่กายทิพย์ซ้อนอยู่ภายใน การแยกแยะว่ากายทิพย์นั้นเป็นของเราเองหรือถูกครอบนั้นสำคัญต่อการฝึกมาก
๓) การตรวจวัดลมปราณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกลุ่มลมปราณสายต่างๆ เช่น ลมปราณกุณฑาริณี ประมาณได้เท่าใด เช่น เทียบชั้นพลังวัตรได้สิบปี เป็นต้น หรือถ้าเป็นรัศมีที่ศีรษะแบบผู้ฝึกอรูปฌานนิยมกัน ก็วัดรัศมีเป็นโยชน์ ในกลุ่มผู้ฝึกธาตุสี่ (จตุธาตุ) ได้สะสมพลังวัตรจากธาตุทั้งสี่ได้มากน้อยเพียงใด เป็นต้น
วิธีตรวจวัดพลังจักรวาล
๑) การใช้ตาทิพย์ เพ่งด้วยตาทิพย์เข้าไปในกายในกาย จะเห็นกายทิพย์ชนิดต่างๆ ซ้อนๆ กันอยู่ ในครั้งแรกจะเห็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด เมื่อพยายามเพ่งเข้าไปอีก เหมือนปรับโฟกัสตาทิพย์ให้ลึกลงไป จะเห็นกายทิพย์ข้างในซ้อนกันเป็นชั้นๆ การใช้ตาทิพย์อย่างเดียวจะถามไม่ได้ ทำได้แต่ดูแล้วคาดเดาเท่านั้น
๒) การใช้หูทิพย์ เพ่งด้วยหูทิพย์พร้อมกำหนดจิตสื่อถาม จะได้รับคำตอบกลับมาแต่อย่าเพิ่งเชื่อทันที ต้องทำการสัมภาษณ์กายทิพย์ข้างใน ก็จะแน่ใจได้ การสื่อสารด้วยหูทิพย์ต้องระวังเสียงแทรก ซึ่งอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่เราถามก็ได้ ถ้าใช้หูทิพย์และตาทิพย์ร่วมกันมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ก็อย่าเชื่อไปเสียทุกอย่าง
๓) การใช้จิตสัมผัส ฝึกใช้จิตหยั่งรู้ด้วยตนเอง สัมผัสด้วยตนเองว่าพลังภายในของบุคคลหนึ่งๆ ประกอบด้วยพลังอะไรบ้าง บางครั้งจิตสัมผัสนี้จะบอกเมื่อเราได้พูดคุยกับคนผู้นั้นไปเรื่อยๆ ความรู้สึกจะเริ่มมากขึ้น ชัดขึ้นและบอกออกมาเอง
๔) การใช้กายสัมผัส ฝึกใช้ผิวกายสัมผัสแหล่งพลังนั้นๆ โดยจะใช้ฝ่ามือทาบกับสิ่งที่ต้องการทราบ ทำสมาธิสักพัก สัมผัสพลังชนิดต่างๆ แล้วจำข้อน่าสังเกตไว้ เช่น พลังเทพมักร้อน, พลังโพธิสัตว์มักเย็น โดยลองฝึกสัมผัสเทวรูปก็ได้
๕) การสังเกตพฤติกรรม ฝึกการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลก็สามารถทำนายได้ว่าบุคคลนั้นมีพลังอะไรครอบงำอยู่หรือพลังภายในชนิดใดที่กำลังขับดันพฤติกรรมเขาอยู่ การสังเกตพฤติกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ฝึกได้ทุกคนเพราะไม่ต้องพัฒนาอวัยวะรับสัมผัสขึ้นไปเป็นอายตนะพิเศษในการรับรู้สิ่งที่ยากแก่การรับรู้ได้ต่างๆ
๖) การถ่ายรูปออร่า วิธีนี้ง่ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องฝึกเลย โดยการขอให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพออร่าและการอ่านออร่าตรวจดูพลังภายในของตนก็ได้ การถ่ายรูปออร่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้จริงด้วยตาเปล่าทุกคนเห็นเหมือนกันได้ทั้งหมด และมีหลักการที่พัฒนาโดยวิทยาศาสตร์
สำหรับการฝึกจิตในที่นี้ จะเริ่มต้นจากการตรวจวัดระดับจิตวิญญาณเบื้องต้นก่อน เพื่อให้รู้สถานภาพเบื้องต้นของผู้ฝึกแบบคร่าวๆ จากนั้น จะหาวิธีพัฒนาจิตวิญญาณแบบการฝึกเก้าเอี๊ยง เพื่อปลดปล่อยพลังภายในที่ไม่ดีออกไปให้หมด ก็จะทำให้พลังภายในดีขึ้น
พลังจักรวาล
—หลักสำคัญของพลังจักรวาลคือการเพิ่มพลังให้กับร่างกายทั้งกายธาตุและกายทิพย์ เพื่อเพิ่มพลังหรือชำระให้สะอาดหมดจด หรือทั้งสองอย่าง
—ความจริงแล้วไม่ใช้แค่วิชาพลังจักรวาลเท่านั้นที่ใช้หลักการนี้พวกเทวปูชาก็ใช้หลักการนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ พวกฤๅษีก็ใช้ แม่แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ใช้ หลักการวิชาธรรมะเปิดโลกก็เป็นหลักการเดียวกัน เพียงแต่มีเป้าหมายสูงกว่าคือเพื่อรู้แจ้งโลกและหลุดพ้น
—ส่วนพลังจักรวาลที่ใช้ๆกันทั่วไปนั้นต้องการเพียงเพื่อผลทางสุขภาพกาย สุขภาพใจเป็นสำคัญ
*แหล่งพลังงาน
—พลังทุกอย่างต้องมีที่มา เช่นพลังแม่เหล็กโลกก็มาจากแกนโลก พลังหลุมดำก็มาจากศูนย์กลางแกแลกซี่ พลังจักรวาลก็มีที่มาเช่นกัน ขอบอกเพียงสั่นๆว่าเป็นพลังศักดิ์ จะศักดิ์สิทธิ์มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้อัญเชิญเป็นสำคัญ
*จักรา
—จักราคือตำแหน่งที่ใกล้เคียงกลุ่มอวัยวะสำคัญหลักๆของร่างกายที่ง่ายต่อการมอบพลัง เพราะเชื่อมโยงกันด้วยระยะทางอันสั้น
—นิยามแพทย์จะเข้าใจได้ง่ายกว่าและตรงความจริงกว่าด้วย
—อวัยวะสำคัญ ๆ ในร่างกาย
—สมอง ใช้ตำแหน่ง ยอดศรีษะ
—ตา หู จมูก ลิ้น ใช้ตำแหน่ง หลังศรีษะ
—คอ หลอกลม กระเดือก ใช้ตำแหน่ง คอด้านหลัง
—หัวใจ ปอด ใช้ตำแหน่ง หลังตอนบน
—กระเพาะ ใช้ตำแหน่ง หลังตอนกลาง
—ตับ ไต ม้าม ใช้ตำแหน่ง หลังตอนกลางล่าง(ตรงกับสะดือ)
—ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ใช้ตำแหน่ง หลังตอนล่าง
—ทวารหนัก ใช้ตำแหน่ง ก้นกบ(ซึ่งตำแหน่งนี้มักให้เจ้ตัวทำเอง)
—ดังนั้นจักราไม่จำเป็นต้องมี 7 อาจจะมีเท่าไรก็ได้ แล้วแต่ความละเอียดในการแบ่ง ซึ่งพวกหมอและพยาบาลจะแบ่งได้แม่นยำกว่า คนทั่วไปมาก
—ที่แบ่งจักราเป็น 7 จุดทั่วไปนั้นเป็นการแบ่งคร่าวๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจัดแบ่งกันมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคฮินดู และยังอยู่แม่ในปัจจุบันเพราะง่ายดีกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระก็สามารถพัฒนาให้ละเอียดขึ้นได้
*วิธีปฎิบัติแบบพลังจักรวาล
—ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเป็นวิธีการฝึกปฎิบัติกันมายาวนานแล้ว
—แท้จริงแล้วการเพิ้มพลังให้กับร่างกายทั้งกายธาตุและกายทิพย์นั้นนักปฎิบัติสามารถทำให้ตนเองด้วยตนเองได้ หรือจะรับจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยตรงก็ได้ หรือจะรับจากผู้มีใจสูงก็ได้ ดังนี้
*การเพิ่มพลังให้ตนเอง
—สมัยโบราณนั้น นักฝึกฝนได้ทำการเพิ่มพลังให้แก่อวัยวะสำคัญต่างๆของตนเองด้วยพลังจิต โดยทำให้จิตเข้มข้นด้วยการกำหนดสติแล้วเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่ใกล้อวัยวะสำคัญเหล่านั้น เพื่อกระตุ้นให้ทำงานดีและมีพลังโดยสมควร
—การฝึกจิตแบบนี้เป็นการฝึกจิตแบบดั้งเดิมของผู้มีใจสูงทั่วโลก ซึ่งชนโบราณได้ค้นพบว่าจุดต่างๆในร่างกายนั้น ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อจิตใจและร่างกายมากดังนี้
*จุดกลางกระหม่อม
—จุดกลางกระหม่อม หรือส่วนบนสุดของศรีษะ จุดนี้เป็นจุดที่คลายอารมณ์คลายความตึงตัวที่ดี เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญญาญาณและสติปัญญา เกิดความปีติแจ่มใสได้ง่าย ให้กำหนดความรู้ตัวที่นี้ให้แจ่มชัด
*จุดหว่างคิ้ว
—จุดหว่างคิ้วนี้เป็นจุดตื่น ทำให้ตื่นตัวได้ง่าย และมีประโยชน์ในการรวมพลังส่งไปให้ผู้อื่น กำหนดจิตไว้ที่นี้อย่างนุ่มเบาและมั่นคง อย่างเพ่งแรง ถ้าเพ่งแรงจิตจะตึง อาจมึนศรีษะได้ จำไว้ปฎิบัตินุ่มเบาและมั่นคง
*จุดที่ตา
—จุดที่ตา เป้นจุดที่หากประคองความรู้ตัวโดยไม่เพ่ง ไม่บีบจุดนี้จะทำให้เกิดจิตตานุภาพ ตานี้จะเป็นหน้าต่างของจิตใจ อาการทางตาเป็นยังไงจิตมักเป็นอย่างนั้น สังเกตดู ถ้าตารู้สึกตึงแสดงว่าจิตใจเรายังตึงตัวอยู่ ให้แผ่เมตตาออกไปจนรู้สึกเป็นที่สบาย
*จุดปลายจมูก
—จุดปลายจมูกนี้ จะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปีติ ซาบซ่านได้ง่ายแต่ควรระมัดระวัง อย่าใช้ตาไปเพ่งดู ให้ใช้ความรู้ตัวรู้อยู่ตรงนั้น
*จุดเหนือลูกกระเดือก 2 นิ้ว
—จุดนี้ จะใกล้จุดที่รับรสต่างๆ ของลิ้นมาก เวลาหิวถ้าทำจุดนี้ให้สงบความหิวจะหายไป
*จุดใต้ลูกกระเดือก 2 นิ้ว
—ฐานนี้เป็นภวังค์ของการหลับ ไครมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับให้ประคอความรู้ตัวไว้ที่นี้ จนเป็นที่สบาย ค่อยๆ ผ่อนควายกำหนดตัวเองให้หลับได้ง่าย สังเกตดูเมื่อประคองจิตมาไว้ตรงนี้จะรู้สึกเคลิ้ม
*จุดที่หัวใจ
—จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดคือจุดที่หัวใจ จุดนี้เป็นจุดแห่งความรู้แจ้งใหม่ๆ จะเห็นการเต้นของหัวใจได้ชัดผ่อนคลายอาการที่หัวใจนั้น ให้สงบระงับและประคองให้อยู่ในจิตเอง ให้มีสติ จิตรู้จิต จิตรู้ใจ เมื่อมาอยู่ตรงนี้คราใดจะมีความเบิกบานแจ่มใส มีแสงสว่างไสวอยู่ตรงนั้น ประคองไว้ให้มั่น ฐานนี้เป็นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นฐานที่ตั้งของใจโดยตรง ไม่ว่าจะฝึกจิตในอริยาบถใดก็ตามให้สังเกตและตั้งความรู้ตัวไว้ตรงนี้เสมอๆ
*จุดเหนือสะดือ
—จากนั้นขยับมาที่จุดเหนือสะดือประมาณ 2 นิ้ว หรือจุดก้นกบนั้นเอง จุดนี้เป็นจุดที่ให้ความกระปรี้กระเปร่า ความสดชื่นได้ดี เพราะเมื่อกำหนดจุดนี้ จะทำให้หายใจทั่วปอด เป็นจุดที่ทำให้เกิดปีติ จึงเป็นจุดที่พวกฟๅษีชีไพรติดกันมาก เชื่อว่าเป็นจุดที่นำไปสู่ความสำเร็จแต่จริงๆแล้วยังไม่ใช้ เพียงเป็นจุดที่ให้ความสุขอันละเอียด พึงระวังอย่าเพ่งอย่าบีบจิตฐานนี้จะทำให้ดิ่งจิตเข้าสู่ความสงบ ปล่อยให้คลายไปเลย
*จุดสะดือ
—เมื่อประคองความรู้วจนได้ความสงบพอสมควรแล้ว ต่อไปค่อยๆประคองความรูตัวมาไว้ที่สะดือ ที่สะดือเป็นจุดเริ้มต้นที่นำอาหารและอากาศมาล่อเลี้ยงร่างกายสมัยเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ดังนั้น ประคองความรู้ตัวให้แจ่มใส เมื่อแจมใสได้ดีแล้ว จะเห็นขบวนการต่างๆ ของร่างกายภายในได้ชัดเจน
*จุดใต้สะดือ
—จุดต่อไปนี้เป็นจุดใต้สะดือสองนิ้ว เอาความรู้ตัวไปอยูที่นั้นอย่างสงบ น่มนวลและแผ่วเบา อย่าเพ่งอย่าบีบจิต ฐานนี้จะทำให้ดิ่งไปสู่ความสงบปแล่อยดิ่งไปเลยจนเป็นที่สบาย
*จุดก้นกบ
—จุดต่อไปนี้ให้กำหนดความรู้ตัวไว้ที่ก้นกบ จุดนี้เป็นจุดรับน้ำหนักของเราในขณะนี้ เป็นจุดที่สร้างความรู้สึกทางกายได้ชัด จะเกิดความเสียวซ่านไปยังประสาทส่วนต่างๆทำให้กำหนดความรู้ตัวทั่วพร้อมได้ง่าย
*จุดท้ายทอย
—ให้ประคองความรู้ตัวจากก้นกบขึ้นไปตามกระดูกสันหลัง ถึงตรงรอยต่อของกระดูกสันหลังกับสมองใกล้ Medulla Oblongataภาษาฤๅษีเรียกศูนย์วิสุทธิจักร จุดนี้เหมือนกับหัวเทียนในร่างกายของคนจะ spark พลังต่างๆมากมาย ถ้าทรงสติ ณ จุดนี้ให้มั่นคงต่อเนื่องจนเป็นสมาธิและผ่อนคลายให้โปร่งว่างสบายแล้ว กระบวนการสร้างพลังจะราบรื่นและสามารถดูดพลังละเอียดในบรรยากาศมาบริโภคได้ เช่น อีเธอร์หรือโอโซนในบรรยากาศ หรือรังสีทิพย์ในมิติทิพย์ เป็นต้น
—นั้นคือเทคนิคการเพิ้มพลังในตนด้วยตนเอง ซึ่งนักปฎิบัติตามพงไพรนิยมใช้กันเป็นประจำ
—แต่หากพลังของตนมีไม่พอ เพราะดูแลตัวเองไม่ดี ไม่บริหารเลยอาจเชิญพลังของศาสดาหรือครูบาอาจารย์ที่ตนนับถือ(ศาสนาไหนก็ได้)มาโปรดตนก็ได้….
เรกิ ( เรกิระดับหนึ่ง ใช้รักษาตัวเองเท่านั้น )
ความหมายเรกิ
เรกิเป็นภาษาญี่ปุ่น “เร” อาจหมายถึง ความรู้ทางจิตธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ พลังจิตแห่งจักรวาล พลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ หรืออาจหมายถึง องค์ความรู้ของพระเจ้าต่อสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อการเข้าใจความเป็นคนเราอย่างสมบูรณ์ ส่วน “กิ” หมายถึง พลังชีวิต (life force) มีความหมายเช่นเดี่ยวกับ ฉี ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาสันสกฤต หรือมานา ในภาษาดั้งเดิมของฮาวาย
เรกิ หมายถึง พลังชีวิตแห่งจักรวาล (universal life force) โดยมี “เร” ทำหน้าที่ในการนำทางพลังชีวิตที่เรียกว่า “กิ” ไปสู่การปฏิบัติ แนวความคิดของผู้ปฏิบัติระบบนี้เชื่อว่าเรกิมีคุณสมบัติที่จะนำตัวเองในการทำงาน หรือพลังเรกิมีปัญญาแห่งตนที่ไม่ตอบสนองต่อการเหนี่ยวนำหรือความสุขุมด้านจิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติเรกิผู้ปฏิบัติไม่ต้องใช้จิตเพื่อชี้นำพลังไปตามบริเวณที่บำบัด
ในปัจจุบันพบว่ามีผู้เยียวยาหลายคนที่ใช้พลังบำบัด แต่เป็นเพียงการใช้พลังชีวิตทั่วคือ กิ ในการเยียวยา การบำบัดโดยใช้ “กิ” นั้น เกิดจากจิตผู้ปฏิบัติเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของพลัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ระบบเรกิผู้ปฏิบัติที่ใช้พลังเทคนิคการบำบัดด้วยพลังรูปแบบอื่นสามารถเรียนรู้ระบบเรกิได้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบำบัด จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าบุคคลเหล่านี้เมื่อเรียนรู้ระบบเรกิเพิ่มเติมสามารถพัฒนาการรับรู้พลังที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความแตกต่างของเรกิจากระบบการบำบัดอื่นคือ ระบบการถ่ายทอดความรู้เรกิ กล่าวคือ ผู้ศึกษาต้องได้รับปรับพลังเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับแหล่งพลังงานเรกิที่มีอยู่ในจักรวาล
เรกิไม่ใช่ศาสนา เรกิเป็นเรื่องของจิตที่เป็นธรรมชาติ
เรกิจึงไม่ใช่หลักการด้านศาสนาหรือลัทธิ ไม่มีความเชื่อหรือระบบพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อเชิงศาสนาเดิมเมื่อตัดสินใจเรียนรู้เรกิ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความศรัทธาตามศาสนาที่ตนนับถือให้ข้อมูลว่าพวกเขามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติตามความเชื่อมากขึ้นเมื่อเรียนรู้และฝึกการบำบัดระบบเรกิอย่างสม่ำเสมอ
เรกิไม่มีอันตราย การค้นคว้าเอกสารและประสบการณ์การใช้เรกิไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวกับอันตรายหรือ
ภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดระบบเรกิ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้สั่งการเยียวยาใด ๆ และไม่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา เพราะผู้ปฏิบัติไม่ใช่ผู้รักษา แต่เป็นเพียงช่องทางให้พลังเรกิผ่านไปยังผู้ป่วยเพื่อให้เกิดการปรับสมดุลในร่างกายของผู้ป่วย
พลังไม่เคยถอย เนื่องจากการเยียวยาด้วยระบบเรกิ
ผู้ปฏิบัติเป็นเพียงช่องทางที่พลังเรกิจากบรรยากาศทั่วไปในจักรวาลไหลผ่านเพื่อไปสู่ผู้รับพลังเรกิ
พลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถูกใช้ในการเยียวยา ดังนั้นพลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถดถอย ผู้ปฏิบัติไม่ปรากฎอาการอ่อนเพลียหลังจากเยียวยา และสามารถรักษาผู้ป่วยได้ต่อเนื่องหลายคน ซึ่งแตกต่างจากการรักษาโรคด้วยพลังแห่งชีวิต
กล่าวโดยสรุปการเยียวยาด้วยระบบเรกิมีลักษณะเด่นคือ
1. การเป็นผู้ปฏิบัติเรกิเกิดจากครูผู้สอนปรับร่างกายของผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถใช้เรกิในการเยียวยา ทำให้ทุกคนสามารถเรียนเรกิได้
2. ผู้เรียนไม่ต้องฝึกสมาธิ หายใจ หรือกิจกรรมอื่นเป็นระยะเวลานาน ต่อเนื่องเพื่อพัฒนาศักยภาพเป็นผู้ปฏิบัติเรกิ
3. พลังเรกิเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงสามารถไหลเวียนหรือเคลื่อนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกายที่มีการขาดความสมดุลของพลังงานได้อย่างอัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องใช้จิตเป็นตัวนำเพื่อส่งผ่านพลังไปรักษา
4. เรกิไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติและผู้รับการเยียวยา
5. ผู้ปฏิบัติเรกิเป็นเพียงท่อส่งผ่านพลัง การเยียวยาจากระบบเรกิไม่ใช้พลังจากผู้เยียวยาทำให้เมื่อสิ้นสุดการรักษาผู้ปฏิบัติไม่เสียพลังหรือมีอาการอ่อนเพลีย
เรกิเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิต การปฏิบัติเรกิสม่ำเสมอช่วยให้กายจิตเป็นหนึ่ง เมื่อเกิดความสงบทางจิตผู้ปฏิบัติเข้าใจความสัมพันธ์แห่งชีวิต ช่วยเกิดการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตประจำวันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
——————————
( เรกิขั้นที่หนึ่ง )
ในเบื้องต้นแล้ว
เร กิ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรบใช้เสริมการรักษาโรคร่วมกับวิธีทางการแพทย์แผน ปัจจุบัน โดยป่วยสามารถบำบัดโดยเรกิ ด้วยตัวเองโดยส่งผ่านพลังจากจักรวาลเข้าสู่จักระทั้ง 7 จุดในร่างกาย อันได้แก่ 1.กระหม่อม (crown chakra) 2.หว่างคิ้ว (3rd eye chakra) 3.คอ (throat chakra) 4.หัวใจ (heart chakra) 5.ลิ้นปี่ (solar plexus chakra) 6.ส่วนท้อง ใต้สะดือลงไป 2 นิ้ว (sacral chakra) 7.อวัยวะเพศ (root chakra)
และต่ำแหน่งต่างๆที่ร่างกายเจ็บป่วยเพื่อปรับ
สมดุลทางเคมี ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ
โดยส่งผ่านพลังนั้นทางฝ่ามือไปที่เป้าหมายเพื่อให้คลื่นพลังไหลเวียนทั่วร่างกายผู้ป่วย ใช้เวลาราว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยของแต่ละคน
( จบเรกิขั้นที่หนึ่ง )
————————-
เร กิ เป็นการบำบัดที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นตรงที่ไม่ใช่ศาสนา หรือลัทธิ ไม่มีข้อห้าม ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการบำบัด สิ่งเดียวที่ผู้ทำเรกิและผู้รับการบำบัดต้องมี คือ ความเชื่อในพลังธรรมชาติและยึดกฎ 5 ข้อ (Principle of Reiki) อันเป็นแนวปฏิบัติซึ่งคล้ายคลึงกับคำสอนในพุทธศาสนา ได้แก่
1. วันนี้ฉันขอบคุณต่อสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต
( เป็นการกลับความคิดจากลบเป็นบวก
เป็นการปรับพลังเข้าสู่พลังบวก )
2. ฉันจะไม่โกรธ ( กำหนดผ่อนคลาย ปล่อยวาง
ใช้ปราณยามาปรับอารมณ์ เป็นการยกระดับ
คลื่นความถี่ในตัว)
3. ฉันจะไม่กังวล ( กำหนดผ่อนคลาย ปล่อยวาง
ใช้ปราณยามาปรับอารมณ์ เป็นการยกระดับ
คลื่นความถี่ในตัว))
4. ฉันทำงานอย่างสัตย์ซื่อ โดยเริ่มจากความคิด
หากปรากฏความไม่บริสุทธิ์ ให้หาทางชำระ
ก่อนที่ความคิด จะกลายเป็นการกระทำและคำพูด
ที่ไม่สัตย์ซื่อออกมา
ในอัษฏางค์โยคะ ของปตัญจลี กล่าวว่า หากเราตั้งมั่นในความสัตย์ซื่ออย่างมั่นคงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับการคงความหลอกลวงไว้ แล้วเมื่อนั้นเราก็จะก้าวห่างออกจากความหลงไปเรื่อยๆและเข้าใกล้พระเจ้าในที่สุด
5. ฉันจะมีรัก ( Love ) ต่อทุกสรรพชีวิตบนโลก เป็น
การใช้พลังความถี่สูงเพื่อปรับ DNA และ บำบัดด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า อย่างไรก็ดี พลังแห่งความรัก
ต้องประกอบ จาก ความจริง สติ ปัญญา และอุเบกขา
เพื่อไม่เป็นความหลงและเป็นเครื่องมือให้มารมาอาศัย
เพื่อทำความชั่ว
โดยกฎทั้ง 5 ข้อมีพื้นฐานสำคัญว่าต้องอยู่กับปัจจุบันขณะไม่กังวลเรื่อง อนาคต หรือจมอยู่กับอดีต
ผนวกกับการทำสมาธิด้วยปราณยามาถือเป็นฐาน
แห่งพลังเรกิ
นอกจากนี้ยังพบว่า การทำสมาธิด้วยปราณยามา
จะทำให้เกิดการตระหนักรู้นำไปสู่การปล่อยวาง
ตัวตนเป็นลำดับ ส่งผลให้พลังจักรวาลเรกิไหล
ผ่านได้มากขึ้น ไม่ติดขัด
อีกทั้งยังพบว่า การเจริญสติ และการดำรงจิตในปัจจุบันสามารถบำบัดอาการโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย
ดั่งถ้อยคำ
ตามพระวจนะแห่งพระพุทธเจ้า
“วิธีทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงนั้น คือการหยุดที่จะโหยหาถึงอดีต และวิตกเรื่องของอนาคต จงอยู่กับปัจจุบัน กับคนที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับปัจจุบันขณะ อย่างมีสติและความเข้าใจ แบบนั้นจิตใจจะเข้มแข็ง”
– พระพุทธเจ้า –
และ
ตามรายงานในหนังสือ Mindfulness Base
Cognative Therapy for Depression
( 2001) ของซีกัลล์ วิลเลี่ยมส์ และ ทีแอสเดล
ในการบำบัดรักษาด้วยเรกิจะเห็นได้ว่ามีความคล้าย
กัยการใช้พลังกายทิพย์รักษาซึ่งสามารถนำมาผสมผสานร่วมกันในการรักษา
แต่เพิ่มกฏห้าข้ออันเป็นตัวสร้างความถี่ของ
ผู้ฝึกเพื่อเชื่อมโยงกับพลังจักรวาลด้วยกฏแห่ง
การสั่นสะเทือนตามกฏแห่งจักรวาลอันจะะ
ทำให้ผู้ฝึกรับพลังจักรวาลอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
และหากผนวกศาสตร์กายทิพย์ว่าด้วยคลื่นความถี่สูง
อันเกิดจากพลังแห่งความจริง ( True ) อันเกิดจากกฏจักรวาลว่าด้วยการสั่นสะเทือน ความเชื่อ ( Trust )
ผ่าน คำอธิษฐาน และ คำพูดด้วยความเชื่อมั่น อันเป็นพลังแห่งจิต ที่ว่าพลังเคลื่อนที่ด้วยพลังจิต
ความหวัง ( Hope ) ผ่านพลังแห่งจินตภาพและ ความรัก ( Love ) ที่ปราศจากเงื่อนไข แล้ว ย่อมสามารถใช้พลังที่มีความถี่สูงอันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อปรับสนามแม่เหล็กในตัวเราผ่านจักระได้ ร่วมกับศาสตร์เรกินั่นเอง
นอกจากนี้ เรกิยังเพิ่มเทคนิคในการรักษาอื่นๆเช่น
การฝึกสัมผัสพลัง
การกวาดพลัง สแกนด์พลัง
การสบัดมือทิ้งพลังลบภายหลังจากสแกนด์พลัง
และใช้ฝ่ามือส่งพลังเรกิ
การอธิษฐานขอให้พลังเรกิรักษา และปกป้องคุณจาก
พลังลบและพลังในฝ่ายมืด
การชำระจักระและการเพิ่มพลังให้จักระ
การใช้พลังเรกิรักษา ที่จักกระผ่านผ่ามือ
การใช้พลังเรกิรักษาด้วยทางไกล
การปรับสมดุลจักระ
การเชื่อมจักระเพื่อปรับสมดุล
การกล่าวขอบคุณต่อพลังเรกิ ภายหลังจากการรักษา
การปิดพลัง ให้กอดอก เอาเท้าไขว้กัน นึกถึงพลังแสงสีขาวที่ห่อห้มคุณไว้เหมือนดั่งว่าคุณอยู่ในรังไหม ดัวคุณเป็นดักแด้ที่อยู่ในรังนั้น
( พลังไหมฟ้า )
การฝึกลมปราณเชิงลึกเพื่อเพิ่มพลังการรักษา
การใช้พลังจากคริสตัลร่วมกับการรักษา การใช้คริสตัลวางลงบนผู้ป่วยโดยตรง หรือ ภายในขอบเขต
ออร่าของผู้ที่ต้องการบำบัด หรือการใช้คริสตัลที่
อยู่ในรูปเครื่องประดับ
วิธีการเพิ่มพลังจักระด้วยอัญมณี สามารถทำได้โดยการกำอัญมณีที่สีตรงกับจักระที่เราต้องการเพิ่มพลังไว้ในมือพร้อมๆ กับ เพ่งสมาธิไปที่จักระนั้นๆ อย่างแน่วแน่ จะช่วยส่งผลให้สีของจักระนั้นๆ เข้มมากขึ้น อันเป็นการบ่งบอกถึงจำนวนพลังของจักระที่เพิ่มขึ้น
อนึ่งในการเพิ่มพลังจักระด้วยการใช้อัญมณีจะมี
ความรู้สึกร้อนและเนื้อเต้นหนึบตรงมือที่กำอัญมณี
ศาสตร์พลังธรรมชาติบำบัดร่วมกับการรักษา
ด้วยพลังเรกิ
มณีรุ้ง ณ แดนสรวง
ข้อมูลสำคัญ
เทคนิคการชำระจักระ สามารถทำได้ดังนี้
1. ตั้งสมาธิแล้วกำหนดนิมิตรเป็นดวงแสงรูปทรงกลมสีขาวนวลขึ้นที่จักระที่ 1
2. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 2 แล้วกำหนดนิมิตรเป็นดวงแสงรูปทรงกลมสีขาวนวลขึ้นตรงจักระ 2 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีนวลปรากฎขึ้นพร้อมกัน 2 ดวงตรงจักระ 1 และ 2
3. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 3 แล้วกำหนดนิมิตรเป็นดวงแสงรูปทรงกลมสีขาวนวลตรงจักระ 3 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีขาวนวล ปรากฎขึ้นพร้อมกันที้ง 3 ดวงตรงจักระ 1, 2 และ3
4. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 4 แล้วกำหนดนิมิตเป็นดวงแสงรูปทรงกลมสีขาวนวลขึ้นตรงจักระ 4 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีขาวนวลปรากฎขึ้น พร้อมทั้ง 4 ดวง ตรงจักระ 1, 2, 3 และ 4
5. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 5 แล้วกำหนดนิมิตรเป็นดวงแสงสีขาวนวลขึ้นตรงจักระ 5 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีขาวนวลปรากฎขึ้นพร้อมกันที้ง 5 ดวง ตรงจักระ 1, 2, 3, 4 และ 5
6. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 6 แล้วกำหนดนิมิตเป็นดวงแสงสีขาวนวลตรงจักระ 6 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีขาวนวลปรากฎขึ้นพร้อมกันตรงจักระ 1, 2, 3, 4, 5 และ 6
7. เลื่อนสมาธิไปที่จักระ 7 แล้วกำหนดนิมิตเป็นดวงแสงสีขาวนวลตรงจักระ 7 หลังจากนั้นให้นึกถึงดวงแสงสีขาวนวลปรากฎขึ้นพร้อมกันตรงจักระ 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 เพ่งสมาธิให้แน่วแน่ที่จักระทั้ง 7 แล้วพลังธรรมชาติจะไหลเข้าสู่กายทิพย์สว่างไสวเป็นแสง 7 ชั้น 7 สี ยังผลทำให้เกิดความสุขและความสงบขึ้น
8. เพ่งสมาธิไปที่จักระ 1 พร้อมๆ กับทำนิมิตเป็นดวงแสงสีขาวนวลตรงจักระ 1 อีกครั้ง
9. เคลื่อนดวงแสงของจักระ 1 มาอยู่รวมกับดวงแสงสีขาวนวลตรงจักระ 2 ดวงแสงทั้ง 2 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งของจักระ 2
10. เคลื่อนดวงแสงของจักระ 1 และ 2 มาอยู่รวมกับดวงแสงของจักระ 3 ดวงแสงทั้ง 3 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งของจักระ 3
11. เคลื่อนดวงแสงของจักระ 1, 2 และ 3 มาอยู่รวมกับดวงแสงของจักระ 4 ดวงแสงทั้ง 4 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งของจักระ 4
12. เคลื่อนดวงแสงของจักระ 1, 2, 3 และ 4 มาอยู่รวมกับดวงแสงของจักระ 5 ดวงแสงทั้ง 5 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งของจักระ 5
13. เคลื่อนดวงแสงของจักระ 1, 2, 3, 4 และ 5 มาอยู่รวมกับดวงแสงของจักระ 6 ดวงแสงทั้ง 6 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งจักระ 6
14. เคลื่อนดวงแสงของจักระที่ 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 มารวมกับดวงแสงของจักระ 7 ดวงแสงทั้ง 7 ดวงอยู่ ณ ตำแหน่งของจักระ 7 แล้วจะเห็นเป็นแสงสีขาวสว่างเจิดจ้ามาก
15. กำหนดจิตปล่อยแสงสีขาวที่รวมอยู่ตรงจักระ 7 ให้ไหลลงมาอาบทุกเซลล์ของร่างกายแล้วไหลสู่เส้นโลหิตที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายจากนั้นปล่อยให้แสงไหลลงสู่พื้นปฐพีในที่สุด แสงที่อาบร่างนี้จะช่วยชำระล้างจักระต่างๆ ทำให้สีสดใส
อนึ่ง การทำความสะอาดจักระจะช่วยชำระล้างจักระต่างๆทำให้สีสดใส ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง เพราะถ้าทำบ่อยจะทำให้รู้สึกหนาวสั่นได้ ส่วนสถานที่ที่เหมาะสำหรับการทำความสะอาดจักระ คือห้องที่มีแสงสลัว
จักระที่หมุนเร็วและแรงย่อมมีสีชัดเจนสดใสเจิดจ้าและแวววาว ฉะนั้นการเติมพลังให้จักระนอกจากสามารถทำได้ด้วยท่าบริหารต่างๆ แล้ว เรายังสามารถใช้วิธีเพิ่มสีของจักระได้โดยตรง เมื่อสีจักระชัดเจนมากขึ้น นั้นหมายถึงจักระหมุนเร็ว และแรงขึ้น วิธีอัดจักระหรือเพิ่มสีให้แก่จักระสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. ตัดกระดาษสีต่างๆ ตามสีของจักระทั้ง 7 ให้เป็นวงกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 – 5 นิ้ว
2. นำวงกลมกระดาษสีทั้ง 7 สีติดบนฝาผนังห้องในระดับสายตา โดยติดเรียงลำดับสีของจักระที่ 1 2 3 4 5 6 และ 7 (แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน และ ม่วง) การเรียงจะเรียงแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได้
3. นั่งเพ่งดูสีของจักระที่ต้องการอัด ทำสมาธิพร้อมๆ กับจินตนาการดึงสีนั้นเข้ามาอยู่ในจักระที่กำลังทำการอัดสี และจินตนาการให้เห็นสี-แสงของจักระนั้นโชติช่วงแจ่มใส
4. ทำเช่นนี้ให้ครบทั้ง 7 จักระ
5. ทำบ่อยๆ จนกว่ามีความรู้สึกว่า ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาก็ยังคงเห็นสีของจักระต่างๆ อยู่ในความทรงจำ
ส่วนสถานที่ที่เหมาะสำหรับทำการอัดสีของ
จักระนั้น ควรเป็นห้องที่มีแสง แต่ต้องมีแสงน้อยหรือแสงสลัว ทั้งนี้เพราะจะทำให้สามารถเห็นสีได้อย่างถูกต้อง (ไม่หลงสี) และเห็นสีที่คงที่
สาเหตุแห่งอาการของจักระที่เสื่อมมีหลายลักษณะ อาทิ หมุนช้าลง เป็นต้น อาการเสื่อมของจักระเหล่านี้เกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1. สาเหตุมาจากความเจ็บป่วยทางร่างกายส่งผลทำให้จักระหมอง
2. ความเครียด ความกดดัน และความคิดในทางชั่วร้าย
3. ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม
4. ไม่ได้เพิ่มพลังจักระอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
5. การใช้อำนาจจิต
6. การใช้นิ้วมือขยี้จักระให้หมุนกลับ (ทวนเข็มนาฬิกา) ซึ่งอาจเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์
“จักระ” นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของการตำรงชีวิตของมนุษย์ การเข้าถึงธรรมชาติและการทำงานของจักระต่างๆ ของกายทิพย์ ทำให้เราสามารถดูแลรักษาจักระได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงได้ไม่ยากเลย
ความสำเร็จของการดูแลรักษา สุขภาพของชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายประการดังนี้
การหมั่นเพิ่มพลังจักระ พลังจักรวาลจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามต้องประกอบไปด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้
1. มีสมาธิที่แน่วแน่
2. หมั่นเพิ่มพลังให้แก่จักระทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง (เช้า – เย็น) อย่างต่อเนื่อง
3. สถานที่เพิ่มพลังจักระมีลักษณะโล่งโปร่ง มีหญ้าและมีต้นไม้ใหญ่ (สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งพลังธรรมชาติที่สั่งสมไว้ออกมาให้ด้วย) พื้นแห้งสนิท และมีแสงสว่าง ถ้าถอดรองเท้าในขณะที่เพิ่มพลังจักระจะเป็นการดียิ่ง (ที่ฝ่าเท้ามีจักระเช่นกัน)
4. หลังที่ตั้งตรงจะช่วยให้การเดินปราณมีประสิทธิภาพ
“ปุ๋ย” เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความงอกงามของมวลพฤกษชาติฉันใด “ความเพียร” ย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสุขภาพของชีวิตของมวลมนุษย์ชาติฉันนั้น…เช่นเดียวกัน ในการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อนบางครั้งต้องใช้ความกล้าหาญและความเสี่ยงที่จะเรียนรู้ด้วยตัวของเราเอง
ชี่กงจักรวาล ( ชีกงที่ไร้กระบวนท่า )
ศาสตร์แห่งพลังชีวิตที่น้อมพลังชีวิตในจักรวาล
เข้าสู่กาย ที่อาศัยหลักการเคลื่อนพลังในจักรวาล
เป็นตัว เหนี่ยวนำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวไปตามกระแส
แห่งพลังทำให้ผู้ฝึกสัมผัสกระแสพลังในจักรวาลได้
เป็นการเรียนรู้ถึงกระแสพลังในจักรวาล
นอกเหนือไปจากการฝึกพลังทั่วไป
การฝึกพลังชีวิต(ชี่กง)จากจักรวาลมีประโยชน์
การฝึกพลังชีวิตเป็นการฝึกเพื่อเพิ่มพูน
พลลานุภาพให้แก่ชีวิตของมนุษย์ เป็นประโยชน์แก่ตนเอง จนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย
ในหลักการ เมื่อผู้ฝึกได้เพิ่มพูนสะสมพลังชีวิตได้อย่างสูงแล้ว พลังจะกระทำหน้าที่ทำให้เซลล์ชีวิตทุกเซลล์ในร่างกายเรียงตัวกันเป็นระเบียบอย่างเข้มแข็ง มีความแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพสูง สมองมีพลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เ ส้นประสาททุกระบบมีความฉับไว
แข็งแรง กลไกอัตโนมัติในร่างกายตื่นตัว ทำงานอย่างเข้มแข็ง ความไม่เป็นระเบียบจากโรคภัยหรือบาดแผลให้กลับเป็นระเบียบ ขับไล่ เบียดโรคภัยให้หลุดไปจากเซลล์ชีวิต
เหตุผลที่กล่าวแล้ว การฝึกพลังปราณ(ชี่กง)เพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิต จึงสามารถต้านทานขจัดขับไล่โรคภัยได้แทบทุกโรค อาการที่พบว่าสามารถขจัดได้ในระยาเวลาอันสั้นได้แก่ โรคหวัด ภูมิแพ้ ปวดท้อง ปวดเมื่อย
เคล็ดขัดยอก บาดเจ็บต่างๆ ส่วนโรคต่างๆ ทั่วไปการที่จะขจัดให้หายได้นั้นมีปัจจัยอยู่หลายอย่าง เช่น
– อาการของโรค หนัก เบา เรื้อรัง
– การรับพลังของผู้ฝึก หากตั้งใจจริง ขยันฝึกจะรับพลังได้มาก
– การปฏิบัติการไม่นำพาไปสู่โรคภัยหรือความอ่อนแอ
หากผู้ฝึกพลังภายในมีความเข้าใจ เชื่อมั่น ตั้งใจ ขยันขันแข็งในการฝึก จะเกิดผลดีอย่างสูง ดังตัวอย่างการฝึกพลัง ที่มีให้เห็นอย่างมากมายแล้ว
ที่มาของการฝึกพลังชีวิตจากจักรวาล “ชี่กงจักรวาล”
ตลอดเวลาของชีวิตหลายสิบปีย้อนหลัง นับจากปัจจุบันนี้คือปี 2544 ผมได้สนใจศึกษาปฏิบัติเรื่องราวเกี่ยวกับจิต, สมาธิ, พลัง มาโดยตลอด เพื่อหวังบรรลุถึงพลัง ที่จะสร้างเสริมชีวิตให้แข็งแกร่ง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนจิตเปี่ยมด้วยความสุข ได้ฝึกฝนโยคะในอาสนะ มากมายหลายท่วงท่า โดยแต่ละอาสนะนั้น โยคะก็บรรยายถึงสรรพคุณอันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายหลากหลายประการ สิ่งที่ได้รับดูเหมือนจะเป็นการออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้ระดับหนึ่ง จิตมีสมาธิในระดับต้น สิ่งที่คาดหวังถึงพลังชีวิต ไม่เห็นทางที่จะปรากฏขึ้นอย่างใด
ได้ฝึกฝนชี่กง ไท้เก็ก เริ่มต้นศึกษากระบวนท่าและปฏิบัติตามกระบวนท่าซึ่งในตำราชี่กงไท้เก็กโดยทั่วไป และตามสวนสาธารณะต่างๆที่ผู้คนได้ฝึกฝนปฏิบัติกัน ก็จะสอนกันเฉพาะกระบวนท่า อาจมีการอธิบายสรรพคุณของกระบวนท่าบ้าง ได้ฝึกฝนปฏิบัติเป็นเวลานาน ยังไม่สามารถบรรลุถึงพลัง ซึ่งตามหลักวิชาชี่กง อธิบายว่า เมื่อฝึกฝนเกิดพลังชี่แล้ว พลังจะไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณของร่างกาย เพื่อสร้างร่างกายให้แข็งแรง มีพลังชีวิตสูง ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ได้ศึกษาปฏิบัติในวิชาพลังจักวาล ซึ่งได้รวมเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ การเปิดจักระรับพลัง การส่งพลังออกไป ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อได้ศึกษาปฏิบัติ ผลปรากฏสามารถเปิดจักระรับพลังได้จริง สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะจักระ 6 และ 7 สามารถรับพลัง ส่งพลังได้ แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้ร่างกายแข็งแกร่งได้ทั้งระบบ โรคภัยไข้เจ็บประจำตัวก็ยังคงมีอยู่ รู้สึกได้ว่าแข็งแรงมีพลัง ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
จุดมุ่งหมายของการ ฝึกพลังในศาสตร์แห่งพลังของโลกทุกศาสตร์
เพื่อที่จะให้ผู้ฝึกบรรลุถึงพลัง ซึ่งมีคุณค่าแก่ชีวิตตามที่ได้กล่าวแล้ว ในแต่ละศาสตร์มีวิธีการฝึกฝนแตกต่างกันออกไป จนถึงในที่สุดก็สามารถบรรลุถึงเป้าประสงค์ได้ บางศาสตร์ก็ช้า บางศาสตร์ก็เร็ว บางคนก็ฝึกสำเร็จช้า บางคนก็ฝึกสำเร็จเร็ว ผมได้ศึกษาปฏิบัติมาแล้วในศาสตร์ต่างๆ ที่ได้สอนเรื่องพลังที่มีอยู่ในโลกนี้ จนกระทั่งรู้ เข้าใจ โดยแจ้งชัดว่าพลังคืออะไร สำคัญอย่างไร พลังมีอยู่ที่ไหน วิธีการจะสามารถสื่อรับพลังได้อย่างไร และการนำพลังใช้ประโยชน์แก่ชีวิตได้โดยวิธีใด จึงได้สร้างแนวทางการฝึกพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยมีหลักการตามลำดับ ดังนี้
1. ความหมาย คุณค่าของพลังชีวิต
2. ที่มาของพลังชีวิต
3. จักระที่สำคัญในการรับพลัง
4. วิธีการเปิดจักระรับพลัง
5. การฝึกฝนร่างกายด้วยกระบวนท่าพร้อมการรับพลัง
6. การใช้คุณค่าของพลังเพื่อประโยชน์แก่ชีวิต
จากการประยุกต์แนวทางใหม่ของการฝึกพลังนี่เองจึงทำให้ผู้เรียนฝึกพลังในแนวทางนี้สามารถบรรลุสื่อสัมผัสรับพลังได้อย่างรวดเร็ว นำไปใช้ประโยชน์แก่ชีวิตได้อย่างทันท่วงที โดยชื่อที่ปรากฏในวิชานี้ว่า “การฝึกพลังชีวิตจากจักรวาล” หรือผู้คนที่เข้ามาศึกษาปฏิบัติเรียกว่า “ชี่กงจักรวาล”
พลังชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด
พลังชีวิต, ปราณ, ชี่ คือ สิ่งเดียวกัน ภาษาไทยคือพลังชีวิต, ภาษาโยคีคือพลังปราณ, ภาษาจีนคือพลังชี่ เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ทางตะวันออก โยคี หรือ อาจารย์
ชี่กง ได้ค้นพบโดยการปฏิบัติกาย ปฏิบัติจิตมาเป็นระยะพันปีแล้วว่า ปัจจัยสำคัญในอันที่จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้นั้น นอกเหนือจากอาหาร, น้ำ, และอากาศ
ที่มีออกซิเจนแล้ว ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่าง
หนึ่งคือ พลังชีวิต
พลังชีวิตเป็นกลไก ทำให้ระบบทุกอย่างในร่างกายเช่น สมอง, หัวใจ, ระบบประสาทรับรู้, อวัยวะต่างๆในร่างกาย สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ หากขาดพลังชีวิตเมื่อใด ระบบต่างๆในร่างกายหยุดทำงานทันที นั่นคือปราศจากชีวิตหรือหากพลังชีวิตในร่างกายน้อย จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ ได้ง่าย หรือเรื้อรัง อายุสั้น ขาดความสุขในชีวิต หากพลังชีวิตในร่างกายสูง จะทำให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หน้าตาเปล่งปลั่ง คงความเป็นหนุ่มสาวได้นาน อายุยืน และมีความสุข
ดังนั้นปรมาจารย์ทางอินเดีย และจีนได้ค้นหาวิธีการที่จะเพิ่มพูนพลังชีวิตในกายมนุษย์ให้สูงส่ง ทางอินเดียค้นพบวิชาโยคะ เพื่อฝึกฝนเพิ่มพลังปราณ ทางจีนก็พบวิชาชี่กง เพื่อฝึกฝนเพิ่มพลังชี่ หรือพลังชีวิต การฝึกพลังจักรวาล การฝึกโยเร ก็มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน
พลังชีวิตมีอยู่ทั่วไปในจักรวาลนี้ ในบรรยากาศ อากาศที่มนุษย์หายใจเข้าไป ธรรมชาติที่สดชื่นรื่นรมย์ จะอุดมไปด้วยพลังชีวิต พลังชีวิตที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนมีสิทธิ์โดยเท่าเทียมกันที่จะใช้พลังชีวิตนี้
การฝึกพลังชีวิตจากจักรวาล(ชี่กงจักรวาล) เป็นวิธีการการเพิ่มพูนพลังชีวิตในกายให้สูงส่ง โดยง่าย และเวลาน้อยที่สุด
การฝึกพลังชีวิตจากจักรวาล(ชี่กงจักรวาล)
การฝึกพลังชีวิต(ชี่กง)จากจักรวาล คือการฝึกพลังภายใน(ชี่กง)อีกแนวทางหนึ่ง คุณประโยชน์ของการฝึก เช่นเดียวกันกับการฝึกพลังภายใน(ชี่กง) คือเป็นการเพิ่มพูนพลังชีวิตให้มีคุณภาพสูง เพื่อความแข็งแกร่งของชีวิต ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บและรักษาโรคภัยไข้เจ็บแทบทุกชนิด ตลอดจนสามารถเปล่งพลัง ช่วยรักษาความเจ็บป่วยให้แก่ผู้อื่นได้ แต่มีข้อแตกต่างในการฝึกต่างกันคือ
การฝึกพลังภายใน(ชี่กง)โดยทั่วไป ต้องศึกษากระบวนท่าต้องจดจำกระบวนท่าและการฝึกท่าต่อเนื่องต่างๆ ผู้ฝึกส่วนมากมักจำกระบวนท่าไม่ใคร่ได้ หรือต้องใช้เวลานานกว่าจะจำได้ หรือ ขี้เกียจจำกระบวนท่า ทำให้ผู้สนใจจำนวนมากฝึกพลังไม่สำเร็จ ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง การฝึกแบบเดิมนี้ ผู้ฝึกจะยังไม่ได้รับพลังที่สมบูรณ์แบบในระยะแรก จะได้รับพลังในระยะหลัง เมื่อการฝึกชำนาญกระบวนท่าแล้ว
การฝึกพลังชีวิต(ชี่กง)จากจักรวาล เป็นการฝึกทางลัดที่ให้ผลการรับพลังชีวิตจากจักรวาลโดยตรงทันทีที่เริ่มฝึก โดยศึกษาเทคนิคการรับพลังและปฏิบัติเมื่อรับพลังได้แล้ว พลังจะนำพาผู้ฝึกไปสู่กระบวนท่าต่างๆ ผู้ฝึกจะศึกษากระบวนท่าก่อนหรือไม่ต้องศึกษาก็ได้ ทำให้ย่นระยะเวลาการฝึกได้มาก ผู้ฝึกจะรู้สึกถึงพลังชีวิตที่รินไหลเข้ามาตลอดเวลาฝึก ผู้ฝึกเป็นจำนวนมากสามารถฝึกรับพลังได้เอง ทันทีที่อ่านหนังสือ
การฝึกพลังภายใน(ชี่กง)จากจักรวาล และปฏิบัติตามเทคนิคที่บอกเอาไว้
ทำไมการฝึกพลังภายใน(ชี่กง)จากจักรวาล
สามารถรับพลังได้ทันทีเมื่อเริ่มฝึก
โดยหลักการรับพลังได้นั้นจะต้องประกอบด้วย
1. จิต
2. สื่อรับพลังคือฝ่ามือทั้งสองข้าง มีจักระ 12 จุด
3. พลังชีวิตในจักรวาล
เมื่อเชื่อมสามสิ่งเข้าด้วยกันได้แล้ว พลังจะรินไหลเข้าสู่ผู้ฝึกพลัง สัมผัสได้ชัดเจนทุกคน โดยมีความรู้สึกซ่า หน่วงเหมือนไฟฟ้าสถิตที่ปลายนิ้วมือทั้งสิบ เมื่อเกิดการร่ายรำเป็นกระบวนท่ามากขึ้นพลังก็จะรินไหลมากขึ้น
การฝึกพลังภายใน(ชี่กง)โดยทั่วไปจะยังไม่สามารถรับพลังได้ทันทีตั้งแต่แรกเริ่มฝึก โดยเหตุผล ผู้ฝึกต้องใช้สมองจดจำกระบวนท่าต่างๆตามลำดับ ขณะฝึกต้องใช้สมอง สั่งการไปยังอวัยวะ คือมือทั้งสองข้างให้ปฏิบัติตามกระบวนท่า การปฏิบัติเช่นนี้จะตัดตอนการสื่อรับพลัง เปรียบเทียบเช่น หางเครื่องวงดนตรี นักแสดงนาฏศิลป์ต่างๆ ที่ร่ายรำฝ่ามือจะไม่เกิดการรับพลัง เพราะการใช้สมองจดจำและสั่งการอวัยวะ ให้ปฏิบัติกระบวนท่าร่ายรำ ไม่รู้หลักการเหตุผล ไม่ได้เปิดจักระมือทั้งสอง จึงรับพลังชีวิตไม่ได ้ในระยะแรกฝึก
จักระที่มือกับการรับส่งพลัง
เรื่องจักระในตัวมนุษย์นี้ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิได้เขียนตำรา หรือมีสำนักสอนมากมายแล้วในประเทศไทย ในชั้นนี้จึงขอสรุปโดยย่อ สำหรับบางท่านที่ยังไม่เคยได้ศึกษา จักระในตัวมนุษย์ หมายถึง จุดศูนย์รวมพลัง หรือวงล้อแห่งพลัง ซึ่งจะมีอยู่ทั่วร่างกาย ที่สำคัญ มีอยู่ 7 จุด และ ที่ฝ่ามือ ปลายนิ้วมือทั้ง 10 กลางฝ่ามือทั้งสอง จักระจะทำหน้าที่ดูดซับพลังชีวิตจากจักรวาล ควบคุมดูแลส่งกระจายพลังไปยังอวัยวะที่ควบคุมดูแลให้กลไกของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ดำเนินไปอย่างมีสมรรถภาพ จักระจะสามารถเปิดรับพลัง ส่งพลังอย่างสมบูรณ์ได้นั้นต้องกระทำควบคู่ไปพร้อมกับพลังจิต เช่น จักระ 7 ซึ่งอยู่กลางศรีษะ จะสามารถรับพลังจากจักรวาลได้ ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดจิตไว้ ณ จักระนั้น จักระ 6 ซึ่งอยู่กลางหน้าผากเหนือหว่างคิ้วเล็กน้อย จะส่งพลังได้ก็ต้องอาศัยพลังจิตเช่นเดียวกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ทุกคนก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง ถึงลักษณะการเต้น หมุน กระตุ้น ณ จักระนั้น
จักระที่นิ้วมือ ฝ่ามือก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะสามารถรับพลังส่งพลังได้ก็ต้องอาศัยจิต ผู้สามารถรับส่งพลังจากจักระมือได้ สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง
เช่นเดียวกับลักษณะที่เกิดขึ้นเมื่อรับพลังได้แล้ว คือ เกิดการชา, ซ่า, หรือหน่วง เหมือนไฟฟ้าสถิตที่ปลายนิ้วมือทั้ง 10 ค่อยขยาย ขึ้นไปทั้งแขน เมื่อรับพลังมากขึ้น
ดังนี้การที่ผู้ฝึกพลังปราณที่กำหนดจิตที่จักระมือ และเชื่อมกับกระแสพลังที่มีอยู่ในจักรวาล จึงสามารถรับพลังได้เร็ว สามารถบรรลุการฝึกพลังได้เร็วกว่า การฝึกที่ไม่ได้กำหนดจิตไว้ที่จุด หรือจักระ รับพลัง
การฝึกจิตฝึกพลังแนวทางใหม่ของโลก
ผมศึกษาปฏิบัติค้นคว้าจนกระทั่งพบวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงพลังแห่งชีวิตและการเข้าถึงสภาวะความสุขของจิต ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ของการปฏิบัติทางร่างกาย เพื่อพลังชีวิต ทางจิตเพื่อความสุข+สมาธิ ความจริงแล้วทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้วในโลกนี้ ปรมาจารย์จำนวนมากหลากหลายได้ค้นคว้าปฏิบัติ สั่งสอนสืบเนื่องตั้งแต่โบราณกาลมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ หลายพันปี แต่ละศาสตร์แต่ละวิชาเปรียบเสมือนหลักของการเรียนการฝึกฝนเฉพาะเรื่อง ผู้ใดเรียนวิชาใดก็ศึกษา และปฏิบัติแต่ละวิชานั้น เช่น โยคะ, ชี่กง, พลังจักรวาล และมุ่งหมายจะสำเร็จผลในแนวทางการสอนในวิชานั้น ผู้ใดเรียนปฏิบัติเรื่องจิตแนวทางใดก็ฝึกฝนให้บรรลุในแนวทางนั้น
ศาสตร์ต่างๆในโลก ในจักรวาล ยังถูกพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มนุษย์สามารถเดินทางไปสู่จักรวาลได้พัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีเทคโนโลยีสูง เพราะการคิดค้นไม่หยุดนิ่ง ศาสตร์แห่งกายและจิตในโลกปัจจุบันนี้ ชาวโลกกลุ่มหนึ่งต่างก็ค้นคว้า ปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงจุดสุดยอด ดังนั้น แนวทางการฝึกกายและจิตที่ถูกเก็บงำไว้ในอดีตกาล ที่มีปรมาจารย์ผู้ค้นพบ จึงได้ถูกนำมาเปิดเผยและค้นคว้าต่อในหลายๆวิธีการด้วยกัน รวมถึงมีวิธีการใหม่ๆเกิดขึ้นอีกนับไม่ถ้วน แต่ละศาสตร์ แต่ละแนวทางปฏิบัติ ิถ้าสามารถพิสูจน์ได้เกิดผลดีก็จะเป็นที่ยอมรับ และนำไปปฏิบัติ ศาสตร์ใดที่ยากแก่การปฏิบัติ พิสูจน์ไม่ได้ก็จะจางหายไปในที่สุด
สิ่งสำคัญคือ
ชีกงพลังจักรวาลใช้จักระที่ฝ่ามือและนิ้วมือรวม
12 จักระในการซับพลังชีวิตจากจักรวาล
ที่สามารถส่งพลังชีวิตไปได้ทุกระบบของร่างกาย
โดยที่สมองสามารถสั่งงานหรือเชื่อมโยงกับมือ
ผ่านระบบประสาทโดยความคิดผ่านคำอธิษฐาน
นี้คือความลับที่ไม่ปรากฏที่วิชาชีกงสายอื่น
การเริ่มต้น แนะนำให่เริ่มจาก
การปรับลมปราณซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกลมปราณ
การร่ายรำ กระบวนท่าให้กำหนดผ่อนคลายโดยอาศัยหลักการหายใจที่ยาวและลึกอย่างช้าประสานกับ
กระบวนท่า
ให้หายใจเข้าขณะกางแขนออกจากตัวหรือยกแขนขึ้น
และหายใจออกขณะที่แขนแนบชิดตัวหรือยกแขนลง
ขณะร่ายรำให้กำหนดจิตที่ฝ่ามือและให้เคลื่อนฝ่ามือและแขนตลอดจนขาทั้งสองตามความรู้สึกภายในที่
พลังจักรวาลภายนอกชักนำไป จะสัมผัสได้ถึงพลัง
ไหลเข้าที่ฝ่ามือตลอดการร่ายรำ
เคล็ดลับสำคัญในการฝึกพลังจักรวาลคือ การผ่อนคลาย
และปล่อยวาง ยิ่งปล่อยวาง มากเท่าใด กระแสพลัง
จักรวาลก็จะไหลเข้าสู่ตัวเรามากเท่านั้น
การเก็บพลังภายหลังจากการฝึก
ท่ายุติการฝึก ให้ยกแขนทั้งสองขึ้นช้า ๆ ถึงเหนือศีรษะในลักษณะประสานเป็นรูปดอกบัว แล้วพนมมือมาถึงหน้าท้องน้อยจึงแยกมืออก
จากนั้นทำท่าอุ้มลูกบอลช้า ๆ ตรงหน้าท้องน้อย
แล้วมือทั้งสองข้างวางทับซ้อนกันที่ท้องน้อย
ผู้ชายมือซ้ายอยู่ใน (ผู้หญิงมือขวาอยู่ใน)
ให้วนรอบหมุนตามเข็มนาฬิกา 36 รอบ
แล้ววนรอบหมุนทวนเข็มนาฬิกาอีก 36 รอบ
ดูการเปิดจุดเล้ากงเพื่อการฝึกชีกงจักรวาล และไทเก็ก
ตัวช่วยสำคัญในการฝึกจิต
คุณสมบัติของคริสตัล ( หินเขี้ยวหนุมาน )
ผลึกควอซท์ หรือหินเขี้ยวหนุมานนั้น เป็นที่เลื่องลือกันว่ามีคุณสมบัติในการก่อให้เกิดไฟฟ้า ที่เกิดจากการกดดันทางกลไก ที่มีต่อผลึกแร่ ซึ่งนั้นก็หมายความว่า ถ้าคุณบีบ หรือ ถูผลึกแก้วไปมาเบา ๆ มันจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณใช้กระแสไฟฟ้า กับผลึกแก้วคริสตัล มันก็จะทำให้ผลึกแก้วคริสตัลนั้นสั่นได้
ซึ่งคุณสมบัติในทางเทคนิคนี้ ทำให้เรานำผลึกคริสตัล มาใช้กับนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่ไฮเทคในยุคปัจจุบัน ได้แก่ ลำโพง หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องรับส่งวิทยุ คอมพิวเตอร์ เครื่องจับเวลา การศัลยกรรมด้วยเลเซอร์ และชิ้นส่วนทางอีเลคโทรนิคต่างๆ ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไปจนถึงยานอาวกาศ
เราสามารถนำคุณสมบัติ ของหินเขี้ยวหนุมาน มาประยุกต์ใช้กับตัวเราได้ ดังตัวอย่างตามตารางข้างล่างนี้
ผลึกหินเขี้ยวหนุมาน
คุณสมบัติ
การนำมาใช้ ใช้กับคน
ในการขยาย ให้พลังงาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพ เปลี่ยนแปลง และพัฒนาคน
ในการกักเก็บ ใช้กำหนดเป้าหมายชีวิต
ในการถ่ายทอดส่งต่อ ใช้ส่งกระแสจิต
ในการส่งเสียงกังวาล ใช้ช่วยในการทรงตัว
ในการเป็นสื่อ ช่วยสร้างความกลมกลืน
ในการทำให้มารวมเป็นจุดเดียว ใช้ในการทำสมาธิ
คริสตัลสามารช่วยเพิ่มพลังให้แก่เราได้ เหมือนกับมันทำหน้าที่เพิ่มพลังเสียงในลำโพง เมื่อคุณรู้สึกว่าอ่อนเพลีย มีพลังงานลดน้อยลง ให้คุณถือผลึกแก้วคริสตัลไว้ แล้วปล่อยร่างกายตามสบาย นั่งตัวตรง หลังไม่งอ และเปิดรับการถ่ายพลัง และหายใจไปพร้อมกับผลึกคริสตัล เพื่อที่ว่าพลังจากผลึกแก้วคริสตัล และพลังงานของคุณ จะได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งก่อให้คุณเกิดความรู้สึกว่าหัวใจเต้นเป็นจังหวะ รู้สึกอบอุ่น หรือรู้สึกเยือกเย็น หรือไม่ก็รู้สึกถึง กระแสของความแข็งแรง ที่นุ่มนวลเกิดขึ้น ในตัวคุณเองอีกครั้ง
คริสตัลนอกจากจะมีอิทธิพลต่อพลังแล้ว ยังมีอิทธิพลต่ออนาคตด้วย ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อคนที่ครอบครอง และใช้คริสตัลในการคงความคิด เฉพาะในแง่บวกของเราเอาไว้ พลังของคริสตัล ในการช่วยเพิ่มพลังนั้น เป็นสิ่งที่เป็นกลาง และไม่มีเหตุผล มันจะช่วยเพิ่ม และดึงดูดพลังงาน ทั้งจากแหล่งกำเนิด และพลังงานจากตัวคุณเอง
คริสตัลยังถูกใช้ในการเปลี่ยนแปลง รูปแบบของพลังงาน ถ้าคุณต้องการที่จะเปลี่ยนอารมณ์ นิสัย ความคิด และสถานการณ์ต่าง ๆ คุณก็เพียงแต่ใช้คริสตัล ตามวิธีการ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บวกกับแสดงความตั้งใจ ที่แน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นไปตามหลักที่ว่า พลังงานนั้น จะไม่มีวันสูญหาย หรือหมดสิ้นไป แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้
คุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง ของคริสตัลคือ มันสามารถถ่ายทอดพลังงานได้ ดังนั้นเราจึงเอามาใช้ในการผลิตวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ในการสื่อสาร แบบไร้สายอย่างอื่น อีกมากมาย ถ้าคุณปล่อยจิตใจให้ว่าง เพื่อที่จะซึมซับความถี่สูง ของผลึกคริสตัลเข้าไป คุณก็จะกลายมาเป็นผู้ส่งต่อ ความคิดที่ทรงพลัง ซึ่งขบวนการนี้ เรียกว่าการส่งกระแสจิต
ถ้าคุณปลดปล่อยตัวเอง ออกจากสภาวะอันไม่ไหวติงของจิตใจ (นั่นคือความคิดในแง่ลบต่างๆ เช่น ความระแวงสงสัย และความกลัว) คุณจะสามารถ รับความคิดจากบุคคลอื่น ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
คริสตัลสามารถช่วยเก็บกักพลังงานได้ ชิ้นส่วนเล็กๆ ของควอตซ์ ซึ่งมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ช่วยในการรักษาสภาพของโปรแกรมต่างๆ เอาไว้ เวลาที่คุณถือ ผลึกคริสตัล ไว้ในมือซ้าย (ซึ่งเป็นมือแห่งการรับ) ในขณะเดียวกับ ที่คุณคิดถึงความฝัน และเป้าหมายในชีวิตของคุณไว้ในใจ เจ้าผลึกแก้วคริสตัลนั้น จะช่วยกักเก็บพลังงาน จากคลื่นสมองของคุณไว้ แล้วมันจะช่วยเพิ่ม และเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากความคิดของคุณ ไปสู่แม่พิมพ์ หรือช่องว่าที่เติมความคิดสร้างสรรค์ของคุณจนเต็ม และเนื่องจาก ตัวคุณเองนั้น เป็นต้นกำเนิดการถ่ายทอด และส่งต่อต่อความคิดนี้ เสียงสะท้อนที่ดึงดูดคุณไว ้ก็จะเป็นพลังงานที่เป็นความถี่เดียวกัน
และนี่ก็หลักการของการแสดงความคิดทางกายภาพ
ทุกสรรพสิ่งนั้น เริ่มต้นมาจากความคิด คุณลองมองไปรอบๆ ตัว คุณจะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นมาจากภายในจิตใจของคน ที่ค้นคิดมัน ยกตัวอย่างเช่น บ้าน นั้นมีจุดเริ่มต้น มาจากความคิดของเจ้าของบ้าน แล้วส่งผ่านความคิดนั้นไปยังสถาปนิก แล้วส่งต่อไปที่วิศวกร และไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ กรอบรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ ต่างก็ถูกสร้างสรรค์ มาจากความคิดของคน ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา มีจุดเริ่มต้นมาจากความคิดของพระเจ้า และสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา เหล่านี้ต่างก็มีสีสัน ซึ่งสีสันเหล่านั้นก็คือความถี่ หรือพลังงานที่เราสามารถมองเห็นได้
สรุปได้ว่าหัวใจทางกาย ของทุกสิ่งทุกอย่างก็คือพลังงานนั่นเอง
นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น คริสตัลยังเป็นตัวที่สามารถทำให้พลังงานแกว่ง และเป็นสื่อตัวนำพลังงานได้ เราสามารถใช้ผลึกแก้วในการบำบัดรักษาโรคได้ เพียงคุณถือ ผลึกแก้วคริสตัลไว้ในมือซ้าย แล้ววางมือขวาไว้บนอวัยวะที่ต้องการรับการรักษา
เสียงสะท้อนจากผลึกแก้วคริสตัลจะเหมาะสม และสม่ำเสมอ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ ทำให้ควอตซ์เป็นเครื่องจับเวลาที่เที่ยงตรงแม่นยำ และเชื่อถือได้
เมื่อร่างกายเราเจ็บป่วย เสียงสะท้อนจากร่างกายของเรา จะเบา และปั่นป่วนยุ่งเหยิงมาก ดังนั้นเมื่อพลังงานที่สูงเหมาะสม และสม่ำเสมอ ของคริสตัลแทรกซึมเข้าไป ในร่างกายที่ไม่เป็นปกติของเรา เจ้าความถี่สูง และเข้มกว่าของคริสตัลนั้น จะกำจัดความอ่อนแอ และเสียงสะท้อนที่เบากว่าออกไป และช่วยทำให้ร่างกายของเรา กลับคืนสู่สภาพที่สมดุลได้ง่ายขึ้น
การบำบัดโรคด้วยผลึกแก้วคริสตัลนั้น เป็นไปตามกฎของเสียงสะท้อน ซึ่งทดสอบให้เห็นอย่างง่ายโดยการวางลูกตุ้ม 2 ลูก ไว้ติดกันแล้วเคลื่อนมันไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม แต่ในที่สุดเจ้าลูกตุ้มทั้ง 2 ลูกที่มีความถี่แตกต่างกัน ก็จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ตามกฎของเสียงสะท้อน ซึ่งนั่นก็พิสูจน์ ให้เห็นว่าความกลมกลืน พลังธรรมชาติ ที่จะแสดงตัวเอง ออกมาก็ต่อเมื่อมันไม่มีสิ่งที่มากีดขวาง
คริสตัลยังมีคุณสมบัติ ในการรวบรวมพลังงาน ให้มารวมกันเป็นจุดเดียว ซึ่งเรานำคุณสมบัติข้อนี้ มาใช้ประโยชน์ในการผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ นอกจากนี้ เรายังสามารถ นำคุณสมบัตินี้ มาปรับใช้กับจิตใจของเราได้ด้วย คริสตัลเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ที่จะช่วยในการทำสมาธิ หรือช่วยทำให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่ว่าจุดประสงค์ ในการทำสมาธิของคุณ จะเป็นไปเพื่อการพักผ่อน เพื่อรวบรวมความคิด เพื่อทำให้จิตใจสงบ เพื่อสวดอ้อนวอน หรือเพื่อความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับพระเจ้าก็ตาม ผลึกแก้วคริสตัลของคุณ ก็จะช่วยเป็นลำโพง และเครื่องส่งต่อความปรารถนาทุกอย่างของคุณ
คุณสมบัติต่างๆ ทั้งหมดของผลึกแก้วคริสตัลนั้น เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ และยังมาใช้ ในเรื่องของความสัมพันธ์ กับบุคคลอื่น ซึ่งใช้ได้ทั้งในบ้าน และโลกธุรกิจ
และเนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง คือพลังงาน ดังนั้นร่างกาย และจิตใจของเรา ก็เป็นระบบพลังงาน ด้วยเช่นกัน ร่างกาย และจิตใจนั้น มีอิทธิพลต่อกัน และกัน สภาพจิตใจจะดี ก็ต่อเมื่อร่างกายสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานึกถึงมะม่วง กับเกลือ เราก็จะเกิดอาการน้ำลายสอ หรือรู้สึกว่ามีกรดในกระเพาะอาหารขี้นมาทันที ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่ไม่มีมะม่วง กับพริกเกลือ ให้เราเห็นจริงๆ
คริสตัลช่วยรวมร่างกาย และจิตใจเข้าด้วยกันได้ โดยใช้เสียงสะท้อนจากพลังงาน
อารมณ์ หรือความรู้สึก ก็คือ พลังที่เกิดจากการเคลื่อนไหว ความสนุกสนาน ปลาบปลื้มดีใจ จะมีคลื่นความถี่ที่แตกต่าง จากความโกรธ ความกลัว และความเศร้า และความรัก ก็เป็นอีกความถี่หนึ่ง ของพลังงาน ถ้าคุณบริสุทธิ์เหมือนผลึก คุณก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของคุณ ได้อย่างง่ายดาย
เสียงสะท้อนของพลังงาน ยังช่วยเพิ่มพลังในทางธุรกิจได้ด้วย เราสามารถจัดวางคริสตัล เพื่อดึงดูดต่อความถี่ ของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่น และตั้งความหวังว่า จะต้องร่ำรวยนั้น จะมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อเหตุผลขั้นสุดท้าย เพราะว่าความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างจริงจัง จะนำมาซึ่งสิ่งที่หวังเอาไว้
เราสามารถใช้คริสตัล เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน เราได้อีกด้วย เนื่องจากคริสตัลนั้น สะท้อนแสง ดังนั้นมันจะช่วยสร้างแสงสว่างขึ้นรอบๆ ตัวเรา เพื่อเป็นเกราะ กำบังตัวเรา จากความมืด หรือจากบุคคลที่ไม่หวังดี กับเรา และป้องกันเราจากความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น ดังคำพูดที่ว่า ที่ใดก็ตามที่มีแสงสว่าง ที่นั่นจะไม่มีความมืด
การนำผลึกแก้วคริสตัลมาประยุกต์ใช้กับบุคคลนี้ เป็นไปตามกฏของพลัง และเสียงสะท้อนกลับ ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ที่มีเหตุมีผล
หัวใจสำคัญที่สุด ของการใช้คริสตัลก็คือ ความจริงใจ เปิดเผย และความสมัครใจ ที่จะชักจูงโน้มน้าว และบังคับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้แบบใด คุณเท่านั้น ที่จะเป็นบุคคลสำคัญ เมื่อกำหนดความเป็นไปได้ของการใช้นั้น จงจำไว้เสมอว่า คุณคือผู้กำหนด และวางแผนเองทั้งหมด
พลังแห่งผลึกแก้วคริสตัล
มนุษย์เราใช้พลังจากแก้วคริสตัล และหินเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ มาเป็นเวลานานแล้ว ที่เก่าแก่ที่สุด ก็เห็นจะเป็นพวกแอตแลนติส และพวกเลอมูเรีย ที่ใช้คริสตัลในการนำทาง และควบคุมอำนาจแห่งจักรวาล เป็นที่เชื่อกันว่าอารยธรรมโบราณเหล่านี้ ถูกทำลายลง เนื่องจากใช้พลังแห่งคริสตัลไปในทางที่ผิด
นักปราชญ์แห่งอาณาจักรเฟื่องฟูในสมัยโบราณ ต่างก็คำนึงถึงการทำลายล้างที่เกิดขึ้น และได้เก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่างๆ เอาไว้ในผลึกแก้วคริสตัล เหมือนอย่างกับ ที่เรารวบรวมข้อมูล เข้าสู่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ผลึกแก้วที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เราเรียกว่า”คุณครูผลึกแก้ว (Master Crystal)” หรือ “เครื่องบันทึกข้อมูล” ซึ่งเราจะต้องใช้อารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจของเราในการที่เจาะเข้าไปหาข้อมูลเหล่านั้น
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังแห่งแก้วคริสตัลนั้น ถูกปิดบังเอาไว้ในรูปของผลความพินาศอย่างใหญ่หลวง ของเกาะแอตแลนติส และเลอมูเรีย นอกจากความจริงที่ว่า ในสมัยโบราณนั้นจะมีเฉพาะกษัตริย์ นักบวช และผู้บำบัดโรคเท่านั้น ที่ใช้ผลึกแก้วคริสตัล ความเชื่อโบราณอื่นๆ เกี่ยวกับคริสตัลก็ถูกลืมเลือนไป ในปัจจุบัน เมื่อเราเข้าสู่ยุคใหม่ ความรู้ต่างๆ เหล่านั้น ก็กับมาอีกครั้งเพื่อจะช่วยเร่ง และส่งเสริมให้เกิดการค้นพบทางจิต เราไม่สามารถที่จะละเลยเพิกเฉยต่อพลังแห่งผลึกแก้วคริสตัล และหินต่างๆ ได้เพราะร่างกายของเรามีส่วนประกอบขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกับแร่ควอทซ์ หรือหินเขี้ยวหนุมานคือ ประกอบด้วย ซิลิกา และก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่สมองของเรา มีคุณสมบัติเหมือนหินเขี้ยวหนุมานใส ๆ ตามกฎของเสียงสะท้อน ผลึกแก้วคริสตัลจะช่วยเพิ่มเติม ถ่ายทอด เก็บรักษา กระตุ้น จัดการ และจดจ่อกับพลังกาย และใจ เราสามารถที่จะจัดใช้คริสตัลในการทำให้โครงการต่าง ๆ สำเร็จได้ง่ายขึ้น หรือใช้คริสตัลในการช่วยให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมาย ในชีวิตได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราควรจะทำ ก่อนที่จะทำโปรแกรมคริสตัล ก็คือ เราจะต้องล้างทำความสะอาด ผลึกแก้วคริสตัลนั้นก่อน
ผลึกแก้วคริสตัลนั้น แผ่รัศมีที่มีความสูงมาก ไปกระตุ้นสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งมวลไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิด และมีผลต่อ DNA ของเรา ซึ่งนั่น ก็คือ องค์ประกอบพื้นฐานของชีวิตทุกชีวิต ผลึกแก้วคริสตัลนั้น สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง และให้พลังกับน้ำดื่ม และดินที่จะช่วยให้พืชพันธุ์ต่าง ๆ เจริญเติบโต อัญมณีจากธรรมชาติ ที่เรามีอยู่ในบ้านนั้น จะมีพลังที่สามารถกระตุ้นให้เกิดสันติ และปรองดองกันได้
การเลือกผลึกแก้วคริสตัล
การเลือกอัญมณี ก็เหมือนกับการเลือกของต่างๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหาร บ้าน ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า และเพื่อน ความอยากจะกินนั้น ก็เกิดเนื่องมาจากพลังงาน และสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมบางวันเราอย่างใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปของแบบของการแต่งบ้าน หรือการเลือกคน ที่จะมาเป็นเพื่อนเรา ต่างก็มีองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจจากพลังกาย และใจ และสิ่งกระตุ้นต่างๆ นั้นเอง
ในการเลือกคริสตัลมาใช้กับตัวเรานั้น จะใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับ กฎแห่งการสะท้อนกลับ
ขั้นแรก คุณจะต้องชอบลักษณะภายนอก ของคริสตัลนั้น ๆ ก่อน ซึ่งลักษณะภายนอกนั้น อาจจะเป็นสี ขนาด และรูปร่าง ขั้นต่อไปคือ มีคุณสมบัติสัมผัสกับผลึกแก้วคริสตัลนั้นแล้ว คุณจะต้องรู้สึกว่ามันทำให้หัวใจของคุณ เต้นเป็นจังหวะ หรือทำให้มือคุณรู้สึกอบอุ่น หรือเย็น ซึ่งคนแต่ละคนจะมีกริยาตอบสนองต่อพลังแห่งผลึกแก้วคริสตัลแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีแต่คุณเท่านั้น ที่จะรู้ว่าผลึกแก้วอันไหนทำให้คุณมีความรู้สึกดี
เรื่องของการเลือกผลึกแก้วคริสตัลให้เหมาะสม กับแต่ละบุคคลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ เพียงแต่คุณจะต้องสงบนิ่ง เพื่อที่จะฟัง และรู้สึกให้เหมือนกับว่าผลึกแก้วคริสตัลนั้น พูดกับคุณ
ในการที่จะรู้สึกให้ได้ ถึงพลังแห่งผลึกแก้วคริสตัลนั้น คุณจะต้องวางผลึกแก้วนั้น ลงบนมือซ้าย ปล่อยร่างกายตามสบาย หายใจเข้าลึก ๆ แล้วหายใจออกให้เต็มที่
ดังนั้นให้จ้องมองผลึกแก้วคริสตัลนั้นใกล้ ๆ คุณก็จะเห็นว่าภายในก้อนหินเขี้ยวหนุมานนั้น จะมีคล้าย ๆ กลุ่มหมอกอยู่ภายในซึ่งเรียกว่า “สารผลึก ” ซึ่งเจ้าสารผลึกนี้เอง ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงเรืองราวของคริสตัล และบ่งชี้ลักษณะเฉพาะของมัน ถ้าคุณไม่เพ่งไปที่ผลึกแก้วนั้นมากเกินไป คุณก็อาจจะเห็นสารผลึกเหล่านั้นเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ เส้นที่เหมือนปิรามิดที่ปรากฏ จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามลำดับชั้น และเวลาจากอดีต จนถึงปัจจุบัน ของผลึกแก้วนั้น ทำให้ผลึกแก้วกลายเป็นผลึกแก้วแห่งจินตนาการ (Phatom Crystal) ซึ่งมักจะบอกให้เราทราบถึงการเติบโต ของผลึกคริสตัลในช่วงเวลาต่าง ๆ เหมือนกับที่วงปีของต้นไม้บอกเวลาการเกิดของต้นไม้นั่นเอง
ในผลึกคริสตัลบางก้อนจะมีสีรุ้งอยู่ แต่บางผลึกจะมีหน้าตัดเหมือนเพชร และบางก้อนก็รูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน อยู่ในหน้าตัดนั้นด้วย
ถ้าผลึกแก้วคริสตัลนั้นถูกตัด ให้คุณสังเกตดูสัดส่วน ที่รับกันของหน้าตัด หรือให้สังเกตดูที่ปลายแหลมให้ดี ซึ่งหน้าตัดนั้น ๆ จะแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะพิเศษ ของคริสตัลแต่ละชนิด
วิธีการใช้คริสตัล
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่าหินเขี้ยวหนุมาน หรือควอตซ์นั้น มีคุณสมบัติของไฟฟ้า ที่เกิดจากความดัน ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์รับ และจดจำรักษาโปรแกรมต่างๆ ไว้ เราสามารถนำ คุณสมบัติเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้กับคน ในการที่จะโปรแกรมคริสตัลส่วนบุคคลได้
ความคิด ก็คือพลังงาน เวลาที่คุณใช้ความคิด สมองของคุณก็จะกระจายคลื่นพลังงาน ซึ่งก็จะแสดงออกมาทางร่างกาย เวลาที่คุณถือผลึกคริสตัล ไว้ในมือซ้าย แล้วใช้ความคิด ถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ในใจ ความคิดเหล่านั้น ก็จะถูกเก็บไว้ในผลึกคริสตัลด้วย ผลึกคริสตัลนั้น ก็จะขยายแล้วถ่ายทอดพลังนั้น ไปสู่สภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ ความคิด ที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้น จะเข้าไปรวมกับพลังงานที่มีความถี่เดียวกัน ในมิติทางร่างกาย แล้วจะสะท้อนกลับมาที่ตัวคุณ ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของประสบการณ์ ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในการใช้ผลึกคริสตัล
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถือผลึกแก้วคริสตัลไว้ในมือ แล้วคิดถึงแต่เรื่อง การเป็นเจ้าของรถยนต์สีแดงคันงามสักคัน สมองของคุณจะเริ่มกระจายพลังงาน ความถี่ที่คล้ายกับภาพ ที่อยู่ในความคิดคุณ เจ้าแก้วผลึกในมือคุณนั้น จะทำหน้าที่เก็บ และขยายแล้วจึงถ่ายทอดพลังงานแห่งความคิดคุณ แล้วก็จะเริ่มค้นหาเสียงสะท้อนกังวาน ที่มีความถี่เดียวกัน ในรูปแบบทางกายภาพ (ซึ่งบางที่อาจจะเป็นรถยนต์สีแดงในโชว์รูม) และเนื่องจากคุณเปรียบเสมือนที่ให้กำเนิดพลังงาน หรือเป็นต้นตอแห่งพลังงานนั้น คุณจะสร้างรอยต่อ หรือเสียงสะท้อน ไปยังพลังงานของรถยนต์สีแดงคันนั้น จากนั้นกระบวนการของการดึงดูด ก็จะเกิดขึ้น ในการเคลื่อนไหวของธาตุที่หายไป ระหว่างตัวคุณ และรถยนต์นั้น จะถูกดึงกลับมาที่ตัวคุณ ตราบใดที่คุณมีความตั้งใจที่แน่วแน่ และตอบสนองต่ออำนาจจากภายในของตัวคุณ และคุณก็จะทำในสิ่งที่คุณต้องทำ แล้วสักวันหนึ่ง คุณจะพบตัวเอง นั่งอยู่ในรถที่คาดฝันเอาไว้ ยิ่งสร้างมโนภาพ และจินตนาการขึ้นภายในใจคุณบ่อยเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้นเท่านั้น แล้วความเป็นจริง ก็จะปรากฏออกมา เร็วขึ้น
เรามีวิธีในการใช้ผลึกแก้วคริสตัล มากมายหลายวิธี การพูดคุยกับผลึกคริสตัล เป็นวิธีการหนึ่งของการโปรแกรม ซึ่งผลึกคริสตัลนั้น ไม่สามารถตอบโต้คุณเป็นคำพูดได้ แต่มันสามารถ ที่จะรับฟัง และเก็บสะสมเสียงของคุณไว้ได้ แล้วถ่ายทอด และนำเสียงเหล่านั้น กลับมาในรูปแบบของความปรารถนา หรือความต้องการ
คุณอาจจะเขียนเป้าหมาย หรือจุดประสงค์ หรือคำประกอบยืนยันเป้าหมายของคุณออกมา ในขณะที่ถือผลึกคริสตัลไว้ก็ได้ กฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์นั้น นำไปใช้กับพลังงาน แห่งการสวดอ้อนวอนได้ ดังที่พระเยซูได้กล่าวยืนยันไว้ว่า “ฉันบอกเจ้าได้แต่เพียงว่า อะไรที่สวดอ้อนวอนร้องขอเพื่อให้ได้มา เจ้าก็จะได้รับมัน แล้วมันก็จะของเจ้า”
คุณสามารถโปรแกรมผลึกแก้วคริสตัล โดยใช้มโนภาพ หรือจินตนาการจากผลึกแก้วคริสตัล ซึ่งฉันได้ศึกษามาจากหนังสือ “คริสตัลบุ๊ค” ของเดล โดยส่วนตัวแล้ว ฉันใช้ และได้บรรยาย เกี่ยวกับเทคนิคนี้ และประสบความสำเร็จอย่างมาก ฉัน และนักเขียนของฉัน ได้ใช้วิธีการนี้ร่วมกัน และพวกเราก็ได้รับผลเป็นที่น่ายินดีเช่นกัน ในหนังสือเล่มนี้ จะมีการกล่าวถึงเรื่องมโนภาพ และจินตนาการจากประสบการณ์ของฉันใน บทที่ 18 ด้วย
ในขบวนการสร้างมโนภาพนั้น คุณจะต้องหลับตา และถือผลึกคริสตัลไว้ในมือซ้าย แล้วจินตนาการไปว่าผลึกแก้วนั้น โตขึ้นจนขนาดเท่ากับบ้าน แล้วคุณก็นึกภาพตัวคุณเอง ว่าค่อยๆ เข้าไปอยู่ในบ้านผลึกแก้วคริสตัลนั้น
เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในบ้านผลึกแก้วคริสตัลนั้นแล้ว ให้พยายามใช้ประสาทสัมผัส ทั้ง 5 คือใช้สายตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น สัมผัส และรับรู้รส จากนั้นให้คุณจินตนาการ ห้องแห่งความหวังขึ้นมา เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในห้องนั้น คุณจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคุณอีกครั้ง เวลาที่คุณปล่อยให้ตัวคุณเข้าไป สัมผัสกับจินตนาการ ที่เกิดขึ้น ในห้องแห่งความหวังนั้น
ภายในห้องแห่งความหวังนี้ ให้คุณสร้างภาพหน้าต่างขึ้นมา แล้วคุณก็จินตนาการไปว่าคุณกำลังมองผ่านหน้าต่างนั้นไป แล้วก็เหมือนกับในหนัง ที่คุณจะเห็นตัวเอง ในสถานการณ์ต่างๆ ที่คุณต้องการในชีวิต และจะได้เห็นภาพนั้นอย่างละเอียด คุณจะเห็นแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายที่คุณสวมใส่ สถานที่ที่คุณอยู่ คนที่คุณอยู่ด้วย ตลอดจนอารมณ์ ความรู้สึกของพวกเขาเป็นต้น
เมื่อคุณเห็นตัวคุณ ได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ครบถ้วนแล้ว ให้คุณจินตนาการไปว่าคุณกำลังเต้นรำขอบคุณพระเจ้าอยู่ และกำลังเฉลิมฉลองอยู่ ในห้องแห่งความหวังนั้น แล้วหายใจเข้าลึกๆ เพื่อที่ว่าทั่วทุกส่วนของร่างกายจะได้จำประสบการเหล่านี้ทั้งหมดได้
แล้วให้คุณคิดถึงตอนที่คุณเดินออกจากห้องความหวัง เมื่อออกจากบ้านผลึกแก้วคริสตัลนั้น แล้วค่อยๆ นึกให้ผลึกแก้วคริสตัลนั้น เล็กลง จนกระทั่งมันกลับมามีขนาดเท่าเดิม ในมือของคุณ จากนั้นรวบรวมความรู้สึก และการรับรู้กลับมาที่ร่างของคุณแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ถ้าคุณใช้เวลาในตอนเย็น ฝึกฝนวิธีการนี้เป็นเวลา 33 วัน จักรวาล และสิ่งทั้งมวล ก็จะรับรู้ว่าคุณเอาจริงเอาจัง กับการใช้คริสตัล และการแสดงตนเองมากแค่ไหน (ฉันเข้าใจว่า วิธีการนี้ใช้หลักการเดียวกับพิธีสวดเก้าวันติดต่อกัน ในนิกายโรมันคาทอลิค) ซึ่งเป็นการร้องเพลงสวดมนต์ เพื่อให้คำวิงวอนต่างๆ นั้นเป็นผลสำเร็จ
ก่อนที่จะทำการใช้คริสตัลนั้น ให้คุณทำความสะอาด และเพิ่มพลังให้กับคริสตัลก่อน รวมทั้งทำความสะอาด และเพิ่มพลังให้กับตัวคุณเองด้วย โดยการพักผ่อนร่างกาย เหยียดกระดูกสันหลังให้ตรง หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกให้เต็มที่ เท่านี้ คุณก็เริ่มดำเนินตามขั้นตอนกระบวนการใช้คริสตัลได้
••• ••• ••• ••• •••
พลังจักรวาลและพลังชีวิต univers of life
พลังที่กระจายอยู่ทั่วจักรวาล เรียกสั้นๆ ว่า “พลังจักรวาล” ปกติ พลังจักรวาลมีมากมายหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น พลังความร้อนจากไฟ และที่มาจากสิ่งมีชีวิต
เช่น พลังความร้อนจากกายสัตว์, พลังชีวิตหลังคนตายแล้วสลายออกสู่บรรยากาศ ฯลฯ เหล่านี้ รวมเรียกว่าพลังจักรวาลทั้งสิ้น แต่พลังจักรวาลที่นิยมฝึกกัน จะเป็นพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “#พลังออร่า” เนื่องจากพลังจากสิ่งไม่มีชีวิตนั้น หากเราซึ่งเป็นมนุษย์ได้รับมากหรือน้อยเกินไป หรือไม่เข้ากับสภาพร่างกาย ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพมาก เช่น พลังความร้อน หากได้รับมากเกินขีดสมดุล จะทำให้ร้อนใน พลังความเย็นหากได้รับมากเกินจะทำให้ป่วยง่าย
ดังนั้น ผู้ฝึกพลังจักรวาลจึงนิยมฝึกพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิตเพราะผู้ฝึกก็เป็นสิ่งมีชีวิต จึงมีพลังที่คล้ายกันเข้ากันได้ดีและไม่ค่อยมีปัญหา ในบทความที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะขออธิบายพลังจักรวาลชนิดต่างๆ ดังนี้
พลังจักรวาลสาย “เอี๊ยง”
คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายใน เป็นพลังภายในของเราเอง ที่ถูกกระตุ้นให้แสดงพลังออกมา เช่น ในยามคับขัน จวนตัวจะถูกทำร้าย เป็นต้น พลังเอี๊ยงนี้มีมากมายหลายชนิด รวมเรียกกันกว้างๆ ว่า “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งเก้าเอี๊ยงจริงๆ ที่ฝึกกันในนิยายกำลังภายในนั้น มาจากการฝึกอานาปานสติพร้อมออกกำลังกายไปด้วย เพื่อขจัดความหนาวเย็นที่พระสงฆ์ได้รับ เป็นพลังความร้อนในร่างกาย และมีประโยชน์หลายด้าน ที่สำคัญคือ ช่วยในการฟื้นฟูพลังภายในสายอื่นๆ ชนิดอื่นๆ ในร่างกายได้ด้วย กรณีที่สูญเสียพลังภายในเพราะสาเหตุต่างๆ ผู้ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงมาดี จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพได้รวดเร็วกว่าบุคคลธรรมดา
#ข้อดีอีกประการของพลังเอี๊ยง คือ การกระตุ้นความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เป็นผู้นำ มีภาวะผู้นำมากขึ้น แต่ถ้ามากเกินไป จะกระทบกับสังคมรอบข้าง กลายเป็นคนบ้าอำนาจได้เหมือนกัน ดังนั้น ธรรมชาติ จึงสร้างสรรค์พลังอีกรูปแบบที่ตรงกันข้ามไว้คานสมดุลกัน นั่นคือ #พลังเก้าอิม ที่ผู้ฝึกมักเป็นหญิง และสามารถดูดซับพลังภายในของชายได้ ทำให้ฝ่ายชายที่มีพลังเก้าเอี๊ยงมากเกินไป ขาดความทะเยอทะยานบ้าอำนาจในที่สุด นอกจากพลังเก้าเอี๊ยงแล้ว พลังในกลุ่มเอี๊ยง หรือพลังภายในของมนุษย์ ยังมีอีกหลายชนิด เช่น #พลังกุณฑาริณี ที่อยู่บริเวณอวัยวะเพศ เมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศ พลังก็จะถูกกระตุ้นให้นำออกมาใช้ และถ่ายเทให้เซลสืบพันธุ์ที่ผสมกันแล้ว เพื่อเป็นปราณเริ่มต้นสำหรับทารกจะใช้ในการพัฒนาอวัยวะร่างกายต่อไป อนึ่ง พลังภายในมีหลายชนิดหลายประเภท แต่จะไม่อธิบายมากกว่านี้ เพราะไม่ชำนาญในพลังชนิดอื่นๆ จึงเน้นแต่เก้าเอี๊ยง
พลังจักรวาลสาย “อิม”
คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายนอกเข้าไปสะสมในร่างกาย ซึ่ง…#เกิดจากการทะลวงจักระในร่างกายเพื่อเปิดรับพลังจากภายนอก แล้วฝึกดูดซับพลังจากภายนอกมาเก็บสะสมไว้ในตัวของผู้ฝึก เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ พลังอิมนี้มีหลายชนิด ในการฝึกพลังอิม มักเป็นผู้หญิงฝึกจะเหมาะสม เพราะเพศหญิงไม่มีบทบาททางสังคมมาก เป็นช้างเท้าหลัง แต่ต้องคอยคุมไม่ให้ฝ่ายชายดุดันหรือบ้าอำนาจมากเกินไป
ในสมัยโบราณ สำนักปฏิบัติจะสอนให้ผู้หญิงที่มีหน้าตาสวยงามฝึกพลังอิม เพื่อหวังได้เป็นพระสนม จากนั้น ผู้หญิงบางคนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อแต่งงานกับผู้ชายแล้ว จะดูดซับพลังจากผู้ชายนั้นทีละน้อย จนฝ่ายชายลดความทะเยอทะยานลง ความบ้าอำนาจก็ลดลง เป็นการหยุดความบ้าอำนาจของผู้ชายในวงการการเมืองในสมัยโบราณ การใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือทางการเมืองนี้มีมานานแล้ว และยังได้รับการบันทึกไว้ในตำราพิชัยสงครามของประเทศจีนจนถึงทุกวันนี้ด้วย อนึ่ง บางท่านแม้เกิดเป็นชาย แต่มีบุญกรรมตามวาระทำให้จักระเจ็ดเปิดเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อจักระเปิดแล้ว พลังจักรวาลบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดระบบพลังอิมขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างที่เรียกว่า “พลังมารแทรก” เป็นต้น การถูกแทรกโดยพลังสายอื่นที่ตนไม่ได้ฝึกนี้ เป็นอันตรายต่อการฝึกมาก ทำให้ถูกครอบงำด้วยพลังชนิดนั้นๆ ทำให้มีความคิดผิดทาง เป็นมิจฉาทิฐิได้ ผู้ที่ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงหากถูกทดสอบด้วยการถูกพลังจักรวาลครอบงำนี้ หากมีพลังเอี๊ยงสูงถึงจุดหนึ่ง จะเอาชนะการครอบงำด้วยพลังจักรวาลที่เข้ามาแทรก หรือครอบงำเราได้ เช่น พลังจากมารหรือเทพก็ดี ที่ครอบงำให้เราเชื่อ ให้เราทำตามที่ท่านบอก หากเรามีพลังเอี๊ยงเหนือกว่าแล้ว ก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ และเดินทางชีวิตของตนอย่างที่เป็นตัวของตัวเองได้ ทว่า การฝึกพลังเก้าอิม ก็มีข้อดีบางประการ คือ ทำให้เราได้รับพลังจากจักรวาลที่ดี นำทางชีวิต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นช้างเท้าหลัง สมควรได้รับการนำทางด้วยพลังจักรวาลที่ดี พลังจักรวาลที่ลงมาครอบเราไว้นั้น จะนำทางเรา ขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแนวทางที่ดีต่อไป เช่น บางคนไปรับขันธ์องค์ฤษีมา และได้ทำสมาธิ อยู่อย่างวิเวกสันโดษ ก็จะมีการดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดี แต่หากไม่ได้รับพลังจักรวาลนี้ครอบไว้ ก็อาจไปทำอย่างอื่นที่เลวร้ายก็ได้ การฝึกพลังเก้าอิมนี้ แต่เดิมตามตำราจีนโบราณ จะเริ่มฝึกดูดซับพลังจากพลังของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีความเย็น เป็นพลังสายเย็นตรงข้ามกับพลังเก้าเอี๊ยง เช่น การดูดซับพลังจากอัญมณี เช่น หยกเย็น เป็นต้น
ทว่า ภายหลังมีผู้เข้าใจผิดไปฝึกดูดซับพลังจากหลุมศพ และได้พลังจากคนตายซึ่งเป็นพลังดำที่หมองหม่นไป ทำให้ทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ โดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ภายหลังประเทศไทย มีอาจารย์ผู้ค้นพบวิชชานี้ และได้ปรับแนวทางในการฝึกใหม่ ให้รับพลังจักรวาลที่ดี แบบโยคีโบราณกระทำกัน คือ การรับพลังจักรวาลจากเทพพรหมชั้นดี เป็นเครื่องนำพาชีวิตเราไปสู่ทางที่ดีงาม
การฝึกโยคะแบบโยคีโบราณกับพลังเก้าอิม
การฝึกโยคะตามตำรับพระศิวะคือการหลอมรวมจิตวิญญาณส่วนอาตมันเข้ากับปรมาตมัน โดยอาตมันคือส่วนจิตวิญญาณของเรา และปรมาตมันคือส่วนที่ได้รับมาจากเทพพรหมที่เรานับถือ เมื่อเราบูชาท่าน ศรัทธาท่าน จะได้รับพลังจากท่านส่งตรงลงมาจากจักรวาล เมื่อจะใช้พลังนี้ จำต้องหลอมรวมตัวเราเองให้แนบสนิทกับพลังเหล่านี้ สำหรับในกลุ่มผู้ฝึกมโนมยิทธิ จะเห็นกายทิพย์ถอดออกมาจากเทพพรหมเหล่านั้น แล้วครอบสวมทับลงบนกายสังขารของผู้ฝึกโยคะ เมื่อผู้ฝึกโยคะหลอมรวมพลังได้แล้ว จะสามารถใช้พลังความสามารถพิเศษเหล่านี้ได้ ราวกับเป็นเทพพรหมองค์นั้นๆ เลย เทพเทวดาทั้งหลาย เวลาจะดลจิตดลใจคนให้ทำกิจต่างๆ มักใช้วิธีนี้ คือ ส่งพลังของตนมาจากจักรวาลครอบลงในตัวคน แล้วทำให้คนๆ นั้น ถูกพลังนั้นขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแบบพลังนั้นๆ เช่น พลังพรหม ขับดันให้คนอยากนั่งสมาธิ อยู่อย่างสงบ พลังเทพ ขับดันให้คนอยากพัฒนาบ้านเมือง พลังโพธิสัตว์ ขับดันให้คนอยากโปรดสัตว์ด้วยธรรม เทพเทวดาใช้วิธีนี้มานานแล้ว และการถอดกายทิพย์ครอบขันธ์มนุษย์ก็มีมานานแล้ว การเข้าทรงการแสดงตนเป็นตัวแทนของเทพเจ้าจึงมีมานานมากด้วยเช่นกัน สำหรับวิชชาทางโยคะ คือ การหลอมรวมตัวเองเข้ากับพลังของเทพเจ้านี้ ก็มีมานานแล้ว ทว่า หลังจากระบอบชนชั้นวรรณะของอินเดียเสื่อมลง การสอนสมาธิโยคะก็เป็นไปเพียงเพื่อสุขภาพ, เรือนร่างที่สวยงามไป ไม่ได้ทราบถึงเรื่องจิตวิญญาณเหล่านี้เลย หรือแม้แต่การถ่ายทอดเรื่องพลังจักรวาลก็ขาดหายไปมากมายนัก เคล็ดลับในการหลอมรวมนี้ เป็นหลักการทำโยคะที่สำคัญที่สุดและจะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณของคนให้สูงส่งขึ้นได้ตามลำดับไป เมื่อบุคคลหลอมรวมกับเทพเจ้าองค์ที่หนึ่งได้สำเร็จแล้ว รับพลังชั้นสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ พลังและความสามารถพิเศษก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับไป นี่คือ การฝึกพลังจักรวาลแบบ “อิม” คือ รับพลังจากภายนอกเป็นหลัก ในกลุ่มอาจารย์สอนธรรมฝ่ายหญิงในอนุตรธรรมหลายท่าน มีระบบพลังภายในแบบอิม อยู่แล้ว เขาเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน ของพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ซึ่งท่านจะให้เราทำตัวเหมือนเด็กทารก ไม่ขัดขืน เมื่อท่านใช้พลังครอบกายเราแล้ว เราก็จะถูกขับดันไปได้อย่างง่ายดาย เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการ “ประทับทรง” ทว่าข้อเสียของการรับพลังจากภายนอก คือ การไม่เข้าใจตัวเอง ถูกครอบงำ ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ถูกเทพเทวดาครอบงำอยู่ตลอดเวลา แม้ทำความดีก็จริง แต่การไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ตัวเอง อาจทำให้พลาดโอกาสหลายอย่างได้ ในบทความฉบับนี้ จึงไม่ขอเสนอแนะวิธีการฝึกพลังเก้าอิม ซึ่งง่ายต่อการถูกพลังจักรวาลจากภายนอกที่ทั้งดีและไม่ดีครอบงำ จะมุ่งเน้นแต่การฝึกพลัง “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งช่วยในด้านสุขภาพได้อีกด้วย
วิชาพราหมณ์แบบหยิน-หยาง
ใดๆ ในโลกมักมีสิ่งตรงข้าม คู่ตรงข้ามกันเสมอ วิชาพราหมณ์ก็เช่นกัน นอกจากจะมีวิชาสายขาวและสายดำ (ลัทธิบูชายัญ) แล้ว ก็ยังมีวิชาพราหมณ์แบบหยินและหยางอีก วิชาพราหมณ์แบบสายหยางคือแบบปกติ ที่เรามักพบกันทั่วไป คือ การฝึกจากภายในของเราเอง เหมือนพื้นฐานของวิชาโยคะของท่านตั๊กม้อ และวิชาของเส้าหลิน ทว่า ยังมีวิชาพราหมณ์อีกแบบเป็นสายหยิน ซึ่งจะตรงกันข้ามเลย เช่น การเปิดจักระเจ็ดเพื่อรับพลังจากภายนอก แทนที่จะเน้นการสร้างพลังจากภายในของตัวเองแบบสายหยาง วิชาแบบสายหยินนี้เน้นพลังภายนอก ดึงพลังภายนอกเอามาใช้ได้ครับ พลังภายนอกที่นิยมเอามาใช้เป็นพลังระดับสูง ซึ่งก็เรียกว่า “พลังจักรวาล” เป็นสำคัญ การทำสมาธิปกติ ทำให้เกิดฌานตามแบบปกตินั้นเป็นวิชาของพราหมณ์สายหยางครับ ทว่า แบบสายหยินมีการเปิดรับพลังจากภายนอกมาใช้ได้ด้วย
พลังภายนอกมีทั้งพลังที่ดีและไม่ดี ผลคือ ผู้ฝึกวิชาสายหยินจึงมีทั้งแบบมืดและสว่าง แบบมืดนั้นจะรับองค์เทพภาคมืด ซึ่งไม่ได้อยู่บนสวรรค์เพราะอาจทำผิดกฎสวรรค์แล้วหลบหนีมาอยู่บนโลก ถามว่ารับเข้าตัวไปทำไม? คำตอบมีหลายอย่าง สรุปคือ เอามาสร้างบารมีร่วมกันครับ คือ เขาก็ช่วยเสริมพลังให้เรา เราก็ต้องช่วยให้เขาหลุดพ้น ในการช่วยให้เขาหลุดพ้นนี้ บางครั้งเราต้องยอมเป็นร่างกระทำกรรมแทนบางอย่าง เช่น การพลีกามแบบตันตระ หรือ “กามตันตระ” เราจึงถูกเรียกว่า “ศักติลัทธิฝ่ายซ้าย” ซึ่งจะมีศักติลัทธิฝ่ายขวาอยู่ด้วย ฝ่ายขวาจะไม่ทำแบบนี้ จะทำทุกอย่างให้บริสุทธิ์ถูกต้องทั้งหมด ทว่า การดำรงอยู่ในโลกบางครั้งก็ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องมีฝ่ายซ้ายมาบำเพ็ญสิ่งที่ฝ่ายขวาทำไม่ได้ เช่น กามตันตระ เป็นต้น ก็เหมือนพระลามะที่มีลามะหมวกดำ สามารถทำสิ่งที่ผิด หรือไม่ดีได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีเหตุผลครับ เช่น ลามะหมวกดำที่สังหารทรราชในประเทศทิเบต
ใดๆ ในโลกมักมีคู่ตรงข้ามเสมอ สิ่งที่ตรงข้ามกับเรายังมีอยู่
การตรวจวัดและจำแนกชนิดของพลังจักรวาลชนิดต่างๆ
การที่เราจะทราบได้ว่าพลังจักรวาลที่เข้ามาสู่ร่างกายเรานั้นเป็นพลังสายใด แบบใด ของเทพพรหมองค์ใด ต้องฝึกวิธีการตรวจวัดแบบต่างๆ เมื่อชำนาญแล้ว ก็สามารถตรวจวัดพลังภายในของมนุษย์ได้ด้วย กล่าวคือ วิธีตรวจวัดพลังจักรวาลนี้ใช้ได้ทั้งระบบอิมและเอี๊ยง คือ ไม่ว่าพลังนั้นจะมาจากจักรวาลภายนอกก็สามารถตรวจได้ หรือจะเกิดจากการปฏิบัติของเจ้าของกายสังขารเองก็สามารถตรวจวัดได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถใช้วิธีตรวจวัดนี้ เพื่อดูพัฒนาการของการฝึกจิตของผู้ฝึกจิตได้เช่นกัน ด้วยหลักการดังต่อไปนี้
เขาจะรอจนกว่ามีผู้ชายที่มีตบะมามี sex ด้วย เมื่อไรที่เขาได้มีกามตันตระ เขาก็จะได้ตบะของฝ่ายชายทันทีครับ
๑) การตรวจวัดจิต
โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นสามแบบ คือ จิตแบบผู้นำ, จิตแบบผู้ตาม และจิตแบบปัจเจกชน ผู้อิสระไม่นิยมสังคม ทั้งนี้ ในคนทั่วไปจะมีลักษณะสามอย่างนี้ผสมกันเพราะเวียนว่ายตายเกิดมาหลายบทบาท แต่ในผู้บำเพ็ญธรรมมากๆ จะเริ่มแน่วแน่ชัดเจนขึ้นในแบบใดแบบหนึ่ง
๒) การตรวจวัดวิญญาณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกายทิพย์ของตนเอง ที่ได้จากการบำเพ็ญบารมีของตนเอง (ระบบเอี๊ยง) หรือเป็นกายทิพย์ที่เทพเทวดาครอบลงมาอีกชั้นหนึ่ง (ระบบอิม) และมีกี่แบบ กี่พลัง กี่กายทิพย์ซ้อนอยู่ภายใน การแยกแยะว่ากายทิพย์นั้นเป็นของเราเองหรือถูกครอบนั้นสำคัญต่อการฝึกมาก
๓) การตรวจวัดลมปราณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกลุ่มลมปราณสายต่างๆ เช่น ลมปราณกุณฑาริณี ประมาณได้เท่าใด เช่น เทียบชั้นพลังวัตรได้สิบปี เป็นต้น หรือถ้าเป็นรัศมีที่ศีรษะแบบผู้ฝึกอรูปฌานนิยมกัน ก็วัดรัศมีเป็นโยชน์ ในกลุ่มผู้ฝึกธาตุสี่ (จตุธาตุ) ได้สะสมพลังวัตรจากธาตุทั้งสี่ได้มากน้อยเพียงใด เป็นต้น
วิธีตรวจวัดพลังจักรวาล
๑) การใช้ตาทิพย์ เพ่งด้วยตาทิพย์เข้าไปในกายในกาย จะเห็นกายทิพย์ชนิดต่างๆ ซ้อนๆ กันอยู่ ในครั้งแรกจะเห็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด เมื่อพยายามเพ่งเข้าไปอีก เหมือนปรับโฟกัสตาทิพย์ให้ลึกลงไป จะเห็นกายทิพย์ข้างในซ้อนกันเป็นชั้นๆ การใช้ตาทิพย์อย่างเดียวจะถามไม่ได้ ทำได้แต่ดูแล้วคาดเดาเท่านั้น
๒) การใช้หูทิพย์ เพ่งด้วยหูทิพย์พร้อมกำหนดจิตสื่อถาม จะได้รับคำตอบกลับมาแต่อย่าเพิ่งเชื่อทันที ต้องทำการสัมภาษณ์กายทิพย์ข้างใน ก็จะแน่ใจได้ การสื่อสารด้วยหูทิพย์ต้องระวังเสียงแทรก ซึ่งอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่เราถามก็ได้ ถ้าใช้หูทิพย์และตาทิพย์ร่วมกันมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ก็อย่าเชื่อไปเสียทุกอย่าง
๓) การใช้จิตสัมผัส ฝึกใช้จิตหยั่งรู้ด้วยตนเอง สัมผัสด้วยตนเองว่าพลังภายในของบุคคลหนึ่งๆ ประกอบด้วยพลังอะไรบ้าง บางครั้งจิตสัมผัสนี้จะบอกเมื่อเราได้พูดคุยกับคนผู้นั้นไปเรื่อยๆ ความรู้สึกจะเริ่มมากขึ้น ชัดขึ้นและบอกออกมาเอง
๔) การใช้กายสัมผัส ฝึกใช้ผิวกายสัมผัสแหล่งพลังนั้นๆ โดยจะใช้ฝ่ามือทาบกับสิ่งที่ต้องการทราบ ทำสมาธิสักพัก สัมผัสพลังชนิดต่างๆ แล้วจำข้อน่าสังเกตไว้ เช่น พลังเทพมักร้อน, พลังโพธิสัตว์มักเย็น โดยลองฝึกสัมผัสเทวรูปก็ได้
๕) การสังเกตพฤติกรรม ฝึกการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลก็สามารถทำนายได้ว่าบุคคลนั้นมีพลังอะไรครอบงำอยู่หรือพลังภายในชนิดใดที่กำลังขับดันพฤติกรรมเขาอยู่ การสังเกตพฤติกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ฝึกได้ทุกคนเพราะไม่ต้องพัฒนาอวัยวะรับสัมผัสขึ้นไปเป็นอายตนะพิเศษในการรับรู้สิ่งที่ยากแก่การรับรู้ได้ต่างๆ
๖) การถ่ายรูปออร่า วิธีนี้ง่ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องฝึกเลย โดยการขอให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพออร่าและการอ่านออร่าตรวจดูพลังภายในของตนก็ได้ การถ่ายรูปออร่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้จริงด้วยตาเปล่าทุกคนเห็นเหมือนกันได้ทั้งหมด และมีหลักการที่พัฒนาโดยวิทยาศาสตร์
สำหรับการฝึกจิตในที่นี้ จะเริ่มต้นจากการตรวจวัดระดับจิตวิญญาณเบื้องต้นก่อน เพื่อให้รู้สถานภาพเบื้องต้นของผู้ฝึกแบบคร่าวๆ จากนั้น จะหาวิธีพัฒนาจิตวิญญาณแบบการฝึกเก้าเอี๊ยง เพื่อปลดปล่อยพลังภายในที่ไม่ดีออกไปให้หมด ก็จะทำให้พลังภายในดีขึ้น
พลังจักรวาล
—หลักสำคัญของพลังจักรวาลคือการเพิ่มพลังให้กับร่างกายทั้งกายธาตุและกายทิพย์ เพื่อเพิ่มพลังหรือชำระให้สะอาดหมดจด หรือทั้งสองอย่าง
—ความจริงแล้วไม่ใช้แค่วิชาพลังจักรวาลเท่านั้นที่ใช้หลักการนี้พวกเทวปูชาก็ใช้หลักการนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ พวกฤๅษีก็ใช้ แม่แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ใช้ หลักการวิชาธรรมะเปิดโลกก็เป็นหลักการเดียวกัน เพียงแต่มีเป้าหมายสูงกว่าคือเพื่อรู้แจ้งโลกและหลุดพ้น
—ส่วนพลังจักรวาลที่ใช้ๆกันทั่วไปนั้นต้องการเพียงเพื่อผลทางสุขภาพกาย สุขภาพใจเป็นสำคัญ
*แหล่งพลังงาน
—พลังทุกอย่างต้องมีที่มา เช่นพลังแม่เหล็กโลกก็มาจากแกนโลก พลังหลุมดำก็มาจากศูนย์กลางแกแลกซี่ พลังจักรวาลก็มีที่มาเช่นกัน ขอบอกเพียงสั่นๆว่าเป็นพลังศักดิ์ จะศักดิ์สิทธิ์มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้อัญเชิญเป็นสำคัญ
*จักรา
—จักราคือตำแหน่งที่ใกล้เคียงกลุ่มอวัยวะสำคัญหลักๆของร่างกายที่ง่ายต่อการมอบพลัง เพราะเชื่อมโยงกันด้วยระยะทางอันสั้น
—นิยามแพทย์จะเข้าใจได้ง่ายกว่าและตรงความจริงกว่าด้วย
—อวัยวะสำคัญ ๆ ในร่างกาย
—สมอง ใช้ตำแหน่ง ยอดศรีษะ
—ตา หู จมูก ลิ้น ใช้ตำแหน่ง หลังศรีษะ
—คอ หลอกลม กระเดือก ใช้ตำแหน่ง คอด้านหลัง
—หัวใจ ปอด ใช้ตำแหน่ง หลังตอนบน
—กระเพาะ ใช้ตำแหน่ง หลังตอนกลาง
—ตับ ไต ม้าม ใช้ตำแหน่ง หลังตอนกลางล่าง(ตรงกับสะดือ)
—ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ใช้ตำแหน่ง หลังตอนล่าง
—ทวารหนัก ใช้ตำแหน่ง ก้นกบ(ซึ่งตำแหน่งนี้มักให้เจ้ตัวทำเอง)
—ดังนั้นจักราไม่จำเป็นต้องมี 7 อาจจะมีเท่าไรก็ได้ แล้วแต่ความละเอียดในการแบ่ง ซึ่งพวกหมอและพยาบาลจะแบ่งได้แม่นยำกว่า คนทั่วไปมาก
—ที่แบ่งจักราเป็น 7 จุดทั่วไปนั้นเป็นการแบ่งคร่าวๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจัดแบ่งกันมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคฮินดู และยังอยู่แม่ในปัจจุบันเพราะง่ายดีกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระก็สามารถพัฒนาให้ละเอียดขึ้นได้
*วิธีปฎิบัติแบบพลังจักรวาล
—ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเป็นวิธีการฝึกปฎิบัติกันมายาวนานแล้ว
—แท้จริงแล้วการเพิ้มพลังให้กับร่างกายทั้งกายธาตุและกายทิพย์นั้นนักปฎิบัติสามารถทำให้ตนเองด้วยตนเองได้ หรือจะรับจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยตรงก็ได้ หรือจะรับจากผู้มีใจสูงก็ได้ ดังนี้
*การเพิ่มพลังให้ตนเอง
—สมัยโบราณนั้น นักฝึกฝนได้ทำการเพิ่มพลังให้แก่อวัยวะสำคัญต่างๆของตนเองด้วยพลังจิต โดยทำให้จิตเข้มข้นด้วยการกำหนดสติแล้วเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่ใกล้อวัยวะสำคัญเหล่านั้น เพื่อกระตุ้นให้ทำงานดีและมีพลังโดยสมควร
—การฝึกจิตแบบนี้เป็นการฝึกจิตแบบดั้งเดิมของผู้มีใจสูงทั่วโลก ซึ่งชนโบราณได้ค้นพบว่าจุดต่างๆในร่างกายนั้น ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อจิตใจและร่างกายมากดังนี้
*จุดกลางกระหม่อม
—จุดกลางกระหม่อม หรือส่วนบนสุดของศรีษะ จุดนี้เป็นจุดที่คลายอารมณ์คลายความตึงตัวที่ดี เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญญาญาณและสติปัญญา เกิดความปีติแจ่มใสได้ง่าย ให้กำหนดความรู้ตัวที่นี้ให้แจ่มชัด
*จุดหว่างคิ้ว
—จุดหว่างคิ้วนี้เป็นจุดตื่น ทำให้ตื่นตัวได้ง่าย และมีประโยชน์ในการรวมพลังส่งไปให้ผู้อื่น กำหนดจิตไว้ที่นี้อย่างนุ่มเบาและมั่นคง อย่างเพ่งแรง ถ้าเพ่งแรงจิตจะตึง อาจมึนศรีษะได้ จำไว้ปฎิบัตินุ่มเบาและมั่นคง
*จุดที่ตา
—จุดที่ตา เป้นจุดที่หากประคองความรู้ตัวโดยไม่เพ่ง ไม่บีบจุดนี้จะทำให้เกิดจิตตานุภาพ ตานี้จะเป็นหน้าต่างของจิตใจ อาการทางตาเป็นยังไงจิตมักเป็นอย่างนั้น สังเกตดู ถ้าตารู้สึกตึงแสดงว่าจิตใจเรายังตึงตัวอยู่ ให้แผ่เมตตาออกไปจนรู้สึกเป็นที่สบาย
*จุดปลายจมูก
—จุดปลายจมูกนี้ จะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปีติ ซาบซ่านได้ง่ายแต่ควรระมัดระวัง อย่าใช้ตาไปเพ่งดู ให้ใช้ความรู้ตัวรู้อยู่ตรงนั้น
*จุดเหนือลูกกระเดือก 2 นิ้ว
—จุดนี้ จะใกล้จุดที่รับรสต่างๆ ของลิ้นมาก เวลาหิวถ้าทำจุดนี้ให้สงบความหิวจะหายไป
*จุดใต้ลูกกระเดือก 2 นิ้ว
—ฐานนี้เป็นภวังค์ของการหลับ ไครมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับให้ประคอความรู้ตัวไว้ที่นี้ จนเป็นที่สบาย ค่อยๆ ผ่อนควายกำหนดตัวเองให้หลับได้ง่าย สังเกตดูเมื่อประคองจิตมาไว้ตรงนี้จะรู้สึกเคลิ้ม
*จุดที่หัวใจ
—จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดคือจุดที่หัวใจ จุดนี้เป็นจุดแห่งความรู้แจ้งใหม่ๆ จะเห็นการเต้นของหัวใจได้ชัดผ่อนคลายอาการที่หัวใจนั้น ให้สงบระงับและประคองให้อยู่ในจิตเอง ให้มีสติ จิตรู้จิต จิตรู้ใจ เมื่อมาอยู่ตรงนี้คราใดจะมีความเบิกบานแจ่มใส มีแสงสว่างไสวอยู่ตรงนั้น ประคองไว้ให้มั่น ฐานนี้เป็นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นฐานที่ตั้งของใจโดยตรง ไม่ว่าจะฝึกจิตในอริยาบถใดก็ตามให้สังเกตและตั้งความรู้ตัวไว้ตรงนี้เสมอๆ
*จุดเหนือสะดือ
—จากนั้นขยับมาที่จุดเหนือสะดือประมาณ 2 นิ้ว หรือจุดก้นกบนั้นเอง จุดนี้เป็นจุดที่ให้ความกระปรี้กระเปร่า ความสดชื่นได้ดี เพราะเมื่อกำหนดจุดนี้ จะทำให้หายใจทั่วปอด เป็นจุดที่ทำให้เกิดปีติ จึงเป็นจุดที่พวกฟๅษีชีไพรติดกันมาก เชื่อว่าเป็นจุดที่นำไปสู่ความสำเร็จแต่จริงๆแล้วยังไม่ใช้ เพียงเป็นจุดที่ให้ความสุขอันละเอียด พึงระวังอย่าเพ่งอย่าบีบจิตฐานนี้จะทำให้ดิ่งจิตเข้าสู่ความสงบ ปล่อยให้คลายไปเลย
*จุดสะดือ
—เมื่อประคองความรู้วจนได้ความสงบพอสมควรแล้ว ต่อไปค่อยๆประคองความรูตัวมาไว้ที่สะดือ ที่สะดือเป็นจุดเริ้มต้นที่นำอาหารและอากาศมาล่อเลี้ยงร่างกายสมัยเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ดังนั้น ประคองความรู้ตัวให้แจ่มใส เมื่อแจมใสได้ดีแล้ว จะเห็นขบวนการต่างๆ ของร่างกายภายในได้ชัดเจน
*จุดใต้สะดือ
—จุดต่อไปนี้เป็นจุดใต้สะดือสองนิ้ว เอาความรู้ตัวไปอยูที่นั้นอย่างสงบ น่มนวลและแผ่วเบา อย่าเพ่งอย่าบีบจิต ฐานนี้จะทำให้ดิ่งไปสู่ความสงบปแล่อยดิ่งไปเลยจนเป็นที่สบาย
*จุดก้นกบ
—จุดต่อไปนี้ให้กำหนดความรู้ตัวไว้ที่ก้นกบ จุดนี้เป็นจุดรับน้ำหนักของเราในขณะนี้ เป็นจุดที่สร้างความรู้สึกทางกายได้ชัด จะเกิดความเสียวซ่านไปยังประสาทส่วนต่างๆทำให้กำหนดความรู้ตัวทั่วพร้อมได้ง่าย
*จุดท้ายทอย
—ให้ประคองความรู้ตัวจากก้นกบขึ้นไปตามกระดูกสันหลัง ถึงตรงรอยต่อของกระดูกสันหลังกับสมองใกล้ Medulla Oblongataภาษาฤๅษีเรียกศูนย์วิสุทธิจักร จุดนี้เหมือนกับหัวเทียนในร่างกายของคนจะ spark พลังต่างๆมากมาย ถ้าทรงสติ ณ จุดนี้ให้มั่นคงต่อเนื่องจนเป็นสมาธิและผ่อนคลายให้โปร่งว่างสบายแล้ว กระบวนการสร้างพลังจะราบรื่นและสามารถดูดพลังละเอียดในบรรยากาศมาบริโภคได้ เช่น อีเธอร์หรือโอโซนในบรรยากาศ หรือรังสีทิพย์ในมิติทิพย์ เป็นต้น
—นั้นคือเทคนิคการเพิ้มพลังในตนด้วยตนเอง ซึ่งนักปฎิบัติตามพงไพรนิยมใช้กันเป็นประจำ
—แต่หากพลังของตนมีไม่พอ เพราะดูแลตัวเองไม่ดี ไม่บริหารเลยอาจเชิญพลังของศาสดาหรือครูบาอาจารย์ที่ตนนับถือ(ศาสนาไหนก็ได้)มาโปรดตนก็ได้….
การเปลี่ยนแปลงของจักรวาลส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร ????
เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลและจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของเรา ทุกอย่างเชื่อมต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เมื่อสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลกของจักรวาลหรือเกิดขึ้นกับวัตถุท้องฟ้าโดยทั่วไปจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลัง
การเปลี่ยนแปลงที่มีพลังเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน……ไม่ว่าเราจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม !!! บางคนพาเราเข้ามาข้างในและคนอื่น ๆ ทำให้เราตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว คุณไม่มีทางรู้อย่างแท้จริงว่าบางสิ่งจะส่งผลต่อคุณอย่างไรในขณะที่คุณไม่เหมือนใคร ???
เมื่อจักรวาลนำพลังงานต่ำออกมาพวกเราจำนวนมากก็ลงไปในที่ทิ้งขยะและรู้สึกหมดพลัง เราอาจจะเฉื่อยชาและลำไส้ของเราอาจอึดอัด ….หลายคนสังเกตเห็นปัญหาการย่อยอาหารเมื่อพลังงานในจักรวาลมีน้อย
เมื่อพลังของจักรวาลมีมากเราจะรู้สึกถึงบางสิ่งที่รุนแรงมากขึ้น นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณได้สัมผัสในช่วงพระจันทร์เต็มดวง เรารู้สึกราวกับว่าเรากำลังผ่านการเปิดตัวและทุกสิ่งที่เรากำลังดำเนินอยู่นั้นถูกขยายออกไปอย่างมาก
นอกจากนี้ยังอาจทำให้เรามีปัญหาในการนอนหลับอย่างมาก พลังงานเหล่านี้บางส่วนผลักดันเราเข้าสู่ภายในและอื่น ๆ ออกสู่ภายนอก มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่จักรวาลส่งมาให้คุณ
พลังภายในมีประโยชน์อย่างมากเพราะมันผลักดันให้เราดำดิ่งลงไปในตัวตนของเราและทำไมเราถึงเป็นอย่างที่เราเป็น มันกระตุ้นการรักษาและเปลี่ยนเราไปสู่ความคิดที่มีการศึกษามากขึ้น เราสามารถเรียนรู้ได้มากมายโดยการทำความรู้จักตัวเองในระดับที่ลึกขึ้น……. ปัญหามากมายสามารถแก้ไขได้ในลักษณะนี้เท่านั้น
หากคุณกำลังเผชิญกับบางสิ่งคุณควรถามตัวเองว่าพลังงานที่อยู่รอบตัวกำลังพยายามบอกอะไรคุณ หากคุณกำลังดิ้นรนเพื่อหาคำที่จะพูดบางทีการคิดอย่างจริงจังอาจเป็นไปตามลำดับ เมื่อใดก็ตามที่เราเจอบางสิ่งในชีวิตนี้มันมีความหมายอยู่เบื้องหลัง …. #จักรวาลทำงานอย่างลึกลับ การเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าและการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ตามดังนั้นเราอาจใช้มันให้เป็นประโยชน์
หากคุณมีอาการปวดหัวคลื่นไส้อารมณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้อาการร้อนวูบวาบหรือสิ่งอื่นใดที่อาจเป็นได้และส่วนใหญ่เป็นเพราะพลังงานที่เปลี่ยนแปลงรอบตัวคุณ มีอาการหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล มีอะไรอีกมากมายในโลกนี้มากกว่าที่เราจะรู้ ……….จักรวาลอยู่ที่การทำงานเสมอ
ความลึกลับมีอยู่ในคอสมอส
ที่เผยโฉมให้โลกเห็นด้วยแสงสว่าง
ขอให้ผู้ที่จะเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งความมืด
ก่อนอื่นให้ศักดิ์สิทธิ์จากวัสดุที่ไม่เป็นรูปธรรม
ไฟจากโลก;
เพราะรู้ว่าโลกลงสู่พื้นโลกฉันใด
ไฟก็ขึ้นไปด้วยเช่นกัน
ไฟและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับไฟ
ผู้ที่รู้จักไฟที่อยู่ภายใน
ตัวเขาเองจะขึ้นไปสู่ไฟนิรันดร์
และอาศัยอยู่ในนั้นชั่วนิรันดร์
ไฟไฟภายใน
เพราะมันเอาชนะทุกสิ่งและ
แทรกซึมไปยังทุกสิ่งในโลก
~ ปรมาจารย์หัวใจ