พระปริตรกับพระพุทธมนต์

พระปริตรกับพระพุทธมนต์ ต่างกันอย่างไร บางท่านอาจสงสัย?
เท่าที่ผมอ่านจากหนังสือพุทธานุภาพที่ได้มาจากวัดสระเกศนานแล้ว บอกว่าพระพุทธมนต์กับพระปริตร เป็นพระพุทธพจน์ คือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน นำมาท่องบ่นสาธยายในรูปแบบบริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ เรียก “พระพุทธมนต์” ภาวนาจนจิตเกิดสมาธิเป็นหนึ่ง จิตสมาธิ ย่อมมีอานุภาพต่างๆนานา จึงนิยมเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย “พระพุทธมนต์” จึงเรียกว่า “พระปริตร” อีกทางหนึ่ง

“ปริตร” แปลว่า ต้านทาน, ป้องกัน
พระพุทธมนต์ในบทที่มีอานุภาพในทางต้านทาน, ป้องกัน, คุ้มครอง, รักษา จึงเรียกว่า “พระปริตร” อย่างที่พระสงฆ์สวด “รัตนสูตร” เพราะเป็นพระสูตรที่ “พระพุทธองค์” ทรงมอบให้พระอานนท์ใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดกับชาวกรุงเวสาลี เมื่อครั้งพุทธกาล

พิธีกรรมสวดพระปริตรแก้ปีชงนี้ เป็นการเสริมสร้างความเข้มขลัง ส่งผลให้ผู้ที่เข้าร่วม

พิธีกรรมมีพลัง สามารถต้านทานภัยต่างๆได้ทั้งภายนอกและภายใน (ดั่งคนที่เกิดปีชงซึ่งไม่รู้ว่าภัยจะปะทุกับตนเองเมื่อใด) มิให้กรายกล้ำเข้ามาใกล้ตัวได้…

…เป็นการ ประจุความศักดิ์สิทธิ์ ไว้ในร่างในตัวตน…เสมือนกับ“ปลุกเสกคน” ให้มีพลังที่เข้มขลัง…!!

จาก หนึ่งพลังอาจเพียงเป็นจุล…และหากรวมกันหลายร่าง ผนึกร่วมเกจิอาจารย์ศิษย์สายหลวงปู่สงฆ์ อาทิ หลวงพ่อโปร่ง วัดถ้ำพรุตะเคียน หลวงพ่อจรัล วัดช่องลม หลวงพ่อบุญมา วัดถ้ำโพงพาง หลวงพ่อเพ็ง วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ฯลฯ ที่นั่งปรกนำสวด…จะ รวมมวลศักดิ์สิทธิ์เป็นมหาพลัง

โบราณได้จำแนกพระปริตรออกเป็น 2 ประเภท คือ จุลราชปริตร (เจ็ดตำนาน) มี 7 บทพระปริตร กับ มหาปริตร (สิบสองตำนาน) มี 12บท
พระปริตร

แต่…ที่ปรากฏโดยตรงใน คัมภีร์มิลินทปัญหา และ อรรถกถา มีทั้งหมด 9 ปริตร คือ รัตนปริตร เมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฏานานาฏิยปริตร อังคุลิมาลปริตร โพชฌังคปริตรและอิสิคิลิปริตร

สมัยพุทธกาล…ภิกษุ 500 รูปไปเจริญภาวนาในป่าถูกเทวดารบกวนจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติ ธรรมได้ ต้องเดินทางกลับเมืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าจึงได้สอนเมตตปริตรอันกล่าวถึงเจริญเมตตา ภิกษุเหล่านั้นหมั่นเจริญเมตตาภาวนา เทวดาจึงมีเมตตาจิต ตอบและช่วยพิทักษ์คุ้มครองให้ภิกษุหมู่นั้นปฏิบัติ ธรรมได้โดยสะดวก

นอกจากนี้…อานุภาพพระปริตรยังสามารถคุ้มครองผู้ฟังได้อีกด้วย ดังปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาว่า…สมัยพุทธกาลเด็กคนหนึ่งจะถูกยักษ์จับกินภายใน 7 วัน พระพุทธเจ้าทรงแนะภิกษุให้สวดปริตรตลอด 7 คืน

แล้ว…พระองค์ทรงเสด็จฯสวดเองในคืนที่ 8 เด็กนั้นสามารถรอดภัยพิบัติจากอมนุษย์ได้และมีอายุยืนถึง 120 ปี จึงได้ชื่อ “อายุวัฑฒนกุมาร” แปลว่า “เด็กผู้มีอายุยืน” เพราะรอดพ้นจากอันตรายดังกล่าว

ความเชื่อถือในอานุภาพของบทสวดพระปริตรและอานิสงส์จากการฟังบทสวดดังกล่าวยังคงมีอยู่ในสังคมพม่าอย่างมั่นคง เป็นตัวอย่างหนึ่งของความนิยมในการนำอำนาจพุทธคุณมาใช้ในวิถีชีวิตแบบชาวพุทธพม่า การยกข้อธรรมมาเป็นเครื่องคุ้มกันภัยดุจคาถามนตรานั้น นับเป็นปรากฏการณ์สามัญที่พบเห็นได้อย่างปกติในสังคมพม่า และอาจกล่าวได้ว่าชาวพุทธพม่ารับเอาพิธีกรรมของลัทธิศาสนาอื่นมาเป็นพุทธพิธีโดยมิได้แยกแยะอย่างที่วีงเตงอูพยายามชี้ให้เห็น หลักธรรมจึงถูกกำหนดเป็นบทสวดสำหรับวิงวอนขอความคุ้มครอง มากกว่าที่จะยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ส่วนการกระจายเสียงบทสวดพระปริตรทั้ง ๑๑ บทของพระอุตตมะสาระ ที่นำออกอากาศในช่วงเวลาเปิดรายการสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกเช้านั้น บ่งชัดถึงการยอมรับในอานุภาพแห่งพระปริตรโดยผ่านพิธีกรรมในระดับรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อและศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ ที่ยังอาศัยความอบอุ่นจากศาสนาเป็นที่พึ่งสำคัญ

การที่ชาวพุทธพม่านิยมการปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสวดพระปริตรหรือบทพุทธคุณอื่นๆพร้อมกับการนับลูกประคำโดยมิได้ใส่ใจเนื้อหาในบทสวดนั้น อาจเป็นไปได้ว่าชาวพม่าทั่วไปชอบที่จะให้ความสำคัญต่อพิธีกรรมมากกว่าหลักธรรม เหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากความเข้าใจที่ว่า แม้จะยึดปฏิบัติตามหลักคำสอนในพุทธศาสนา ดังเช่น การดำเนินชีวิตด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญานั้นแล้วก็ตาม แต่ใช่จะมั่นใจได้ว่าชีวิตจะพบกับความสำเร็จได้เสมอไป เพราะชาวพม่าเชื่อว่ายังมีสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกว่านี้อีก สิ่งนั้นคือ อดีตกรรม จึงเป็นเหตุให้ไม่อาจมั่นใจในการดำเนินชีวิตด้วยการประพฤติตามพุทธธรรมเพียงหนทางเดียว เหตุนี้จึงต้องทำให้หลักธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์จนสามารถนำมาใช้แก้กรรมได้ ก็ด้วยการเสริมอานุภาพหรือฤทธิ์ให้กับหลักธรรมนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับชาวพุทธพม่าทั่วไปแล้ว หลักธรรมจึงไม่อาจเป็นเพียงแนวทางแห่งการหลุดพ้นเท่านั้น แต่ยังจะต้องเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของชีวิตปัจจุบันได้ด้วย ส่วนเหตุที่พม่าเชื่อว่าพิธีการสวดพระปริตรเป็นเครื่องแก้กรรมและป้องกันอันตรายนั้น อาจเป็นเพราะชาวพุทธพม่าเชื่อในเรื่องอดีตกรรมที่ตายตัว และโชคชะตาที่อาจปรับเปลี่ยนได้ด้วยฤทธิ์วิเศษ แล้วนำมาผูกเป็นความเชื่อในอิทธิฤทธิ์ที่เนื่องด้วยอำนาจพุทธคุณ ความเชื่อเกี่ยวกับอานุภาพของการสวดหรือฟังพระปริตรจึงสะท้อนโลกทัศน์ของชาวพม่าที่ให้ความสำคัญต่อพิธีกรรมหรือการบูชามากเสียจนลืมหลักแห่งการหยั่งรู้อริยสัจ โดยหันไปนิยมพึ่งพาอำนาจที่เหนือกว่า เพียงเพื่อให้ช่วยพลิกผันโอกาสหรือประคองชีวิตให้อยู่รอดเท่านั้น

หากกล่าวถึงประสบการณ์ของชาวพม่าที่ได้จากการสวดและการฟังพระปริตรนั้น ชาวพม่าหลายคนยืนยันว่าได้รับอานิสงส์จริง ถึงคราวที่เจ็บป่วยไม่สบาย การเดินทางมีอุปสรรค ฝันร้าย ก่อนคลอดบุตร ก่อนสอบ สมัครงาน ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ชาวพม่าจะเลือกบทสวดพระปริตรที่เหมาะสมจาก ๑๑ บทนั้น โดยจะสวดอย่างสม่ำเสมอจนพ้นช่วงวิกฤติของตน บางคนสวดพระปริตรทั้ง ๑๑ บททุกคืน บางคนจะทยอยสวดเป็นบางบทในแต่ละวันโดยจะสวดให้ครบทั้ง ๑๑ บทในแต่ละสัปดาห์ การสวดพระปริตรจึงกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธพม่าให้ได้นึกถึงอำนาจพุทธคุณที่จะช่วยคุ้มครองตนอยู่เสมอ อีกทั้งปรากฏการณ์น้ำพระปริตรเดือดให้เห็นจริงในปัจจุบัน ยิ่งช่วยหนุนให้คนพม่าส่วนมากต่างเชื่อในฤทธิ์อำนาจแห่งพุทธคุณ โดยไม่ใส่ใจต่อความเห็นที่แย้งว่าการท่องบ่นพระปริตรมิอาจช่วยเพิ่มบุญกุศล ปัญญา หรือทรัพย์แก่ตนได้เลย

การสวดมนต์และอานุภาพแห่งการสวดมนต์พระพุทธพจน์นั้น ดำรงอยู่ในรูปคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่พระสงฆ์สาวกทรงจำไว้และสืบต่อมาเพื่อนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ แต่หากพระพุทธพจน์ถูกนำมาใช้สำหรับเป็นบทบริกรรมภาวนาหรือสวด สาธยายตามความเหมาะสมแก่โอกาส พระพุทธพจน์จึงถูกเรียกว่า พระพุทธมนต์ เมื่อพระพุทธมนต์อาศัยจิตที่เป็นสมาธิเกิดอานุภาพในการต้านทาน คุ้มครอง ป้องกัน รักษา พระพุทธมนต์ก็ถูกเรียกว่า พระปริตรตามอานุภาพแห่งการต้านทานไปด้วย ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมเรียก พระปริตรแทนพระพุทธมนต์กันอย่างกว้างขวาง การนำพระพุทธพจน์มาเจริญภาวนา ในรูปแบบการเจริญพระ พุทธมนต์ จนเกิดอานุภาพในการต้านทานนั้น มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เช่น พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุสวดขันธปริตรเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย และทรงห้ามเรียนเดรัจฉานวิชา ซึ่งเป็นวิชาที่ขวางการบรรลุธรรม แต่เรียนพระพุทธมนต์เพื่อ คุ้มครองป้องกันตนได้

พระพุทธมนต์ที่สวดด้วยจิตเลื่อมใสเป็นสมาธิแน่วแน่ ย่อม แผ่อานุภาพคุ้มครองป้องกันตลอดทั้งหมู่ญาติ พวกพ้องและบริวารทั้งหลาย

โดยพระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาลได้นำพระสูตรต่างๆ มาสวดสาธยายในรูปแบบการบริกรรมภาวนา ให้เกิดเป็นสมาธิ จึงเรียกว่า พระพุทธมนต์ การเจริญพระพุทธมนต์มีจุดกำเนิดมาจาก การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์

เมื่อบริกรรมภาวนาพระพุทธพจน์จนจิตเป็นสมาธิ ย่อมเกิดพลานุภาพในด้านต่างๆ เช่น ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นในชีวิต จิตใจไม่ดีก็จะดี ชีวิตไม่ดีก็จะดี สุขภาพไม่ไก้ก็จะดี หน้าที่การงานไม่ดีก็จะดี ครอบครัวไม่ดีก็จะดี ในขณะเดียวกันก็ต้านทานสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ต่อมาจึงมีผู้นิยมนำพระพุทธพจน์มาใช้เป็นพระพุทธมนต์เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย พระพุทธมนต์จึงถูกเรียกว่า “พระปริตร” แปลว่า เครื่องต้านทาน ป้องกัน รักษา ต่อมาภายหลัง พระพุทธมนต์ที่มีอานุภาพในการต้านทาน คุ้มครอง ป้องกัน รักษา จึงถูกเรียกว่า พระปริตร ตามไปด้วย

สูดลมเข้าแล้วแผ่ไปทั่วร่างกาย พร้อมกัน แผ่อำนาจพระสังฆคุณไปทั่วร่างกาย ขจัดทุกข์โรคภัย วิถีจิตดังกล่าว ถ้ามีพลังธรรมสมบูรณ์ ชินบัญชรธรรมนี่ขจัดโรคร้ายได้ดีมากเลย โรคมะเร็งทั้งหลายนี่ ได้ดีมากเลย ถ้าจิตถึงธรรม… แต่อาตมาจะย่นย่อแล้ว เวลาเหลือสั้นลงแล้ว แผ่จนกระทั่งร่างกายขนลุกขนพองซาบซ่าน แสดงว่า จิตมีพลังมาก มีปีติมาก สำเร็จ… จิตสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ปีติจิต ถ้าปีติจิตไม่มี ไม่เบิกบาน ไม่ฟูขึ้นมาเลยนี่ มันแสดงว่า จิตขาดกำลังแล้ว จิตยังไม่ยกสู่อารมณ์ของกรรมฐาน ถ้าปีติเกิดขึ้น แสดงว่า จิตเข้าสู่แนวแล้ว มีพลัง จนนำไปสู่ความสงบตั้งมั่นสูงขึ้น ปีติเป็นเครื่องชี้วัดและเป็นการขับเคลื่อนจิต เวลาเราจะส่งแผ่จิต ก็ใช้อำนาจปีติแผ่ไปให้จนขนลุกขนพองเลย…

ต่อไป รวมจิตลงไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้สงบนิ่ง ตั้งมั่นดำริต่อไปว่า…
“พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง”

และรวมจิตอยู่ที่ “พุทโธ” ขณะนี้เปลี่ยนจาก “สังโฆ” กลับมาเป็น “พุทโธ” เพื่อให้มีความรู้ ตื่น เบิกบาน สงบอยู่ที่ “พุทโธ” และอธิษฐานขึ้นที่จิตว่า…

“ขออำนาจของพระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยปริตร พึงสำเร็จเป็นหลังคาเครื่องปิดกั้นในอากาศ ข้าพเจ้าขออธิษฐานขึ้นตั้งไว้เป็นเครื่องปิดกั้นในอากาศ” รวมจิตเป็น “พุทโธ” แล้วก็แผ่ขึ้นไปข้างบน ให้สำเร็จปิดกั้นด้านบนด้วยอำนาจพระปริตรทั้งสาม ตามที่อธิษฐานไว้… เสร็จสิ้นอธิษฐานแล้วกลับมารวมไว้ที่ศูนย์กลางกาย รวมจิตอธิษฐานอีกครั้งที่ศูนย์กลางกายว่า…

“ด้วยอำนาจธรรมที่ได้กระทำ บูชาด้วยดีแล้วนี้ อันปรากฏอยู่ในบท ชินบัญชรคาถา จงสำเร็จทั้งปวง ขอ อุปัทวะทั้งหลายทั้งภายนอกภายใน จงถึงความพินาศไป ด้วยเดชแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มหาบุรุษประเสริฐเหล่านั้นทั้งหมด จงอภิบาลรักษาข้าพเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางชินบัญชรนี้ ขออำนาจพระปริตร พระสูตรที่กล่าวไว้ในชินบัญชรคาถา พึงปิดกั้นในเบื้องล่าง พึงปิดกั้นในเบื้องหน้า พึงปิดกั้นในเบื้องหลัง ดุจเป็นห้องอำนาจธรรมที่ปกป้องรักษาทุกทิศทาง ทั้งภายในภายนอก เบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องบนเบื้องล่างทุกทิศ ปกป้องปกปิดรักษา” และรวมจิตไว้อยู่ในศูนย์กลางกาย ดุจนั่งท่ามกลางชินบัญชร ดำริบริกรรมว่า “พุทโธ พุทโธ พุทโธ” ให้สงบนิ่ง ดื่มด่ำอยู่กับ “พุทโธ” รู้ ตื่น เบิกบาน และอธิษฐานต่อเนื่องว่า…

“ขอข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะอุปัทวะด้วยอานุภาพแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะหมู่ข้าศึกด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมเจ้า ขอข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ และการประพฤติธรรมตามพระคาถาชินบัญชรอธิษฐานเจริญภาวนานี้เถิด”

รวมจิตไว้ศูนย์กลางกาย สูดลมเข้าเหยียดกายขึ้น และตั้งรวมจิตไว้ ในสุดท้ายนี้ที่ศูนย์กลางกาย รู้อยู่กับ “พุทโธ” ทำจิตให้เบิกบานอยู่กับ “พุทโธ” สมบูรณ์ในความรู้สึกอยู่ที่ “พุทโธ” การประพฤติธรรมให้ผลสัมฤทธิ์ คือ ความสงบนิ่งแห่งจิต และตั้งจิตอธิษฐานบนความสงบนั้นก็จะเกิดอำนาจธรรม เป็นอำนาจธรรมที่เกิดด้วยอำนาจพุทธานุภาพ

พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแผ่เข้าไปถึงได้ เป็นเขตที่กำหนดไว้ถึง แสนโกฏิจักรวาล ด้วยอำนาจแห่งพระปริตรทั้งหลาย มีขันธปริตร อาฏานาฏิยปริตร ธชัคคปริตร โมรปริตร รัตนสูตรเหล่านี้ เป็นต้น (ฯลฯ) เมื่อสาธยายแล้ว ย่อมแผ่กว้างขยายไปถึงแสนโกฏิจักรวาล พระปริตรคุ้มครองได้ถึงแสนโกฏิจักรวาล พระปริตร แปลว่า ป้องกัน ในที่นี้หมายถึง บทสวดที่ใช้ป้องกันภัยต่างๆได้ถึงแสนโกฏิจักรวาล

พระคาถาอุปปาตะสินติ
เจริญด้วยทรัพย์สมบัติ
เจริญด้วยพระพุทธคุณ 5 ประการ
ชนะอุปสรรค ชนะศัตรู
เหตุร้ายทั้งปวงจะพินาศสิ้นด้วยเดชแห่งอุปปาตะสันติ

“เทียนมหาสันติงหลวง”
เทียนมนต์ปริตรระงับเคราะห์ร้าย สลายเคราะห์กรรม
พลิกฟื้นชะตา กลับร้ายกลายเป็นดี
เหตุร้ายทั้งปวงจะพินาศสิ้นด้วยเดชแห่งอุปปาตะสันติ

มนตราธวัช…ธงอธิษฐานแห่งเนปาล

“ธงมนตรา” เขียนบทสวดมนต์ภาวนาที่ตนศรัทธา ลงบนผืนผ้าหลากสี อธิษฐานจิตขอพร แล้วจึงนำมนตราธวัชนั้นไปถวายเป็นพุทธบูชา การผูกธงมนตราเป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการเสริมมงคล เป็นการขอพรให้มีชีวิตยืนยาว ซึ่งความเชื่อของชาวพุทธแบบวัชรยาน ถือว่าการสวดมนต์ภาวนาเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติตามหลักธรรม

ธงมนต์ตรา มีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธศาสนา ช่วงเวลานั้นนักบวชในลัทธิบอน (ลัทธิที่บูชาภูตผีวิญญาณ) ได้ย้อมผืนผ้าเป็นสีต่างๆ เพื่อใช้ประกอบพิธีรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุทั้งห้า

โดยเรียงธงไว้รอบตัวผู้ป่วย เพื่อช่วยปรับธาตุต่างๆในร่างกาย จะได้หายเจ็บป่วย มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุ

ธงมนตราเป็นความเชื่อเรื่องวิญญาณในลัทธิดั้งเดิมของชาวทิเบต ผนวกเข้ากับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวัชรยานน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวพุทธทิเบตถึงทุกวันนี้

ทำไมต้องผูกไว้ในที่ลมพัดแรง? ธงมนต์ นิยมแขวนโยงขวางเส้นทางเดินตัดภูเขา ทางลัดเลาะ ลำธาร ในวัด หรือสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ การผูกธงมนต์จะผูกไว้เหนือลม โดยเชื่อกันว่าเมื่อลมพัดผ่านธงมนต์ ลมจะพัดพาบทสวดไปตามสายลม ทำให้ผู้ที่ได้รับลมนั้นเหมือนได้รับพรจากการสวด การที่มนตราธวัชโบกปลิวหนึ่งครั้งนั้นเทียบเท่ากับการสวดมนต์ถึงหนึ่งพันจบเลยทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วกระแสลมยังจะช่วยพัดพาให้มนตราและคำอธิษฐานขอพรต่างๆ ในตัว ของธงเองได้ล่องลอยไปตามสายลม และไปอำนวยอวยพรและบันดาลความมีโชคมีชัยให้กับบุคคลอื่นๆ ที่เดินทางผ่านไปมา
อีกด้วย

มนต์คาถาบนผืนธง…
คาถา หรือมนต์ เป็นพยางค์ คำ หรือเสียงที่มีความขลัง ความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงสามารถควบคุมพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น

ถอดรหัส… “มนตราคาถา” บนผืนธง
สีที่ใช้กับธงมนตรามี 5 สี บอกความหมายถึงธาตุทั้ง 5 และจัดเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้ เริ่มจากสีเหลือง หมายถึง ดิน, สีเขียว หมายถึง น้ำ, สีแดง หมายถึง ไฟ, สีขาว หมายถึง ลม และสุดท้ายเป็นสีฟ้า หมายถึง อากาศธาตุ

ชาวทิเบตถือว่าการผูกธงมนตราเป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการเสริมมงคล เป็นการขอพรให้มีชีวิตยืนยาว นิยมแขวนโยงขวางเส้นทางเดินตัดภูเขา ทางลัดเลาะ ลำธาร ในวัด หรือสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในวันปีใหม่และวันสำคัญทางศาสนา เพื่อให้มนตราอันเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ได้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดผ่าน จนกระทั่งถึงสรวงสวรรค์ที่สถิตแห่งทวยเทพ

ตัวหนังสือบนธงมนตรามีหลากหลาย ทั้งคาถา พระสูตร บทสวดทั่วไป และคำอวยพรต่างๆ

คาถา หรือมนต์ เป็นพยางค์ คำ หรือเสียงที่มีความขลัง ความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงสามารถควบคุมพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น มนต์คาถาที่ท่องซ้ำๆ ใช้เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการฝึกสมาธิ ภาษาที่ใช้แทบจะเป็นภาษาสันสกฤตทั้งหมด เพราะเป็นภาษาที่ใช้ในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ อาจจะเป็นคำโดดๆ ที่เป็นหัวใจคาถาอย่าง “โอม” หรือแบบยาว “โอม มณี ปัทเม ฮุม” ซึ่งเป็นคำภาวนาของพระอวโลกิเตศวร มหาโพธิสัตว์ที่มีพลังปกป้องคุ้มครอง

ส่วนพระสูตรในพุทธศาสนาวัชรยานที่ปรากฏบนธง มีความยาวขนาดกลางและสั้น พระสูตรขนาดสั้นที่พบมากจะเป็นบทสวดธารณี เช่น บนธงแห่งชัยชนะ ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นป้ายนั้น มีบทสวดธารณีสูตรยาวหลายบรรทัด บทบูชาพระแม่ตารา 21 องค์ (ปาง) และอุษณีษวิชยธารณี หรืออุษณีชัยสูตร หรืออุณหิสวิชัยสูตร ซึ่งจะน้อมนำให้เข้าถึงพระรัตนตรัย เชื่อกันว่า หากสาธยายบ่อยๆ ก็จะไม่ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นต้น

ไม่ว่าข้อความบนธงจะเขียนว่าอย่างไร แต่ทั้งหมดล้วนต้องการสื่อสิ่งดีงาม ความเป็นมงคล ที่ส่งผ่านผืนธงหลากสีนั้น

• ธงมนตราแบบต่างๆ
ธงลังตา หรือม้าลม เป็นชนิดธงที่พบบ่อยที่สุด จนมักคิดกันว่า ลังตา แปลว่า ธงมนตรา วัตถุประสงค์ของการทำธงนี้ คือ เพื่อให้เกิดความโชคดีร่ำรวย ตรงกลางของธงจะเป็นรูปม้าลม ซึ่งเป็นม้าที่บรรทุกอัญมณีแห่งการรู้แจ้ง และส่งพลังที่ดีให้ ตรงมุมทั้งสี่ มักจะเป็นรูปสัตว์ คือ ครุฑ มังกร เสือ และสิงโตหิมะ หรืออาจจะเป็นตัวหนังสือเขียนคำเรียกสัตว์ทั้งสี่นี้แทนก็ได้ ข้อความบนธงเป็นคาถามนตราหรือพระสูตรสั้นๆ

ธงแห่งชัยชนะ จารึกบทสวดสำหรับเอาชนะอุปสรรค สมัยก่อนมีการใช้ธงนำทัพ พระพุทธเจ้าก็ทรงกล่าวถึงพระอินทร์ว่าถือธงนำเหล่าเทพดาออกศึกสู้รบกับเหล่าอสูร และสาธยายมนต์ซ้ำๆ เพื่อคุ้มครองและสร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพ เมื่อชาวทิเบตนำมาใช้ เนื้อหาบนธงจึงมีลักษณะถึงการเอาชนะอุปสรรค ศัตรู พลังชั่วร้าย และโรคภัย ธงนี้มักมีรูปสัญลักษณ์ประกอบ เช่น รูปม้าลม อัษฎมงคล (เครื่องหมายแห่งมงคลทั้งแปด) และรัตนสมบัติของจักรพรรดิตามความเชื่อเรื่องจักรวาทิน

ธงเกี่ยวกับสุขภาพและชีวิตยืนยาว มักจะมีคาถาจากพระสูตร หรือมนต์คาถาเพื่อสุขภาพที่ดี และมีชีวิตยืนยาว เช่น ธารณีคาถาของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ซึ่งในความเชื่อของชาวทิเบต พระองค์มีกายสีน้ำเงินเข้ม นั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาถือยาสมุนไพร พระหัตถ์ซ้ายถือบาตรวางบนพระเพลา ถือกันว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่สามารถรักษาโรคทางกาย และโรคทางกรรมของสัตว์โลก ในบางครั้งเราจะเห็นว่ามีการใช้สีน้ำเงินของพระวรกายเป็นสัญลักษณ์แทน

อีกคาถาที่นิยมคือ “นโม อมิตาภะ พุทธายะ” ของพระอมิตาภพุทธะ ซึ่งพระนามว่า อมิตายุส (Amitayus) ในภาษาสันสฤต หมายถึง มีอายุอันประมาณค่ามิได้ หรืออีกพระนามว่า อมิตาภะ (Amitabha) หมายถึงความสว่างอันประมาณมิได้ เชื่อกันว่า ยามใกล้จะหมดลมจากโลกนี้ไป หากได้เอ่ยพระนามและระลึกถึงพระอมิตาภพุทธะ ก็จะได้ไปเกิดใหม่ในแดนสุขาวดีที่ทรงประทับอยู่

นอกจากนี้ ยังมีธงของผู้ศรัทธาพระโพธิสัตว์ตาราขาว หรือพระจินดามณีจักรตารา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พระแม่ตาราขาว ซึ่งเชื่อว่าจะนำความสงบสุข สุขภาพดี และชีวิตยืนยาว พระแม่ตาราได้รับการยกย่องว่าเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในด้านความกรุณา รูปของพระแม่ตาราขาวนั้น ทรงชุดขาวล้วน มีพระเนตร 7 ดวง หมายถึงเฝ้ามองสรรพสัตว์อยู่ตลอดเวลาด้วยความเมตตากรุณา พระหัตถ์ขวาประทานพร พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว

ธงมนตราของคุรุปัทมสมภพ หรือกูรูรินโปเช พระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งกาย วาจา ใจ การสวดหัวใจพระคาถาวัชรคุรุ ช่วยชำระล้างมลทินภพชาติที่มัวหมอง บนธงมักจะเขียนคาถาหัวใจของพระองค์ว่า “โอม อา ฮุม วัชร คุรุ ปัทมะ สิทธิ ฮุม” หรือ “โอม อา ฮุม บันซา กูรู เปมา สิทธิ ฮุม” หรือบทสวดอื่นๆ

ทุกครั้งที่ชักธงมนตราขึ้นไป ก็เหมือนได้ส่งคำคาถาที่พร่ำสาธยายเป็นประจำจากใจศรัทธาขึ้นสู่ฟากฟ้า ทุกครั้งที่ได้มองธงมนตราบนฟากฟ้า ใจก็สัมผัสได้ถึงคาถาจากเทพดาและสิ่งศักดิ์ที่พร่างพรมลงมาปลอบโยน เป็นกำลังใจ และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งชาวทิเบตยังคงรักษาวิถีปฏิบัติจนถึงวันนี้

• อัษฎมงคลของทิเบต
อัษฎมงคล คือ มงคล 8อย่าง เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาของทิเบต ที่พบได้เสมอในลวดลายภาชนะ เครื่องใช้ เครื่องประดับ สถาปัตยกรรม และบนธงมนตรา คล้ายกับอัษฎมงคลของไทยเรา แต่ของทิเบตประกอบด้วย
สังข์ขาว คือ สุรเสียงในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า
คนโท สำหรับบรรจุน้ำสะอาดและทรัพย์มณีมีค่า สื่อความหมายถึงความบริสุทธิ์ สะอาด โชคลาภ
ฉัตร หรือร่ม เครื่องแสดงอิสริยยศในกองทัพ หมายถึงอำนาจบารมี และหมายถึงการปกป้องจากภัยร้าย
เงื่อนอนันตภาคย์ เป็นเงื่อนแห่งสิริมงคล ทุกช่องทางในความคดเคี้ยว สามารถผ่านได้ตลอด แม้ในกระแสเชี่ยวกรากของวิถีชีวิต หากดำเนินตามรอยพระพุทธองค์ ก็จะสามารถพบปัญญานำทางสู่ความรอดพ้นได้
ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์ของการทำงาน (เพื่อสร้างใหม่) การหมุนเวียน และความสมบูรณ์พร้อม (ไม่สิ้นสุด) หรือวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง
ปลาทอง เป็นสัญลักษณ์ของดวงตาแห่งปัญญา
ดอกบัว แม้เกิดแต่ตม แต่สามารถคงความสะอาดบริสุทธิ์แห่งตนไว้ได้
ตุง แทนความหมายของวิถีแห่งการดับทุกข์

มนตราธวัช…ธงอธิษฐานแห่งเนปาล
ตามวัดพุทธต่างๆ ในประเทศเนปาลจะมีแถบผ้าผืนเล็กๆ สีต่างๆ แขวนห้อยเรียงรายเป็นแถวและผูกโยง คล้องกับสถูปหรือต้นไม้สูง หรือโยงไปมากับผนังอาคารรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เรียกว่าโยงกันแบบระโยงระยางเลยทีเดียว แถบผ้าเหล่านั้นมีหลายสี ขาว แดง เหลือง น้ำเงิน ดำ ฟ้า เป็นต้น มีการเขียนหรือพิมพ์บทสวดมนต์ บทสรรเสริญเทพเจ้า บทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณต่างๆ ลงบนผืนผ้าเหล่านั้นด้วย

ตามความเชื่อของชาวพุทธแบบวัชรยาน หรือตันตระยานนั้น ถือว่าการสวดมนต์ภาวนาเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติตามหลักธรรมประการหนึ่ง ดังนั้นนอกเหนือจากการสวดมนต์ด้วยตนเองแล้ว การกระทำอื่นๆ ที่ช่วยให้มีผลต่อการสวดมนต์นั้นๆ ก็จะกระทำด้วย นั่นคือที่มาของ “มนตราธวัช” หรือ “ธงมนต์” หรือ “ธงมนตรา”

ความเชื่อของชาวพุทธในเนปาลและรวมไปถึงในประเทศทิเบต ภูฏาน และสิกขิม จะนิยมเขียนหรือพิมพ์บทสวดมนต์ภาวนาที่ตนศรัทธา ลงบนผืนผ้าต่างสี จากนั้นจะอธิษฐานจิตขอพร แล้วจึงนำมนตราธวัชนั้นไปถวายเป็นพุทธบูชา โดยจะแขวนโยงจากศาสนสถานเป็นหลัก หากไม่มีพื้นที่เหลือหรือสุดกำลังความสามารถที่จะปีนป่ายขึ้นไปแขวนเองได้ จึงจะนำไปผูกโยงไว้ในบริเวณรอบๆ ใกล้เคียงหรือหลังคาบ้าน ช่องเขา หน้าผา และทางเดินที่เป็นช่องทางที่ลมพัดผ่านได้โดยสะดวก

ตามความเชื่อที่ตกทอดมาแต่โบราณ ถือกันว่าสายลมที่โบกพัดอยู่ทุกวี่วันจะเป็นผู้นำคำอธิษฐานทั้งปวงรวมทั้งบทสวดที่ได้ตั้งจิตถวายเป็นพุทธบูชาแล้วนั้น พลิ้วปลิวขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ การที่มนตราธวัชโบกปลิวหนึ่งครั้งนั้นเทียบเท่ากับการสวดมนต์ถึงหนึ่งพันจบเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วกระแสลมยังจะช่วยพัดพาให้มนตราและคำอธิษฐานขอพรต่างๆ ในตัวของธงเองได้ล่องลอยไปตามสายลม และไปอำนวยอวยพรและบันดาลความมีโชคมีชัยให้กับบุคคลอื่นๆ ที่เดินทางผ่านไปมาอีกด้วย

การที่มนตราธวัชปรากฏในสีที่แตกต่างกันนั้น สืบเนื่องจากความหมายที่มีหลากหลายประการ ความหมายแรกคือสีประจำธาตุเกิดของตนเอง คือ

สีแดง เป็นตัวแทนของธาตุไฟ
สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ
สีเขียว เป็นตัวแทนของธาตุลม
สีขาว เป็นตัวแทนของโลหะ
สีเหลือง เป็นตัวแทนของธาตุดิน

ส่วนอีกความหมายหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและยอมรับกันทั่วไป คือ ความหมายถึงสีผิวของพระวรกาย และรัศมีที่ทรงเปล่งออกมาของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์พระองค์ต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ดังนั้นสีของธงที่แตกต่างกัน ก็จะหมายถึงตัวแทนขององค์เทพที่บูชาที่แตกต่างกันไป

มนตราธวัชสีเขียว จะหมายถึง พระคันธหัสติโพธิสัตว์ กายสีเขียวหรือขาวอมเขียว 2 กร มือขวาทำปางประทานพร มือซ้ายถืองาช้าง วางบนดอกบัวหรือถือสังข์

หรือพระอากาศครรภโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แห่งความปีติอันไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเกิดจากการช่วยเหลือสรรพสัตว์จำนวนมากพ้นประมาณ สัญลักษณ์คือพระอาทิตย์ มือขวาถือเพชรพลอย มือซ้ายถือดวงแก้ว กายสีเขียว มี 2 กร

มนตราธวัชสีเหลือง จะหมายถึง พระคคนคัญชะโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือต้นกัลปพฤกษ์ หัตถ์ขวายกขึ้น หัตถ์ซ้ายวางบนสะโพก กายสีเหลือง มี 2 กร

หรือพระจุณฑิอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้แยกตัวมาจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือเจ้าแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ทุกกรล้วนมีสิ่งของไม่เหมือนกัน บ้างก็แตกต่างกันไป กายสีเหลืองหรือขาว 3 เนตร 18 กร

หรือพระชญาณเกตุโพธิสัตว์ กายสีเหลืองหรือฟ้า 2 กร มือขวาถือธงกับเพชรพลอย มือซ้ายทำท่าประทานพรหรือพระสรรวโศกตโมนิรฆาตมตีโพธิสัตว์ กายสีเหลืองอ่อนหรือเหลือง มี 2 กร มือขวาถือคทา มือซ้ายวางบนสะโพก

หรือพระอโมฆทรรศินโพธิสัตว์ กายสีเหลือง 2 กร มือขวาถือดอกบัว มือซ้ายวางบนสะโพก

มนตราธวัชสีแดง จะหมายถึง พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือพระชาลินีประภาโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือวงกลมแห่งดวงอาทิตย์ หัตถ์ขวาประทานพร หัตถ์ซ้ายถือพระอาทิตย์บนดอกบัว กายสีแดง มี 2 กร หรือพระภัทรปาลโพธิสัตว์ กายสีแดงหรือขาว มี 2 กร มือขวาทำปางประทานพร มือซ้ายถือเพชรพลอย

มนตราธวัชสีขาว จะหมายถึง พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา ผู้ทรงเป็นองค์แทนกรุณาของพระพุทธเจ้า ผู้สดับเสียงคร่ำครวญในโลก และคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร เป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลที่สุดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

หรือพระจันทรประภาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสาวกของพระไภษัชยคุรุ สัญลักษณ์คือดวงจันทร์วางบนดอกบัว หัตถ์ขวาประทานพร หัตถ์ซ้ายถือพระจันทร์บนดอกบัว กายสีขาว 2 กร

หรือพระอักษมยมติโพธิสัตว์ สัญลักษณ์ คือ พระขรรค์หรือหม้อน้ำ มือขวาประทานพร มือซ้ายทาบบนพระอุระ กายสีขาวหรือเหลืองนวล มี 2 กร

หรือพระสุรังคมโพธิสัตว์กายสีขาว 2 กร มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายวางบนสะโพก

หรือพระสรรวนิวรณวิษกัมภินโพธิสัตว์ กายสีขาวหรือฟ้า มี 2 กร มือขวาทำญาณมุทรา มือซ้ายทำท่าปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร

หรือพระสรรวาปายัญชหะโพธิสัตว์ กายสีขาว 2 กร ทำท่าขจัดบาป หรือถือขอสับช้างทั้งสองมือ

หรือพระสาครมติโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือสังข์หรือคลื่น ยื่นพระหัตถ์ไปข้างหน้า ทำนิ้วเป็นรูปคลื่น กายสีขาว มี 2 กร

มนตราธวัชสีฟ้า จะหมายถึง พระวัชรครรภโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือหนังสือ มือขวาถือวัชระ มือซ้ายถือหนังสือ กายสีฟ้า มี 2 กร

มนตราธวัชสีดำ จะหมายถึง พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนพลังของพระพุทธเจ้า

และในบางครั้งมนตราธวัชที่มีสีเหลือง เขียว หรือแดง ยังอาจหมายถึง พระประติภานกูฏโพธิสัตว์ ผู้มีผิวกายสีเหลือง เขียว หรือแดง มือขวาถือแส้ มือซ้ายวางบนเพลา มี 2 กรได้อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ชาวเนปาลยังมีความเชื่อด้วยอีกว่า หากมนตราธวัชนั้นโบกพลิ้วปลิวอยู่นานๆ แล้ว คำขอพร คำอธิษฐาน และมนตราต่างๆ ที่จารึกอยู่บนธงนั้นจะจืดจางลง ต้องใช้ใบสนหูเสืออย่างสดๆ มาจุดรมควัน คล้ายเป็นกำยาน เพื่อเป็นเครื่องเพิ่มอานุภาพฤทธีให้ทวิทวีมากขึ้นเป็นประจำทุกปี หากเกิดการเปื่อยขาดลง ก็จะทิ้งไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มมนตราธวัชที่สมบูรณ์ขึ้นแขวนแทนที่ใหม่เสมอๆ

Prayer Candle

ธงหลากสี มีอักขระ หรือภาพ คล้ายๆกับผ้ายันต์ เป็นสิ่งที่คุ้นตาในประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย รวมทั้งเนปาล ผู้คนที่ไปเยือนเนปาล หรือไปปีนเขาเอเวอเรสต์ก็จะคุ้นตากับ ธงศักดิ์สิทธิ์แบบนี้เป็นอย่างดี ธงหลากสีสันที่มีความหมายลึกซึ้งมากไปกว่า ความงดงามทีโบกสะบัดในสายลม

เมื่อลมพัดสายธงที่เต็มไปด้วยมนตราและภาพสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธ์ ก็เหมือนกับส่งพลังศักดิ์สิทธิให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ เสมือนเครื่องรางและสิ่งนำโชคให้กับผู้คนในบริเวณนั้น

มีทัศนคติว่าตราบเท่าที่สายลมพัดผ่าน..กระแสธรรมแห่งองค์พระสัมมา ก็จักล่องลอยไป..ในอากาศ ขอลมโปรดได้นำพระธรรมแผ่ไปต้องโสตประสาท ต้องจิตใจของทุกคนไปผ่านไปมา ขอทุกท่านจงได้รับพร รับพลังแห่งพระธรรมขององค์พระสัมมาทุกทั่วทุกตัวตน.. ฯ และทุกครั้งที่กระแสลมต้องแผ่นธง..ทุกครั้งที่ธงโบกสะบัดพัดไปมา ก็จักถือว่าเป็นการสาธยายมนตราเพื่อสิริมงคลชีวิตของผู้ผูกติดธงนี้ไว้ แลเป็นการป้องกันภัยปกปักรักษาแก่ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา

ความหมายอันลึกซึ้งเบื้องหลัง ธงโบกสะบัดในสายลม คือวัฏสังสารของชีวิต

Prayer Flag ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงถึง สันติภาพ ความมีเมตตา ความเข้มแข็งและปัญญา มีความเข้าใจผิดๆว่า ธงนำบทสวดไปสู่พระเจ้า แต่ที่จริงแล้วชาวธิเบตมีความเชื่อว่าบทสวด และมนตราที่อยู่บนธง จะถูกลมพัดพาเพื่อนำเอาสิ่งดีๆ และความรักความเมตตา แผ่ซ่านไปสู่ทุกหนทุกแห่ง บนโลกใบนี้ การแขวนธงศักดิ์สิทธิไว้ในที่สูงๆ ก็เพื่อจะนำ พรที่อยู่บนธงไปสู่ทุกๆชีวิต เพราะว่าสายลมที่พัดผ่านผิวของผืนธง จะดูดซับ และได้รับพลังจากมนตรา บทสวดเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล

เมื่อภาพและอักษรบนธงจางลง อันเกิดจากสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้า ก็เหมือนกับชีวิตที่จะต้องเดินหน้าต่อไป และถูกทดแทนด้วยชีวิตใหม่ ชาวธิเบต และเนปาล จะสร้างความหวังใหม่ๆของพวกเขา โดยการแขวนธงใหม่ทับไปบนธงเก่า สิ่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิต และเป็นความเข้าใจ เป็นการยอมรับว่าทุกสรรพสิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร หรือ วัฏสังสาร ที่ยิ่งใหญ่

สำหรับคนเนปาลแล้ว ยอดเขา เอเวอเรส ไม่ใช่เป็นเพียงยอดเขาสูงที่สวยงาม ท้าทายหัวใจที่รักการพจญภัย แต่ยอดเขาเอเวอเรส เปรียบเสมือนศาสนสถาน สถานที่สถิตของพระเจ้า จะว่าไปชาวเนปาล จึงอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า วิถีแห่งชีวิตจึงใกล้ชิดกับพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และแสดงออกผ่านความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ รวมถึง Prayer Flag นี้ด้วย ในทัศนะของชาวเนปาล ความทุกข์และความสุข ชีวิตและความตายอยู่ใกล้กันจนเป็นเหมือนเงาของกันและกัน อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่คาดคิด ชาวเนปาลและชนชาติที่อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยจึงมีความเคารพยำเกรงต่อพลังอันยื่งใหญ่ของธรรมชาติ มนุษย์เป็นเพียงสิ่งเล็กๆภายใต้พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ควบคุมความเป็นไปของจักรวาลนี้

ในผืนธงทุกผืนดูเหมือนมีพลังพิเศษที่ทำให้เกิดความสุขสงบทุกครั้งเวลาที่เราเดินผ่าน รู้สึกถึงพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่นำมาแขวนไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา

ชาวพุทธแบบวัชรยาน หรือตันตระยานนั้น ถือว่าการสวดมนต์ภาวนาเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติตามหลักธรรมประการหนึ่ง ดังนั้นนอกเหนือจากการสวดมนต์ด้วยตนเองแล้ว การกระทำอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการสวดมนต์นั้นๆ ก็จะกระทำไปด้วย และนี่คือที่มาของ “ธงมนตรา”, “มนตราธวัช”, “ธงมนต์”, หรือ “ธงอธิษฐาน” ในธง 1 ชุด หรือ 1 เส้นจะมีทั้งหมดอยู่ 5 สีด้วยกัน โดยแต่ละสีจะมีความหมายที่แตกต่างกัน

สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของ ท้องฟ้า หรือ อากาศ เป็นตัวแทนของการชำระล้างและบำบัดรักษา มีความเชื่อว่าถ้าตั้งจิตอธิษฐานกับสีน้ำเงิน จะช่วยลดทอนความโกรธหรือโทสะภายในจิตใจ และพัฒนาไปสู่ปัญญาได้

สีขาว เป็นตัวแทนของลม มีความเชื่อว่า การทำสมาธิและตั้งจิตอธิษฐานกับสีขาว จะช่วยขจัดความเขลาและความหลงผิดหรือโมหะออกไปจากจิตใจได้ และนำพาไปสู่การพัฒนาปัญญาที่รู้แจ้งและเห็นจริงตามสัจธรรมได้

สีแดง เป็นตัวแทนของธาตุไฟ เป็นตัวแทนของพลังงานความร้อนทั้งปวง ทั้งภายนอกและภายในกายเรา

สีเขียว เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ น้ำมีธรรมชาติเป็นของเหลวที่มีการเคลื่อนไหว มีความเชื่อว่าหากทำสมาธิและตั้งจิตอธิษฐานกับสีแดง จะช่วยลดทอนความอิจฉาริษยาภายในจิตได้

สีเหลือง เป็นตัวแทนของธาตุดิน เป็นตัวแทนสิ่งที่เป็นของแข็ง มีมวล มีความแน่นทึบ เช่น แกนโลก กระดูก เส้นเอ็น ฟัน และผิวหนัง นอกจากนี้ สีทั้ง 5 ยังเป็นตัวแทนของทิศต่างๆ คือ ทิศเหนือ (สีฟ้า), ทิศใต้ (สีขาว), ทิศตะวันออก (สีแดง), ทิศตะวันตก (สีเขียว) , และทิศศูนย์กลาง (สีเหลือง) อีกทั้งยังเป็นตัวแทนของปัญญา 5 ประการในทางพุทธศาสนานิกายมหายาน คือ ความเมตตา, ปัญญาแห่งการมองเห็นและเข้าใจ, ความกลมเกลียวสามัคคี, ความเอื้ออารี, และการมีปัญญาที่สมบูรณ์แบบ

บนผืนธงจะเขียนบทสวดเป็นภาษาสันสฤตมีความหมายที่สื่อถึงที่เป็นสิริมงคลและดีงามทั้งหลาย ที่เมื่อสวดแล้วจะกระจายพลังด้านบวกออกไปสู่ธรรมชาติ ชาวธิเบต เนปาล และอินเดีย เชื่อว่าสิ่งดีงามและพลังด้านบวกของบดสวดนี้ จะสามารถส่งต่อและกระจายออกไปพร้อมกับสายลมที่พัดพาไปยังสถานที่ต่างๆ จะอำนวยพรให้แก่ผู้ที่เดินทางผ่านไปมาให้ประสบกับความโชคดี ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ธงอธิษฐานนี้มักจะถูกแขวนหรือขึงอยู่บนที่สูง ตามยอดเขา หรือสถานที่ๆมีลมพัดผ่าน

ธงอธิษฐานจะถูกแขวนใหม่ทุกๆปี ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ โดยจะไม่มีการถอดของเก่าออก เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นได้เข้าใจถึงสัจธรรมและวงจรของทุกสรรพสิ่งในโลก ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมีการเสื่อมโทรม และย่อยสลายไปตามกาลเวลา ธงราวเส้นใหม่ที่แขวนทับลงบนเส้นเดิม ก็เปรียบเสมือนกับการโอบกอดและยิ้มรับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งมวลที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา

ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป

ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง

ธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย

เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง

ธาตุทั้ง 5 ประกอบรวมขึ้นหมายรวมถึงธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์เองก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 การเคารพต่อธรรมชาติเป็นวิถีของชาวเอเชียไม่ว่าผู้คนจะมีความเชื่อในรูปแบบใด โดยเฉพาะผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัยที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ ซึ่งปัจจุบันนับถือนิกายวัชรยานที่ยังมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง และนอบน้อมต่อธรรมชาติ

การเขียนคาถาไว้ในธงมนต์มีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ในทิเบตเชื่อว่าการเขียนคาถาบทสวดไว้ในธงมนต์ ทุกครั้งที่สายลมพัดสะบัดปลิวคาถาในธงมนต์จะพร่ำสวดเพื่อขอพรจากสวรรค์ เมื่อผู้คนเห็นธงมนต์หมายถึงสัญลักษณ์แห่งการปลอบประโลมให้กำลังใจเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ ส่วนความเชื่อในแคว้นลาดัก ประเทศอินเดีย หรือชาวเนปาลเชื่อว่า เมื่อสายลมพัดให้ธงสะบัดปลิว บทสวดขอพรจะนำพรไปสู่ผู้คน เปรียบเหมือนสายลมนำความสุข สุขภาพ และอำนวยพรให้แก่ผู้คน

เมื่อเวลาผ่านไปธงมนต์ได้ถูกตีความเพิ่มขึ้นในเรื่องความโชคดี ร่ำรวย ชัยชนะ แม้กระทั่งช่วยให้สุขภาพดี หายขาดจากโรคภัยทั้งปวง อ้างจากหลักฐานพบว่า การวาดรูปสัญลักษณ์ประดับในธงมนต์ เรียกว่าธงลังตา มีความหมายให้เกิดความโชคดี ร่ำรวย สัญลักษณ์ธงลังตาจะมีม้าลมที่บรรทุกอัญมณีมากมายอยู่บนหลังวาดไว้กลางผืนธง มุมทั้ง 4 ด้านของผืนธงมีรูปครุฑ มังกร เสือ และสิงโตหิมะ ในช่วงที่ทิเบตมีปัญหาเรื่องการสู้รบทั้งระหว่างชนเผ่าและการสู้รบกับจีน ได้มีการสร้างธงแห่งชัยชนะขึ้นมาเพื่ออำนวยพร สร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนและนักรบ ธงชนิดนี้ยังใช้เป็นธงนำทัพอีกด้วย ส่วนความหมายที่เพิ่มมาอีกคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ การขอให้อายุยืนยาว ซึ่งธงกลุ่มนี้จะมีคาถาที่เขียนกำกับเป็นภาษาสันสกฤตไว้

บทสวดที่เขียนกำกับไว้ที่ธงมนต์มักมีเพียงไม่กี่บทสวด ทั้งหมดเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าเพื่อขอความสว่างทางปัญญาให้ตัวเอง ชำระล้างความมัวหมองของจิตใจ การเขียนบทสวดมนต์กำกับในธงมนต์ครั้งแรกเริ่มจากพระเขียนกำกับไว้บนธงทีละผืน ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนคาถาซ้ำๆ ให้สมาธิตั้งมั่นอยู่กับบทสวดซ้ำๆ ต่อมามีการใช้แกะแม่พิมพ์บนวัสดุไม้เพื่อให้พิมพ์บทสวดบนธงมนต์ได้มากขึ้น

ทุกวันขึ้นปีใหม่ ธงมนต์ผืนใหม่ที่ได้เขียนบทสวดบนผืนธงทั้ง 5 สีจะถูกผูกไว้ในที่ลมพัดผ่านทั้งในศาสนสถาน สะพาน ภูเขา แม่น้ำ หรือในสถานที่ชุมชนโดยไม่นำธงผืนเก่าออก ทุกปี ธง 5 สีจะถูกผูกซ้ำๆ จนบางสถานที่เต็มไปด้วยธงผืนเก่าขาดวิ่น หรือสีจืดจาง มีนัยยะให้ระลึกว่าทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเสื่อมสลายไปกับกาลเวลา ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ตั้งอยู่ในความศรัทธา เคารพต่อธรรมชาติให้มาก และยอมรับในเรื่องที่ว่าร่างกายเราจะเสื่อมไปในที่สุด

รูปและสัญลักษณ์บนธงอธิษฐาน

โดยทั่วไปสัญญลักษณ์ตรงกลางของธงเป็นรูปม้าทรงพลัง (Lung Ta) ที่กำลังทะยานไปพร้อมกับอัญมนีรูปเปลวเพลิง มีความหมายถึงการพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วและทรงพลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคร้ายสู่โชคดี อัญมณีไฟที่ลุกโชนคือรัตนตรัยของศาสนาพุทธอันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์

รอบๆ Lung Ta จะเป็นบทสวด และรูปภาพในทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน บทสวดเหล่านี้มาจาก 3 พระโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวทิเบตคือ Padmasambhava (Guru Rinpoche), Avalokiteśvara (Chenrezig, พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาและผู้มีพระคุณของชาวทิเบต) และ Manjusri นอกจากนั้นบทสวดนี้ยังให้พรและโชคดีแก่ผู้ที่ผูกธงมนตรานี้อีกด้วย

ทั้งสี่มุมของธงจะมีสัตว์ทรงพลังเรียกว่า Four Dignities คือ มังกร ครุฑ เสือ และสิงห์โตหิมะ

ธงอธิษฐานไม่ควรอยู่นิ่ง

อันที่จริงแล้วคำอธิษฐานจากบทสวดมนต์ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ บนธงไม่ได้ถูกส่งเพื่ออ้อนวอนนอธิษฐานต่อพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ชาวทิเบตเชื่อว่าคำอธิษฐานและบทสวดนี้เป็นการกระจายความปรารถนาดีและความเมตตาในพื้นที่ ธงที่พัดปลิวไสวจากสายลมจึงจะมีประโยชน์ต่อทุกคน ดังนั้นเราจึงมักจะพบเห็นธงอธิษฐานในที่เปิดโล่งบนหลังคา ตามเส้นทางที่ราบสูง หรือยอดเขาสูงเทือกเขาหิมาลัย

สีที่ซีดจางแสดงว่าธงได้ค่อยๆนำคำอธิษฐานและคำอวยพรให้ปลิวออกไปสู่ผู้คน การซีดจางเป็นการแสดงถึงวัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป และในที่สุดก็จะถูกแทนที่ด้วยชีวิตใหม่ธงใหม่ การสานต่อความหวังด้วยการติดธงใหม่อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับสิ่งเก่า เป็นสัญญลักษณ์ของการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของชีวิตและรับรู้ว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล

ธงอธิษฐานเป็นของขวัญที่ล้ำค่า

เป็นเรื่องน่ายินดีถ้าเราได้รับธงอธิษฐานนี้เป็นของขวัญจากเพื่อน หรือคนรู้จัก ดังนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีมากเช่นกันหากได้ซื้อธงอธิษฐานนี้ให้กับผู้ที่เรารัก เหมือนเป็นการให้พร และจะได้นำพรนั้นมาติดเพื่อให้สายลมนำคำอวยพร และความปรารถนาดีไปสู่คนอื่นต่อไป

ส่วนใหญ่ชาวทิเบตจะเปลี่ยนธง หรือแขวนธงใหม่ในวันขึ้นปีใหม่ หรือวันดีตามหลักโหราศาสตร์ของชาวทิเบต

Gterma เป็นแบบแผนแห่ง ทิเบต ที่ถูกขุดค้นอีกครั้ง หลังจากถูกซุกซ่อนโดยพระทิเบตเมื่อครั้งหมดศรัทธาในศาสนา Gterma ได้แก่ การอ่านหนังสือธรรมะ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการใฝ่รู้ทางศาสนา ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่มีมนต์ขลังมากที่สุด เพราะนั่นหมายความถึงการมี Gterma ฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณ เมื่อใดที่กายพร้อม ใจพร้อม จะเป็นตัวกำหนดแรงบันดาลใจลึกลับ แม้คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็สามารถเขียนพระไตรปิฎกขึ้นได้อย่างอัศจรรย์

ร่างสีรุ้ง ถือเป็นปรากฏการณ์ลึกลับแห่งพุทธศาสนาใน ทิเบต เป็นความเชื่อต่อกันว่า พระทิเบตผู้ซึ่งบรรลุธรรมขั้นสูงสุด เมื่อหมดลมหายใจ ร่างกายจะกลายเป็นสีรุ้ง สลายล่องลอยโดยไม่ต้องทำการฝังเหมือนศพทั่วไป

ธิเบตเป็นดินแดนแห่งอภินิหารและมนต์ มนตราคาถานั้นสร้างสมาธิ ใช้คำภาวนาในการเข้าถึงสมาธิ

มนต์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในนิกายมนตรยาน ถือเอาพระโพธิสัตว์เป็นที่พึ่งสูงสุด จึงได้ยึดถือเอามนต์บทนี้เป็นมนต์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์ และปาฎิหาริย์อย่างมาก ถอดออกมาได้เป็น

โอม คำนำหน้ามนต์คาถาทุกอย่าง
มณี หมาบุรุษพระพุทธเจ้า
ปัทเม ดอกบัว สสารที่ประกอบเป็นสังขาร
ฮูม หุง คำลงท้ายมนต์คาถาทุกบท เพื่อให้คาถามีความศักดิ์สิทธิ์ ความหมายเหมือน ” สวหุม ” หรือ ” สวาหะ ” ในภาษาสันสกฤต
หริ หฤทัย หัวใจ

ชาวธิเบตเชื่อว่า การเปล่งมนต์นี้แต่ละครั้ง จะสามารถดับการปฎิสนธิในภพทั้ง 6 ได้ เพราะความเชื่อชองพุทธศาสนาคือการเริ่มต้นแห่งทุกข์ การขจัดทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือการไม่ปฎิสนธิ ไม่เกิดใหม่ ซึ่งก็คือนิพพาน

มนต์โอมปัทเมฮูม จะเขียนลงบนผืนผ้า เป็นธง เขียนลงไม้ สลักลงบนเหล็กรูปทรงกระบอกเมื่อเจอที่ไหน ผู้คนจะเอามือไปหมุน เพื่อเป็นเสมือนการภาวนาคาถานี้ ธงที่พัดโบก ก็เท่ากับเปล่งเสียงสวดมนต์นี้ เหตุนี้ธงธิเบตจึงได้ทรงอานุภาพ และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะมนต์บทนี้แทบจะไม่เคยสิ้นเสียงสวดไปจากดินแดนนี้เลย

ต้นกำเนิดแห่งความศักดิ์สิทธิ์นั้น มาจากความศรัทธา พื้นที่ไหนที่ไม่มีศรัทธาเป็นพื้นฐานก็ไม่มีพลังแห่งศรัทธาไปหนุนให้เกิดอิทธฤทธิ์และปาฎิหาริย์ใดใดได้

ศรัทธาและความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ความศักดิ์สิทธิ์ของไสยศาสตร์ ไม่ได้เพียงอยู่ที่ความเชื่อมั่นของตัวผู้ใช้หากแต่ยังขึ้นอยู่กับพื้นที่ และภูมิประเทศอีกด้วย ไสยศาสตร์ที่แข็งกล้าส่วนหนึ่งเพราะเรื่องไสยเวทย์นั้นอยู่คู่กับดินแดนอุษาคเนย์มานานนัพบรรพกาล

ถอดรหัส… “มนตราคาถา” บนผืนธง
สายธงโยงยาวระหว่างขุนเขา ดูสะดุดสุดตาด้วยสีสัน แต่ละผืนสะบัดปลิว พลิ้วลำนำมนตราคาถาสวรรค์ให้ลอยล่องไปพร้อมสายลม
ทุกถ้อยความบรรจงที่เขียนลงบนผ้าสี่เหลี่ยมหลากสี บอกความหมายดีๆ มอบให้แก่ทุกคน
ชาวพุทธทิเบตศรัทธาในเรื่องการประดับธงมนตรานี้มาแต่โบราณกาล ผ่านร้อนหนาว ผ่านกาลอันยากคงอยู่ จนถึงตอนนี้ สายธงโยงยาวยังทำหน้าที่ต่อไปในดินแดนทิเบต และอีกหลายประเทศทั่วโลก ด้วยมิติที่ลึกล้ำกว่าเพียงสีสัน และความพลิ้วไหวที่เรารับรู้ผ่านสายตา

• จุดกำเนิดของธงมนตรา
ผืนธงที่พร่างพรมมนตราผ่านพลิ้วลมกลางภูผา ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจให้ชาวทิเบตอย่างที่เราเห็น มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้าสถิตในใจ ช่วงเวลานั้น นักบวชในลัทธิบอน ซึ่งบูชาภูตผีวิญญาณ ได้ย้อมผืนผ้าเป็นสีต่างๆ เพื่อใช้ประกอบพิธีรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุทั้งห้า โดยเรียงธงไว้รอบตัวผู้ป่วย เพื่อช่วยปรับธาตุต่างๆในร่างกาย จะได้หายเจ็บป่วย มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ

นอกจากความสมดุลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบร่างกายคน ความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุ ยังรวมไปถึงองค์ประกอบของธรรมชาติแวดล้อม ธงสีต่างๆ จึงประดับบูชาเทพเจ้าผู้ดูแลคุ้มครองธรรมชาติด้วย เช่น ภูเขา หุบ ห้วย ทะเลสาบ หากเทพเจ้าเหล่านี้ขัดเคือง จะบันดาลให้ธรรมชาติพิโรธ เกิดเภทภัยและโรคร้ายต่างๆ แต่ถ้าธรรมชาติแวดล้อมสงบสุข มีความสมดุล ธาตุภายในร่างกายก็จะมีความสมดุลและสุขสบาย

สีที่ใช้กับธงมนตรามี 5 สี บอกความหมายถึงธาตุทั้ง 5 และจัดเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้ เริ่มจากสีเหลือง หมายถึง ดิน, สีเขียว หมายถึง น้ำ, สีแดง หมายถึง ไฟ, สีขาว หมายถึง ลม และสุดท้ายเป็นสีฟ้า หมายถึง อากาศธาตุ

มีการเขียนสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบางสัญลักษณ์ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

คุรุรินโปเช ผู้ซึ่งนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในทิเบต ผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณในวัฒนธรรมทิเบตแต่ดั้งเดิม เข้ากับพุทธศาสนานิกายมหายาน บางข้อความบนผืนธงมนตราที่เห็นในปัจจุบัน ก็เป็นของกูรูรินโปเช ที่มีเนื้อความเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ความทุกข์ ความเจ็บป่วย และสภาพธรรมชาติ

ธงมนตราจึงเป็นความเชื่อเรื่องวิญญาณในลัทธิดั้งเดิมของชาวทิเบต ผนวกเข้ากับการเผยแผ่พระสูตรในพระพุทธศาสนาวัชรยานหรือตันตระยาน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวพุทธทิเบตถึงทุกวันนี้

ชาวทิเบตถือว่าการผูกธงมนตราเป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการเสริมมงคล เป็นการขอพรให้มีชีวิตยืนยาว นิยมแขวนโยงขวางเส้นทางเดินตัดภูเขา ทางลัดเลาะ ลำธาร ในวัด หรือสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในวันปีใหม่และวันสำคัญทางศาสนา เพื่อให้มนตราอันเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ได้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดผ่าน จนกระทั่งถึงสรวงสวรรค์ที่สถิตแห่งทวยเทพ

• การทำธงมนตรา
สมัยแรกๆ ภาพและตัวหนังสือบนธง เขียนด้วยมือทีละผืน จนเมื่อการแกะแม่พิมพ์บนวัสดุไม้ของจีน เผยแพร่เข้ามาในพุทธศตวรรษที่ 20 จึงใช้วิธีพิมพ์แทน ทำให้ทำธงได้ครั้งละจำนวนมากขึ้น

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย
พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป

ธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย

เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง

• จุดกำเนิดของธงมนตรา

ผืนธงที่พร่างพรมมนตราผ่านพลิ้วลมกลางภูผา ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจให้ชาวทิเบตอย่างที่เราเห็น มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้าสถิตในใจ ช่วงเวลานั้น นักบวชในลัทธิบอน ซึ่งบูชาภูตผีวิญญาณ ได้ย้อมผืนผ้าเป็นสีต่างๆ เพื่อใช้ประกอบพิธีรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุทั้งห้า โดยเรียงธงไว้รอบตัวผู้ป่วย เพื่อช่วยปรับธาตุต่างๆในร่างกาย จะได้หายเจ็บป่วย มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ

นอกจากความสมดุลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบร่างกายคน ความเชื่อในเรื่องความสมดุลของธาตุ ยังรวมไปถึงองค์ประกอบของธรรมชาติแวดล้อม ธงสีต่างๆ จึงประดับบูชาเทพเจ้าผู้ดูแลคุ้มครองธรรมชาติด้วย เช่น ภูเขา หุบ ห้วย ทะเลสาบ หากเทพเจ้าเหล่านี้ขัดเคือง จะบันดาลให้ธรรมชาติพิโรธ เกิดเภทภัยและโรคร้ายต่างๆ แต่ถ้าธรรมชาติแวดล้อมสงบสุข มีความสมดุล ธาตุภายในร่างกายก็จะมีความสมดุลและสุขสบาย

• จากสีสันเพื่อความสมดุล สู่ความหมายของอักขระบนริ้วธง
หากมองผิวเผินสีสันของธง ก็น่าจะเป็นเพียงสิ่งประดับให้เกิดความสวยงาม ดูสดชื่น โดดเด่นบนฉากหลังของธรรมชาติหรือสิ่งก่อสร้าง หรือแค่เป็นสื่อสัญลักษณ์ธรรมดาๆ แต่เมื่อพิจารณาใกล้ๆ จะเห็นตัวอักษรและลายเส้นรูปสัตว์ สิ่งของ ซึ่งแน่นอน..มีความหมายเพิ่มขึ้นจากสีสัน

สีที่ใช้กับธงมนตรามี 5 สี บอกความหมายถึงธาตุทั้ง 5 และจัดเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้ เริ่มจากสีเหลือง หมายถึง ดิน, สีเขียว หมายถึง น้ำ, สีแดง หมายถึง ไฟ, สีขาว หมายถึง ลม และสุดท้ายเป็นสีฟ้า หมายถึง อากาศธาตุ

ตัวหนังสือบนธงนั้น คาดว่าตอนเริ่มใช้ธงยังไม่มี เพราะยุคก่อนพุทธศักราช ยังไม่มีตัวอักษรใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีตัวหนังสือเขียนบนธง แต่น่าจะมีการเขียนสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบางสัญลักษณ์ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

ราวพุทธศตวรรตที่ 12 ในสมัยกษัตริย์ซงซัน กัมโป พุทธศาสนาจากอินเดียและจีนเริ่มมีอิทธิพลในทิเบตมากขึ้น กูรูรินโปเช หรือคุรุรินโปเช ผู้ซึ่งนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในทิเบต ผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณในวัฒนธรรมทิเบตแต่ดั้งเดิม เข้ากับพุทธศาสนานิกายมหายาน บางข้อความบนผืนธงมนตราที่เห็นในปัจจุบัน ก็เป็นของกูรูรินโปเช ที่มีเนื้อความเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ความทุกข์ ความเจ็บป่วย และสภาพธรรมชาติ

ธงมนตราจึงเป็นความเชื่อเรื่องวิญญาณในลัทธิดั้งเดิมของชาวทิเบต ผนวกเข้ากับการเผยแผ่พระสูตรในพระพุทธศาสนาวัชรยานหรือตันตระยาน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวพุทธทิเบตถึงทุกวันนี้

ชาวทิเบตถือว่าการผูกธงมนตราเป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการเสริมมงคล เป็นการขอพรให้มีชีวิตยืนยาว นิยมแขวนโยงขวางเส้นทางเดินตัดภูเขา ทางลัดเลาะ ลำธาร ในวัด หรือสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในวันปีใหม่และวันสำคัญทางศาสนา เพื่อให้มนตราอันเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ได้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดผ่าน จนกระทั่งถึงสรวงสวรรค์ที่สถิตแห่งทวยเทพ

• มนต์คาถาบนผืนธง

ราวพุทธศตวรรตที่ 12 กษัตริย์ซงซัน กัมโป ทรงส่งคนไปอินเดียเพื่อเรียนเขียนอ่านภาษาสันสกฤต ตัวหนังสือภาษาทิเบตที่เราเห็นในปัจจุบันเกิดหลังจากรับตัวเขียนของอินเดียเข้ามาในยุคนั้น ตัวหนังสือบนธงมนตรามีหลากหลาย ทั้งคาถา พระสูตร บทสวดทั่วไป และคำอวยพรต่างๆ

คาถา หรือมนต์ เป็นพยางค์ คำ หรือเสียงที่มีความขลัง ความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงสามารถควบคุมพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น มนต์คาถาที่ท่องซ้ำๆ ใช้เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการฝึกสมาธิ ภาษาที่ใช้แทบจะเป็นภาษาสันสกฤตทั้งหมด เพราะเป็นภาษาที่ใช้ในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ อาจจะเป็นคำโดดๆ ที่เป็นหัวใจคาถาอย่าง “โอม” หรือแบบยาว “โอม มณี ปัทเม ฮุม” ซึ่งเป็นคำภาวนาของพระอวโลกิเตศวร มหาโพธิสัตว์ที่มีพลังปกป้องคุ้มครอง

ส่วนพระสูตรในพุทธศาสนาวัชรยานที่ปรากฏบนธง มีความยาวขนาดกลางและสั้น พระสูตรขนาดสั้นที่พบมากจะเป็นบทสวดธารณี เช่น บนธงแห่งชัยชนะ ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นป้ายนั้น มีบทสวดธารณีสูตรยาวหลายบรรทัด บทบูชาพระแม่ตารา 21 องค์ (ปาง) และอุษณีษวิชยธารณี หรืออุษณีชัยสูตร หรืออุณหิสวิชัยสูตร ซึ่งจะน้อมนำให้เข้าถึงพระรัตนตรัย เชื่อกันว่า หากสาธยายบ่อยๆ ก็จะไม่ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นต้น

ไม่ว่าข้อความบนธงจะเขียนว่าอย่างไร แต่ทั้งหมดล้วนต้องการสื่อสิ่งดีงาม ความเป็นมงคล ที่ส่งผ่านผืนธงหลากสีนั้น

• ธงมนตราแบบต่างๆ

ความนิยมธงมนตราแพร่หลายไปหลายประเทศ โดยเฉพาะในเนปาล อินเดีย และมองโกเลีย ซึ่งพบธงมนตราที่นิยมทำขึ้นแตกต่างหลากหลาย เช่น

ธงลังตา หรือม้าลม เป็นชนิดธงที่พบบ่อยที่สุด จนมักคิดกันว่า ลังตา แปลว่า ธงมนตรา วัตถุประสงค์ของการทำธงนี้ คือ เพื่อให้เกิดความโชคดีร่ำรวย ตรงกลางของธงจะเป็นรูปม้าลม ซึ่งเป็นม้าที่บรรทุกอัญมณีแห่งการรู้แจ้ง และส่งพลังที่ดีให้ ตรงมุมทั้งสี่ มักจะเป็นรูปสัตว์ คือ ครุฑ มังกร เสือ และสิงโตหิมะ หรืออาจจะเป็นตัวหนังสือเขียนคำเรียกสัตว์ทั้งสี่นี้แทนก็ได้ ข้อความบนธงเป็นคาถามนตราหรือพระสูตรสั้นๆ

ธงแห่งชัยชนะ จารึกบทสวดสำหรับเอาชนะอุปสรรค สมัยก่อนมีการใช้ธงนำทัพ พระพุทธเจ้าก็ทรงกล่าวถึงพระอินทร์ว่าถือธงนำเหล่าเทพดาออกศึกสู้รบกับเหล่าอสูร และสาธยายมนต์ซ้ำๆ เพื่อคุ้มครองและสร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพ เมื่อชาวทิเบตนำมาใช้ เนื้อหาบนธงจึงมีลักษณะถึงการเอาชนะอุปสรรค ศัตรู พลังชั่วร้าย และโรคภัย ธงนี้มักมีรูปสัญลักษณ์ประกอบ เช่น รูปม้าลม อัษฎมงคล (เครื่องหมายแห่งมงคลทั้งแปด) และรัตนสมบัติของจักรพรรดิตามความเชื่อเรื่องจักรวาทิน

ธงเกี่ยวกับสุขภาพและชีวิตยืนยาว มักจะมีคาถาจากพระสูตร หรือมนต์คาถาเพื่อสุขภาพที่ดี และมีชีวิตยืนยาว เช่น ธารณีคาถาของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ซึ่งในความเชื่อของชาวทิเบต พระองค์มีกายสีน้ำเงินเข้ม นั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาถือยาสมุนไพร พระหัตถ์ซ้ายถือบาตรวางบนพระเพลา ถือกันว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่สามารถรักษาโรคทางกาย และโรคทางกรรมของสัตว์โลก ในบางครั้งเราจะเห็นว่ามีการใช้สีน้ำเงินของพระวรกายเป็นสัญลักษณ์แทน

อีกคาถาที่นิยมคือ “นโม อมิตาภะ พุทธายะ” ของพระอมิตาภพุทธะ ซึ่งพระนามว่า อมิตายุส (Amitayus) ในภาษาสันสฤต หมายถึง มีอายุอันประมาณค่ามิได้ หรืออีกพระนามว่า อมิตาภะ (Amitabha) หมายถึงความสว่างอันประมาณมิได้ เชื่อกันว่า ยามใกล้จะหมดลมจากโลกนี้ไป หากได้เอ่ยพระนามและระลึกถึงพระอมิตาภพุทธะ ก็จะได้ไปเกิดใหม่ในแดนสุขาวดีที่ทรงประทับอยู่

นอกจากนี้ ยังมีธงของผู้ศรัทธาพระโพธิสัตว์ตาราขาว หรือพระจินดามณีจักรตารา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พระแม่ตาราขาว ซึ่งเชื่อว่าจะนำความสงบสุข สุขภาพดี และชีวิตยืนยาว พระแม่ตาราได้รับการยกย่องว่าเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในด้านความกรุณา รูปของพระแม่ตาราขาวนั้น ทรงชุดขาวล้วน มีพระเนตร 7 ดวง หมายถึงเฝ้ามองสรรพสัตว์อยู่ตลอดเวลาด้วยความเมตตากรุณา พระหัตถ์ขวาประทานพร พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว

ธงมนตราของคุรุปัทมสมภพ หรือกูรูรินโปเช พระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งกาย วาจา ใจ การสวดหัวใจพระคาถาวัชรคุรุ ช่วยชำระล้างมลทินภพชาติที่มัวหมอง บนธงมักจะเขียนคาถาหัวใจของพระองค์ว่า “โอม อา ฮุม วัชร คุรุ ปัทมะ สิทธิ ฮุม” หรือ “โอม อา ฮุม บันซา กูรู เปมา สิทธิ ฮุม” หรือบทสวดอื่นๆ

ทุกครั้งที่ชักธงมนตราขึ้นไป ก็เหมือนได้ส่งคำคาถาที่พร่ำสาธยายเป็นประจำจากใจศรัทธาขึ้นสู่ฟากฟ้า ทุกครั้งที่ได้มองธงมนตราบนฟากฟ้า ใจก็สัมผัสได้ถึงคาถาจากเทพดาและสิ่งศักดิ์ที่พร่างพรมลงมาปลอบโยน เป็นกำลังใจ และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งชาวทิเบตยังคงรักษาวิถีปฏิบัติจนถึงวันนี้

• อัษฎมงคลของทิเบต

อัษฎมงคล คือ มงคล 8อย่าง เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาของทิเบต ที่พบได้เสมอในลวดลายภาชนะ เครื่องใช้ เครื่องประดับ สถาปัตยกรรม และบนธงมนตรา คล้ายกับอัษฎมงคลของไทยเรา แต่ของทิเบตประกอบด้วย สังข์ขาว คือ สุรเสียงในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า คนโท สำหรับบรรจุน้ำสะอาดและทรัพย์มณีมีค่า สื่อความหมายถึงความบริสุทธิ์ สะอาด โชคลาภ ฉัตร หรือร่ม เครื่องแสดงอิสริยยศในกองทัพ หมายถึงอำนาจบารมี และหมายถึงการปกป้องจากภัยร้าย
เงื่อนอนันตภาคย์ เป็นเงื่อนแห่งสิริมงคล ทุกช่องทางในความคดเคี้ยว สามารถผ่านได้ตลอด แม้ในกระแสเชี่ยวกรากของวิถีชีวิต หากดำเนินตามรอยพระพุทธองค์ ก็จะสามารถพบปัญญานำทางสู่ความรอดพ้นได้ ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์ของการทำงาน (เพื่อสร้างใหม่) การหมุนเวียน และความสมบูรณ์พร้อม (ไม่สิ้นสุด) หรือวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง ปลาทอง เป็นสัญลักษณ์ของดวงตาแห่งปัญญา ดอกบัว แม้เกิดแต่ตม แต่สามารถคงความสะอาดบริสุทธิ์แห่งตนไว้ได้ ตุง แทนความหมายของวิถีแห่งการดับทุกข์

มนตราธวัช

มีการเขียนหรือพิมพ์บทสวดมนต์ บทสรรเสริญเทพเจ้า บทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณต่างๆ ลงบนผืนผ้าเหล่านั้นด้วย ตามความเชื่อของชาวพุทธแบบวัชรยาน หรือตันตระยานนั้น ถือว่าการสวดมนต์ภาวนาเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติตามหลักธรรมประการหนึ่ง ดังนั้นนอกเหนือจากการสวดมนต์ด้วยตนเองแล้ว การกระทำอื่นๆ ที่ช่วยให้มีผลต่อการสวดมนต์นั้นๆ ก็จะกระทำด้วย นั่นคือที่มาของ “มนตราธวัช” หรือ “ธงมนต์” หรือ “ธงมนตรา”

ความเชื่อของชาวพุทธในเนปาลและรวมไปถึงในประเทศทิเบต ภูฏาน และสิกขิม จะนิยมเขียนหรือพิมพ์บทสวดมนต์ภาวนาที่ตนศรัทธา ลงบนผืนผ้าต่างสี จากนั้นจะอธิษฐานจิตขอพร แล้วจึงนำมนตราธวัชนั้นไปถวายเป็นพุทธบูชา โดยจะแขวนโยงจากศาสนสถานเป็นหลัก หากไม่มีพื้นที่เหลือหรือสุดกำลังความสามารถที่จะปีนป่ายขึ้นไปแขวนเองได้ จึงจะนำไปผูกโยงไว้ในบริเวณรอบๆ ใกล้เคียงหรือหลังคาบ้าน ช่องเขา หน้าผา และทางเดินที่เป็นช่องทางที่ลมพัดผ่านได้โดยสะดวกตามความเชื่อที่ตกทอดมาแต่โบราณ ถือกันว่าสายลมที่โบกพัดอยู่ทุกวี่วันจะเป็นผู้นำคำอธิษฐานทั้งปวงรวมทั้งบทสวดที่ได้ตั้งจิตถวายเป็นพุทธบูชาแล้วนั้น พลิ้วปลิวขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ การที่มนตราธวัชโบกปลิวหนึ่งครั้งนั้นเทียบเท่ากับการสวดมนต์ถึงหนึ่งพันจบเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วกระแสลมยังจะช่วยพัดพาให้มนตราและคำอธิษฐานขอพรต่างๆ ในตัวของธงเองได้ล่องลอยไปตามสายลม และไปอำนวยอวยพรและบันดาลความมีโชคมีชัยให้กับบุคคลอื่นๆ ที่เดินทางผ่านไปมาอีกด้วย

สีแดง เป็นตัวแทนของธาตุไฟ
สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ
สีเขียว เป็นตัวแทนของธาตุลม
สีขาว เป็นตัวแทนของโลหะ
สีเหลือง เป็นตัวแทนของธาตุดิน

นอกจากนั้นแล้ว ชาวเนปาลยังมีความเชื่อด้วยอีกว่า หากมนตราธวัชนั้นโบกพลิ้วปลิวอยู่นานๆ แล้ว คำขอพร คำอธิษฐาน และมนตราต่างๆ ที่จารึกอยู่บนธงนั้นจะจืดจางลง ต้องใช้ใบสนหูเสืออย่างสดๆ มาจุดรมควัน คล้ายเป็นกำยาน เพื่อเป็นเครื่องเพิ่มอานุภาพฤทธีให้ทวิทวีมากขึ้นเป็นประจำทุกปี หากเกิดการเปื่อยขาดลง ก็จะทิ้งไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มมนตราธวัชที่สมบูรณ์ขึ้นแขวนแทนที่ใหม่เสมอๆ

ธงมนตราห้าสีทิเบต
• ธงมนตราห้าสี ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงความหมายทางศาสนาอย่างหนักแน่น โดยสีทั้งห้าหมายถึง ธาตุทั้งห้าในร่างกาย ที่นำพาจิตใจของเราก้าวไปบนหนทางแห่งนิพพาน คือ

• สีเหลือง ธาตุดิน หมายถึง ร่างกายเราและยังเป็นสีแห่งองค์พระรัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ทิศใต้ ผู้ให้กำเนิดพระโพธิธสัตว์วัชรปราณี

• สีน้ำเงิน ธาตุน้ำ หมายถึง จิตวิญญาณของเรา และยังเป็นสีแห่งองค์พระทักโษภยะ พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ทิศตะวันออก ผู้ให้กำเนิดพระโพธิสัตว์วัชรปราณี

• สีขาว ธาตุลม หมายถึงลมหายใจของเรา และยังเป็นสีแห่งองค์พระไวโรจนะ พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ทิศเบื้องบน ผู้ให้กำเนิดพระโพธิสัตว์สมันตภัทร

• สีแดง ธาตุไฟ หมายถึงความอบอุ่นในร่างกายเรา และยังเป็นสีแห่งองค์พระอมิตาภะ พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ทิศตะวันตก ผู้ให้กำเนิดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

• สีเขียว ธาตุไม้ หมายถึงเลือดในกายเรา และยังเป็นสีแห่งองค์พระอโมฆสิทธิ พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ทิศเหนือ ผู้ให้กำเนิดพระโพธิสัตว์วิศวปราณี

• ธงมนตราห้าสีนี้จะจารึกบทสวดชัยมงคลคาถา และปลุกเสกโดยพระลามะระดับเกจิอาจารย์ ก่อนนำไปประดับเจดีย์ วิหาร โบสถ์ หรือตรงทางเดินบนภูเขาสูง ด้วยความเชื่อว่า “ลม” จะช่วยพัดพามนตราปลิวไสวไปปกป้องผู้คนและบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภูติผีวิญญาณร้าย และภยันตรายทั้งปวง

ชาวทิเบตเชื่อว่าทุกครั้งที่กงล้อนี้หมุนหนึ่งรอบเท่ากับเป็นการสวดมนต์ได้หนึ่งจบ ดังนั้นผู้ที่ทำการสวดมนต์และหมุนกงล้อมนตราไปพร้อมๆ กัน ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มพูนบุญกุศล ชำระบาปกรรมด้วยกรรมดี วิธีการหมุนกงล้อมนตรานั้นทำโดยการหมุนตามเข็มนาฬิกา หรือใช้มือขวาหมุนกงล้อไปข้างหน้า ห้ามหมุนทวนเข็มนาฬิกา เพราะจะเท่ากับเป็นการสวดมนต์ถอยหลัง ซึ่งจะทำให้เกิดการสวนทางไปนรกแทน

กงล้ออธิษฐาน (ทิเบต: འཁོར་, Wylie: ‘khor) เป็นวัตถุสำหรับประกอบศาสนกิจของศาสนาพุทธแบบทิเบต มีลักษณะเป็นล้อหมุนทรงกระบอก อาจทำด้วย โลหะ, ไม้ หรือ หิน ตามแต่ลักษณะการใช้งาน ผื้นผิวรอบทรงกระบอกจารึกมนต์แห่งกรุณา ที่ว่า โอม มณิปทฺเม หูม (สันสกฤต: ओं मणिपद्मे हूं) ซึ่งตามประเพณีของชาวพุทธทิเบตแล้ว การหมุนกงล้อดังกล่าวมีผลเท่ากับการสวดมนต์ด้วยปากเปล่า

ชาวทิเบตเชื่อว่าทุกครั้งที่กงล้อนี้หมุนหนึ่งรอบ เท่ากับเป็นการสวดมนต์ได้หนึ่งจบ ดังนั้นผู้ที่ทำการสวดมนต์และหมุนกงล้ออธิษฐานไปพร้อม ๆ กัน จะเป็นตัวช่วยเพิ่มพูนบุญกุศล ชำระบาปกรรม ด้วยกรรมดี กงล้ออธิษฐานนี้มีอยู่ด้วยกันหลายขนาด ทั้งขนาดใหญ่ที่ต้องออกแรงหมุน หรือ กงล้อเล็กๆ ที่สามารถถือไว้ในมือได้ และใช้เชือกช่วยผ่อนแรงในการหมุน กงล้อบางอันจะถูกแขวนอยู่กลางอากาศหรือลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งทำให้สามารถหมุนได้ แต่วัดบางแห่งก็จะเป็นกงล้อหินตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือวัดบางแห่งจะมีกงล้ออธิษฐานแบบที่เรียงเป็นแนวยาวไปบนราวไม้ตลอดแนวทางเดิน

วิถีชีวิตประจำวันของชาวภูฏาน แทบทุกคนต้องเคยหมุนกงล้อมนตรา

ชาวภูฏานทุกคนต้องเคยหมุนกงล้อมนตราแน่นอน เพราะอะไรชาวภูฏานต้องหมุนกงล้อมนตราก็เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางตันตระ-วัชระ ชาวภูฏานแทบทุกคนตั้งแต่เช้าก่อนออกจากบ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็น ส่วนใหญ่ก็ต้องท่องมนต์ ทำสมาธิ นับลูกประคำหรือหมุนวงล้อมนตราทั้งนั้น วงล้อมนตรานั้นมีลักษณะเป็นแท่นกลมขนาดต่างๆ โดยมีกระดาษมนตราหลายพันบทม้วนอยู่ข้างใน โดยสามารถหมุนได้รอบ ตามความเชื่อของชาวภูฏานนั่นเชื่อว่าการหมุนวงล้อมนตรา 1 รอบ เท่ากับการสวดมนตราหลายพันบทและหลายพันครั้ง ใครที่ได้เดินทางไปภูฎานก็อย่าลืมต้องไปหมุนวงล้อมนตราให้ได้

วิถีชีวิตประจำวันของชาวภูฏาน แทบทุกคนในภูฏานล้วนต้องทำพิธีกรรมทางตันตระ-วัชระ ตั้งแต่เช้าก่อนออกจากบ้าน ระหว่างทางเดิน จนถึงที่ทำงาน แม้ตอนเดินทางกลับบ้าน และบางคนกระทำพิธีกรรมทางศาสนาทั้งเวลายืนนั่งนอน ด้วยการท่องมนต์ ทำสมาธิ นับลูกประคำและแกว่งหรือ หมุน “กงล้อมนตรา”

กงล้อมนตรา มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สร้างขึ้นรายล้อมด้วยวัดหรือเจดีย์ รวมทั้งช่องทางเดิน กลางหุบเขาและในแม่น้ำลำธาร โดยกระแสน้ำจะหมุนกงล้อมนตราแทนผู้คนที่เดินผ่าน ตลอดจนถึงกล่องเล็กขนาดมือถือสำหรับสั่นภายในบริเวณบ้านหรือในที่อื่นๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของชาวภูฏาน

ลักษณะของกงล้อมนตราเป็นแท่นกลมขนาดต่างๆ มีกระดาษมนตราหลายพันบทพับม้วนอยู่ข้างใน มีแกนกลางด้านล่างหมุนได้โดยรอบ ผู้คนจะเข้ามาสักการะ เดินทักษิณาวรรต ใช้มือหมุนกงล้อมนตราทุกกงล้อที่ปรากฎอยู่จนเป็นที่พอใจ นั่นเสมือนว่าได้สวดมนตราหลายพันบทและหลายพันครั้ง ขณะที่หมุนกงล้อจะท่องมนต์ว่า “โอม มณี ปัทเม ฮุม” มีความหมายว่า “ขออัญเชิญพระธรรมอันล้ำค่าดุจมณีมาสถิตในหัวใจอันบริสุทธิ์ดั่งดอกบัวของเรา”

คาถา ๕ คำนี้ทางทิเบตและภูฏานเชื่อว่า หากผู้ใดได้สวดสาธยายเป็นนิตย์กิจวัตรประจำวันด้วยศรัทธาแล้วไซร้ หลังจากที่แตกขันธ์ทำลายชีพ จักไม่ตกไปสู่อบายภูมิและไม่ขึ้นสวรรค์ แต่จะอยู่ในดินแดนที่สูงส่งที่สุด คือดินแดนแห่งพระโพธิสัตว์และพุทธเกษตร ถือว่าเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และเปรียบเสมือนลมหายใจหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่ได้รับความสุขตลอดกาล ผู้เขียนเองก็ชอบฟังมาก ฟังบทสวดนี้ทีไรทำให้จิตใจเราสงบเยือกเย็นยิ่งนัก เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงสวดมนต์เหมือนโดนสะกดให้หยุดนิ่งไม่วิ่งไปวุ่นวายสับส่ายหมายกิเลส ขอบอกว่าเพราะจริงๆ ล่ะท่าน

คำว่า “พุทธเกษตร” ตามพุทธศาสนามหายาน หมายถึงเป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ประทับอยู่ในดินแดนนี้ เป็นบรมสุขที่สุด ความเห็นตรงนี้ที่ทำให้มหายานถือว่านิพพานเป็นอัตตา เพราะพระพุทธเจ้าแม้ปรินิพพานแล้วก็ไม่ได้สูญหายไปไหนเลย แต่จะไปอยู่พุทธเกษตรแห่งเดียวกันทั้งนั้น

ธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย

ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง

ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน กัมโปแห่งทิเบต ได้รับอิทธิพลศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมและศาสนาพุทธในยุคนั้น มีการส่งพระนักบวชไปศึกษาที่ประเทศอินเดียและเริ่มเรียนภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาที่อยู่ในคัมภีร์ศาสนาพุทธ เมื่อพระนักบวชกลับมาจึงเริ่มเขียนบทสวดเป็นภาษาสันสกฤตลงบนธงมนต์ และมีการเขียนบทสวดสืบทอดกันต่อมา ถึงแม้ในปัจจุบัน ศาสนาพุทธนิกายมหายานเปลี่ยนเป็นนิกายวัชรยานแล้ว แต่ธงมนต์ยังคงสานต่อเรื่องความศรัทธาต่อมาไม่ต่างจากอดีต

ดั้งเดิม ธงมนต์มีอยู่ 5 สีที่มีนัยยะถึงธาตุทั้ง 5 นั่นคือสีขาวที่มีความหมายถึงธาตุลม สีแดงที่หมายถึงธาตุไฟ สีฟ้าหรือสีน้ำเงินคืออากาศธาตุ สีเขียวหมายถึงธาตุน้ำ และสีเหลืองหมายถึงธาตุดิน แม้นัยยะบางตำราอาจนิยามต่างออกไป แต่ก็ยังยึดธาตุทั้ง 5 เป็นพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับตำราหรือความหมายที่มีผู้แปลเขียนขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่นของผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัย

ธาตุทั้ง 5 มีความหมายไม่เฉพาะแต่กับผู้คนในแถบนี้ แต่ยังมีความหมายกับชาวเอเชียเป็นวงกว้าง นั่นเพราะธาตุทั้ง 5 ประกอบรวมขึ้นหมายรวมถึงธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์เองก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 การเคารพต่อธรรมชาติเป็นวิถีของชาวเอเชียไม่ว่าผู้คนจะมีความเชื่อในรูปแบบใด โดยเฉพาะผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัยที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ ซึ่งปัจจุบันนับถือนิกายวัชรยานที่ยังมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง และนอบน้อมต่อธรรมชาติ

เดิมทีความเชื่อในการเขียนคาถาไว้ในธงมนต์มีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ในทิเบตเชื่อว่าการเขียนคาถาบทสวดไว้ในธงมนต์ ทุกครั้งที่สายลมพัดสะบัดปลิวคาถาในธงมนต์จะพร่ำสวดเพื่อขอพรจากสวรรค์ เมื่อผู้คนเห็นธงมนต์หมายถึงสัญลักษณ์แห่งการปลอบประโลมให้กำลังใจเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ ส่วนความเชื่อในแคว้นลาดัก ประเทศอินเดีย หรือชาวเนปาลเชื่อว่า เมื่อสายลมพัดให้ธงสะบัดปลิว บทสวดขอพรจะนำพรไปสู่ผู้คน เปรียบเหมือนสายลมนำความสุข สุขภาพ และอำนวยพรให้แก่ผู้คน

เมื่อเวลาผ่านไปธงมนต์ได้ถูกตีความเพิ่มขึ้นในเรื่องความโชคดี ร่ำรวย ชัยชนะ แม้กระทั่งช่วยให้สุขภาพดี หายขาดจากโรคภัยทั้งปวง อ้างจากหลักฐานพบว่า การวาดรูปสัญลักษณ์ประดับในธงมนต์ เรียกว่าธงลังตา มีความหมายให้เกิดความโชคดี ร่ำรวย สัญลักษณ์ธงลังตาจะมีม้าลมที่บรรทุกอัญมณีมากมายอยู่บนหลังวาดไว้กลางผืนธง มุมทั้ง 4 ด้านของผืนธงมีรูปครุฑ มังกร เสือ และสิงโตหิมะ ในช่วงที่ทิเบตมีปัญหาเรื่องการสู้รบทั้งระหว่างชนเผ่าและการสู้รบกับจีน ได้มีการสร้างธงแห่งชัยชนะขึ้นมาเพื่ออำนวยพร สร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนและนักรบ ธงชนิดนี้ยังใช้เป็นธงนำทัพอีกด้วย ส่วนความหมายที่เพิ่มมาอีกคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ การขอให้อายุยืนยาว ซึ่งธงกลุ่มนี้จะมีคาถาที่เขียนกำกับเป็นภาษาสันสกฤตไว้

ในเรื่องของบทสวดที่เขียนกำกับไว้ที่ธงมนต์มักมีเพียงไม่กี่บทสวด ทั้งหมดเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าเพื่อขอความสว่างทางปัญญาให้ตัวเอง ชำระล้างความมัวหมองของจิตใจ การเขียนบทสวดมนต์กำกับในธงมนต์ครั้งแรกเริ่มจากพระเขียนกำกับไว้บนธงทีละผืน ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนคาถาซ้ำๆ ให้สมาธิตั้งมั่นอยู่กับบทสวดซ้ำๆ ต่อมามีการใช้แกะแม่พิมพ์บนวัสดุไม้เพื่อให้พิมพ์บทสวดบนธงมนต์ได้มากขึ้น ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นแม่พิมพ์โลหะตามกาลเวลา

ธงมนต์ 5 สีไม่เพียงแต่ผ่านกาลเวลามายาวนานเท่านั้น ยังผ่านสงครามและการถูกทำลายมาหลายครั้ง ทั้งจากสงครามที่จีนเข้ายึดทิเบต รัสเซียเข้ายึดพื้นที่ในไซบีเรีย ร่องรอยบางบทของธงมนต์หล่นหายไปตามนั้น แต่ร่องรอยที่เหลือยังถักทอเหนียวแน่นมาจนปัจจุบัน ทุกวันขึ้นปีใหม่ ธงมนต์ผืนใหม่ที่ได้เขียนบทสวดบนผืนธงทั้ง 5 สีจะถูกผูกไว้ในที่ลมพัดผ่านทั้งในศาสนสถาน สะพาน ภูเขา แม่น้ำ หรือในสถานที่ชุมชนโดยไม่นำธงผืนเก่าออก ทุกปี ธง 5 สีจะถูกผูกซ้ำๆ จนบางสถานที่เต็มไปด้วยธงผืนเก่าขาดวิ่น หรือสีจืดจาง มีนัยยะให้ระลึกว่าทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเสื่อมสลายไปกับกาลเวลา ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ตั้งอยู่ในความศรัทธา เคารพต่อธรรมชาติให้มาก และยอมรับในเรื่องที่ว่าร่างกายเราจะเสื่อมไปในที่สุด

ใช่ว่าธงมนต์แถบเทือกเขาหิมาลัยจะหมายถึงเรื่องเล่าเมื่อวันวานเท่านั้น ในปัจจุบัน ธงมนต์เหล่านี้ยังได้ผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมของผู้คนในแถบเทือกเขาหิมาลัยทั้งในตลาด สถานีขนส่ง หรือแม้กระทั่งหน้าบ้านเรือน ความศรัทธายังได้ขยายออกไปจากการผสมผสานวัฒนธรรมทั้งจากการแต่งงาน หรือแม้จากการรวมอาณานิคม ดังที่เราอาจได้เห็นธงมนต์สะบัดปลิวในพื้นที่อื่น เช่น แคว้นไซบีเรีย ในประเทศรัสเซีย หรือแม้แต่ความเชื่อมโยงของศาสนาพุทธต่างนิกายที่มีธงมนต์ประดับในเขตศาสนสถาน

มนตราธวัช…ธงอธิษฐานแห่งเนปาล

การที่มนตราธวัชปรากฏในสีที่แตกต่างกันนั้น สืบเนื่องจากความหมายที่มีหลากหลายประการ ความหมายแรกคือสีประจำธาตุเกิดของตนเอง คือ

สีแดง เป็นตัวแทนของธาตุไฟ
สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ
สีเขียว เป็นตัวแทนของธาตุลม
สีขาว เป็นตัวแทนของโลหะ
สีเหลือง เป็นตัวแทนของธาตุดิน

ส่วนอีกความหมายหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและยอมรับกันทั่วไป คือ ความหมายถึงสีผิวของพระวรกาย และรัศมีที่ทรงเปล่งออกมาของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์พระองค์ต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ดังนั้นสีของธงที่แตกต่างกัน ก็จะหมายถึงตัวแทนขององค์เทพที่บูชาที่แตกต่างกันไป

ขอยกตัวอย่างความหมายของสีธงให้ดูเล่นๆ กันนะครับ

มนตราธวัชสีเขียว จะหมายถึง พระคันธหัสติโพธิสัตว์ กายสีเขียวหรือขาวอมเขียว 2 กร มือขวาทำปางประทานพร มือซ้ายถืองาช้าง วางบนดอกบัวหรือถือสังข์

หรือพระอากาศครรภโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แห่งความปีติอันไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเกิดจากการช่วยเหลือสรรพสัตว์จำนวนมากพ้นประมาณ สัญลักษณ์คือพระอาทิตย์ มือขวาถือเพชรพลอย มือซ้ายถือดวงแก้ว กายสีเขียว มี 2 กร

มนตราธวัชสีเหลือง จะหมายถึง พระคคนคัญชะโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือต้นกัลปพฤกษ์ หัตถ์ขวายกขึ้น หัตถ์ซ้ายวางบนสะโพก กายสีเหลือง มี 2 กร

หรือพระจุณฑิอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้แยกตัวมาจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือเจ้าแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ทุกกรล้วนมีสิ่งของไม่เหมือนกัน บ้างก็แตกต่างกันไป กายสีเหลืองหรือขาว 3 เนตร 18 กร

หรือพระชญาณเกตุโพธิสัตว์ กายสีเหลืองหรือฟ้า 2 กร มือขวาถือธงกับเพชรพลอย มือซ้ายทำท่าประทานพรหรือพระสรรวโศกตโมนิรฆาตมตีโพธิสัตว์ กายสีเหลืองอ่อนหรือเหลือง มี 2 กร มือขวาถือคทา มือซ้ายวางบนสะโพก

หรือพระอโมฆทรรศินโพธิสัตว์ กายสีเหลือง 2 กร มือขวาถือดอกบัว มือซ้ายวางบนสะโพก

มนตราธวัชสีแดง จะหมายถึง พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือพระชาลินีประภาโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือวงกลมแห่งดวงอาทิตย์ หัตถ์ขวาประทานพร หัตถ์ซ้ายถือพระอาทิตย์บนดอกบัว กายสีแดง มี 2 กร หรือพระภัทรปาลโพธิสัตว์ กายสีแดงหรือขาว มี 2 กร มือขวาทำปางประทานพร มือซ้ายถือเพชรพลอย

มนตราธวัชสีขาว จะหมายถึง พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา ผู้ทรงเป็นองค์แทนกรุณาของพระพุทธเจ้า ผู้สดับเสียงคร่ำครวญในโลก และคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร เป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลที่สุดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

หรือพระจันทรประภาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสาวกของพระไภษัชยคุรุ สัญลักษณ์คือดวงจันทร์วางบนดอกบัว หัตถ์ขวาประทานพร หัตถ์ซ้ายถือพระจันทร์บนดอกบัว กายสีขาว 2 กร

หรือพระอักษมยมติโพธิสัตว์ สัญลักษณ์ คือ พระขรรค์หรือหม้อน้ำ มือขวาประทานพร มือซ้ายทาบบนพระอุระ กายสีขาวหรือเหลืองนวล มี 2 กร

หรือพระสุรังคมโพธิสัตว์กายสีขาว 2 กร มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายวางบนสะโพก

หรือพระสรรวนิวรณวิษกัมภินโพธิสัตว์ กายสีขาวหรือฟ้า มี 2 กร มือขวาทำญาณมุทรา มือซ้ายทำท่าปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร

หรือพระสรรวาปายัญชหะโพธิสัตว์ กายสีขาว 2 กร ทำท่าขจัดบาป หรือถือขอสับช้างทั้งสองมือ

หรือพระสาครมติโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือสังข์หรือคลื่น ยื่นพระหัตถ์ไปข้างหน้า ทำนิ้วเป็นรูปคลื่น กายสีขาว มี 2 กร

มนตราธวัชสีฟ้า จะหมายถึง พระวัชรครรภโพธิสัตว์ สัญลักษณ์คือหนังสือ มือขวาถือวัชระ มือซ้ายถือหนังสือ กายสีฟ้า มี 2 กร

มนตราธวัชสีดำ จะหมายถึง พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนพลังของพระพุทธเจ้า

และในบางครั้งมนตราธวัชที่มีสีเหลือง เขียว หรือแดง ยังอาจหมายถึง พระประติภานกูฏโพธิสัตว์ ผู้มีผิวกายสีเหลือง เขียว หรือแดง มือขวาถือแส้ มือซ้ายวางบนเพลา มี 2 กรได้อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ชาวเนปาลยังมีความเชื่อด้วยอีกว่า หากมนตราธวัชนั้นโบกพลิ้วปลิวอยู่นานๆ แล้ว คำขอพร คำอธิษฐาน และมนตราต่างๆ ที่จารึกอยู่บนธงนั้นจะจืดจางลง ต้องใช้ใบสนหูเสืออย่างสดๆ มาจุดรมควัน คล้ายเป็นกำยาน เพื่อเป็นเครื่องเพิ่มอานุภาพฤทธีให้ทวิทวีมากขึ้นเป็นประจำทุกปี หากเกิดการเปื่อยขาดลง ก็จะทิ้งไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มมนตราธวัชที่สมบูรณ์ขึ้นแขวนแทนที่ใหม่เสมอๆ

กงล้ออธิษฐาน (Prayer Wheel) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า กงล้อมนตรา ลักษณะเป็นกระบอกทรงกลมหมุนได้ ด้านข้างประดับอักษรมนตราศักดิ์สิทธิ์ภาษาทิเบตโบราณคำว่า โอม มาณี ปัทเม ฮุม ภายในกระมีจารึก “โซเคย” หรือภาษาเขียนที่ใช้กันในหมู่ลามะ โซเคยที่เขียนไว้ในกงล้อ เป็นบทสวดหลากหลาย
หมุน 1 รอบด้วยใจที่ศรัทธาเท่ากับการสวดมนต์ 108 จบศักดิ์สิทธิ์เท่ากับเราสวดมนต์ด้วยปาก เป็นการสะสมผลบุญให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น และยังเป็นการแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย อีกทั้งยังเป็นการก่อให้เกิดกรรมดีในชาติภพใหม่

กงล้อ mani Lhakhor แบบมือถอชนิดที่ชาวธิเบตใช้งานจริงกันอยู่ ทำจากอำพันปรับปรุงสีส้มอมเหลือง ประดับด้วยหินเทอร์คอยต์สีฟ้า แต่งเสริมด้วยสีแดงของปะการัง ฝนบนเปิดได้ ข้างล้างเป็นแกนไว้ถือ ตัวกระบอกมีโซ่กับตุ้มถ่วงรูปหอยสังข์ แค่หมุนมือเบาๆเชือกก็จะหมุนติ้ว ทำให้กงล้อหมุนตามสามารถสวดมนต์ได้ตลอดเวลา

ความยาวตลอดอัน 15 เซนติเมตร

ยันต์ที่คุณถุงแป้งนำมาให้ดู นั่นชื่อว่า “ศรี มหากาลี ยันตระ” อันประกอบด้วย มณฑล 8 ทิศ อันแสดงถึงผังจักรวาลทั้งมวล และสวัสติกะที่เวียนซ้ายกับเวียนขวามาซ้อนกัน, จักระ (กลีบบัว) 8 กลีบ อันแสดงถึงผังสุริยจักรวาล และทิศของโลก

วงกลมในกลีบบัวนั้นแสดงถึงโลก ส่วนสามเหลี่ยมกลับหัวนั้นตามคัมภีร์ยันต์ศาสตร์ถือว่าเป็นสามเหลี่ยมแห่งศักติ หรือ เพศหญิง ซึ่งในยันต์ที่คุณนำมาแสดงนี้มีสามเหลี่ยมซ้อนกันถึง 5 ตรีโกณ อันสื่อถึงพลังเพศแม่ของ พระปารวตี, พระทุรคา, พระกาลี, พระลักษมี และ พระสรัสวตี หรือ พระปารวตี, พระลักษมี, พระสรัสวตี, พระคงคา และพระปฤถวี (พระธรณี)

รูปภาพที่นำมาใส่ใน ในคัมภีร์ยันต์ศาสตร์ฮินดู จะเรียกว่า “ประติมา” อันเป็นรูปแบบที่นำมาเสริมที่หลัง และมีการใส่มนต์ลงไปด้วย ซึ่งเรียกว่า “อักขระ หรือ อักษร” โดยมนต์กำกับยันต์นี้อ่านว่า “โอมฺ ครีมฺ มะฮา-คาลไย นะมะฮ” นั่นเองครับ

ส่วนอีกรูป จะเป็นสามเหลี่ยมที่ตั้งหัว อันหมายถึง พลังแห่ง ศิวะ หรือ เพศชาย นั่นเอง

อยากทราบเรื่องของยันต์ฮินดูมากกว่านี้ ให้รอหน่อยเพราะผมได้เขียนเป็นหนังสือเสร็จเรียบร้อย และส่งต้นฉบับไปแล้ว คาดว่าจะออกวางตลาดในช่วงเดือนมกราคม 2553 ที่จะถึงนี้ พร้อมกับแถมยัน “ศรี ศักติ วิทูระ ยันตร์” อันเป็นยันต์ที่รวบรวมเทพเจ้าไว้ในยันถึง 28 พระองค์ เท่ากับจำนวนนักษัตรบนทั้งฟ้าทั้ง 28 นักษัตรตามคัมภีร์พระเวท

จะเป็นยันต์ที่คุ้มครองครอบจักรวาลเลยทีเดียว ในหนังสือเล่มนี้ก็จะรวบรวมและอธิบายวิธีสร้างยันต์ของชาวฮินดูไว้ทั้งหมด ว่าเขาใช้อะไรบ้าง แต่ละอย่างมีความหมายเช่นไร มีที่มาจากอะไรในคัมภีร์พระเวท เพื่อให้นำไปใช้วิเคราะห์ยันต์ในรูปแบบต่างๆ ของชาวฮินดูได้ หรือ คุณอาจจะสามารถนำไปสร้างยันต์เฉพาะตัวของคุณเองก็ได้ถ้าคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว

ตอนนี้หนังสือเกี่ยวกับยันต์ศาสตร์ฮินดูนี้ กำลังใกล้จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมออกวางจำหน่ายแล้ว ขาดแต่เพียงรอยันต์ศรีศักติวิทูร ที่กำลังนำไปสกรีนลงบนผืนผ้า เพื่อจะแถมเป็นที่ระลึก และการนำยันต์นั้นไปปลุกเสกเท่านั้นเอง เสร็จสมบูรณ์เมื่อไรก็จะออกวางตลาดในทันทีครับ

ปล. รูปยันต์ที่ออกมาจะใช้อักษรเทวนาครีลงบนยันต์นะครับ นี่เป็นเพียงรูปตัวอย่างแบบอักษรไทยเท่านั้น

มหายันต์ศรีจักรา
ศรีจักรามหายันต์ปาฏิหาริย์แห่งโลก มนุษย์ เทพ และจักรวาล
ศรีจักรานี้เป็นยันต์ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของยันต์ทั้งปวงของชาวภารตะ ซึ่งถูกลอกเลียนไปใช้ในทิเบตแต่ก็ได้ไปแบบไม่ครบถ้วน เนื่องจากคติยันต์ฝ่ายฮินดูนั้นผูกสร้างอำนาจจากเทวะต่างๆด้วย การบูชาเทวราชที่เป็นรูปแบบหนึ่งของธรรมชาติ หรือบางทีคัมภีร์โบราณก็มักกล่าวว่า ธรรมชาติที่เราเห็นอยู่สัมผัสอยู่นี่ละที่เป็นส่วนหนึ่งของพระเป็นเจ้าของพวกเขา ซึ่งตรงนี้ลุงกุสต้องขอบอกว่าเรื่องราวของเทพเจ้าทางพราหมณ์เขานั้นนะไม่ใช่สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระนา แต่เป็นการศึกษาในระดับคลาสสิกทีเดียวเชียวซึ่งต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า เรื่องทรงเจ้าเข้าผีที่ก่อคดีสะเทือนขวัญที่เพิ่งผ่านมาเร็วๆนี้มันเป็นคนละเรื่องกับศาสตร์ของทางพราหมณ์เขา ซึ่งไม่นิยมยอมรับเรื่องการประทับทรงนี้เลย โดยยกเว้นพวกกลุ่มชาวทมิฬ(อินเดียใต้) ที่มักมีพิธีทรงเจ้าแต่คนฮินดูส่วนใหญ่เขาไม่ยอมรับเนื่องจากมีคติว่าร่างกายของมนุษย์นั้น หยาบเกินกว่าภาวะของเทพเจ้าจะเข้าทาบทับจนสนิทได้ซึ่งผู้ที่จะเข้าถึงเทพเจ้าได้ต้องบำเพ็ญตบะเฉพาะ และต้องแสวงสันโดษจนจิตยกระดับเป็นที่สมาคมกับมหาเทวะทั้งหลายได้ เรื่องการทรงเจ้าเข้าผีแบบดำน้ำลุยไฟนี่ละลุงกุสไม่ยอมรับกิจพิธีเหล่านี้ว่า เป็นเรื่องของเทพเจ้าหรอกเพราะจากตำรับตำราที่เชื่อถือได้พบว่าเป็นพิธีกรรมของพวกคนป่าด้อยอารยะธรรมแบบพ่อมดหมอผีวูดู ซึ่งลัทธินิยมเทวะเรียกพวกนี้ว่า “อสูรนิกาย” นิยายจีนกำลังภายในเราจะได้ยินว่า “ม้อก่า”หรือนิกายอสูรนี่ละ สำหรับสายอารยะธรรมนี่ต้องบอกว่ามาคนละด้านเลย พวกเทพนิกายนี้เดิมของอินเดียนั้นมาตอนที่เผ่าอารยันบุกเข้าส่วนกลางของชมพูทวีป และสถาปนาเผ่าพันธุ์ของตนเข้าปกครองชาวพื้นเมืองเดิมที่เรียกว่ามิลักขะซึ่งมีส่วนหนึ่งอพยพถอยร่นมาสู่อินเดียทางตอนใต้ เผ่าอาระยันก็คือบรรพบุรุษของราชวงศ์ศากยะ ซึ่งเราจะไม่แปลกใจเลยที่ลำดับเทพเจ้าในพุทธศาสนานั้น บางประการเหมือนที่ปรากฏในคัมภีร์ก่อนยชุรเวทของพราหมณ์ และเป็นต้นเรื่องราววิชาการสายพระเวทต่างๆที่แตกสาขาออกมากมายจน แม้พุทธฝ่ายเถรวาทที่ยึดมั่นในธรรมวินัยดั้งเดิมที่พระศรีศากยะมุนีก็รับเอาความรู้นี้มาปรับใช้(ระดับฆารวาสธรรม) โดยอยู่ใต้พุทธปรัชญาอย่างกลมกลืนทั้งนี้ก็เพราะต่างเป็นเรื่องราวของสัจจะธรรมในธรรมชาติจึงเรียกว่าพูดจาภาษาเดียวกันนั่นเอง

ลุงกุสเล่าเรื่องมายิกของชาวตะวันตกมาก็หลายตอนเลยอยากนำเรื่องราวของชาวภารตะที่นับว่าเป็นต้นตำรับมายิก หรือพระเวทสายสำคัญสายหนึ่งของโลกมาเล่าสู่กันฟังบ้างและพบว่า ในกระบวนยันต์ต่างๆที่มีใช้ในบ้านเรานั้นส่วนใหญ่พัฒนาดัดแปลงมาจากสายพราหมณ์มากพอสมควร ทั้งนี้เราต้องยอมรับอยู่ว่าวิทยาการของพราหมณ์(ในระดับทางโลกีย์วิสัย) นั้นถือว่าเป็นสุดยอดของโลกสายหนึ่งทีเดียวเชียวเดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่บอก

ชาวภารตะมักปลูกสร้างความศักดิ์สิทธิ์โดยกำหนดบูชาองค์เทวะเจ้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางธรรมชาติโดยมองจักรวาลในระบบที่เปิดคือมิใช่มองแค่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่มองในโลกธาตุที่มีภพภูมิอื่นๆร่วมอยู่ด้วยทั้งไม่ได้จัดระดับมนุษย์ให้สูงหรือต่ำเกินไปแต่อยู่บนหนทางเลือกแบบว่า “จิตวิญญาณเสรี”อย่างไรอย่างนั้นคือจะเลือกไปดีไปชั่วได้ด้วยศรัทธาและปัญญาของตัวเองที่จะนำพาพฤติกรรมของตนเป็นการสร้าง “กรรม” ที่ชักนำสถานะของตนไป เรื่องเทพเจ้าของภารตะถูกนำมาผูกสร้าง “มหาวิทยา” คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่สองประการคือ ยันตรา และมันตรา กล่าวว่าทั้งสองประการคือเส้นสายของจักรวาลที่ถักทอเป็นชาติภพหรืออาจเรียกว่า มายาแห่งประชาบดีก็บ่มิผิด(เอ้าว่าเข้านั่น) ยันตราเป็นคลื่นของแสง ส่วนมันตราเป็นคลื่นของเสียง เรียกว่า มีทั้งคลื่นตามยาวและคลื่นตามขวางเลย หลักการดังกล่าว ยันตราและมันตราต่างๆจึงมีความเข้มขลังที่เป็นพลังงานศักดิ์สิทธิ์สากล ที่เสมือนหนึ่งจิตวิญญาณสากลแห่งจักรวาลได้รังสรรค์สร้างให้มนุษย์ได้รู้จักเรียนรู้เพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริงว่า อัตตาของตนนั้นคือสถานะใดในอุ้งหัตถ์แห่งประชาบดี(ธรรมชาติผู้สร้าง,พระเป็นเจ้า)