โป่งข่าม

แก้วโป่งข่าม
แก้วโป่งข่าม หรือ หินจุยเจีย หรือ เขี้ยวหนุมาน หรือ รัตนชาติ หรือ หินควอรตซ์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือชนิดเดียวกัน แต่ในที่นี้จะขอเรียกว่า แก้วโป่งข่าม
แก้วโป่งข่าม มีลักษณะเป็นแก้วผลึกสีขาวใสเหมือนน้ำ ซึ่งมีความแข็งแรงเป็นลำดับที่ ๔ ของมาตราวัดความแข็งของแร่ และมีความแข็งเป็นอันดับ ๓ รองจากเพชร โดยมีผู้ที่เชื่อว่า ถ้าทิ้งไว้ตามสภาพเดิมคืออยู่ในชั้นหินไม่ทำการขุดออกมานานต่อไปอีกสัก ๑,๐๐๐ ปี ก็จะกลายเป็นเพชรจริงๆ ในความเชื่อของไทยเราคือ ในแง่ความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นกลุ่มของธาตุกายศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเป็นรองเพียงแค่ เหล็กไหลที่เป็น สีปีกแมลงทับ เท่านั้น นอกนั้นความศักดิ์สิทธิ์จะไม่เป็นรองวัตถุธาตุกายสิทธิ์ใดๆเลย
แก้ว หมายถึง หินแข็งใสมองลอดเข้าไปข้างในได้
โป่ง หมายถึง ลักษณะของสิ่งที่พองด้วยลม หรือแก๊ส เช่น ดินโป่ง
ข่าม หมายถึง การอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดจากภัยอันตราย
แก้วโป่งข่าม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาติที่ผ่านการสะสมพลังงานต่างๆไว้มานานหลายล้านปีในโลกใบนี้ ที่สะสมอยู่ตามป่าเขา ซึ่งบางแห่งได้เป็นสถานที่บำเพ็ญบารมีของพระอริยสงฆ์เจ้าผู้หวังทางหลุดพ้นจากโลกทั้งสาม จนได้สำเร็จเป็น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระผู้ทรงอภิญญาฌานสมาบัติ หรือแม้กระทั่ง ฤาษีที่ทรงฌานตบะสูง เมื่อท่านจะเล่นแร่แปรจิตธาตุ ด้วยการกำหนดจิตให้มีพลังแล้วแผ่ไปในจุดใดจุดหนึ่งของภูเขาเทือกนั้นที่ท่านพิจารณาแล้วว่า ภายในพื้นดินนั้นมีธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการสั่งสมพลังงานต่างๆ จากธรรมชาติ จนทำให้เกิดเป็นธาตุวรรณต่างๆ โดยจำแนก ลักษณะของแก้วตามตำราที่ถูกบันทึกมาเป็นระยะว่านับร้อยปี ได้ถึง ๙ ประการ และแบ่งเป็นแก้ววิเศษออกได้อีก ๒๔ ดวง ซึ่งแก้ววิเศษทั้ง ๒๔ ดวงนี้เอง ตามตำราแล้วได้กล่าวไว้ว่า หากบุคคละญิงชายใดก็ตามที่สามารถนำมาครอบครอง โดยจะทำเป็นหัวแหวนแล้วนำมาสวมใส่มือ หรือจะนำมาพกติดตัว หรือนำมาเก็บไว้เป็นขวัญถุงเพียงแค่ ๑ ชนิด ก็จะทำให้ผู้ที่ครอบครองนั้นประสบแต่ความเจริญมั่งมีศรีสุข ข้าวของอันพึงมีจะไหลมาเทมา และยังมีอานุภาพทางมหาอำนาจ ตลอดจนป้องกันภัยอันตรายต่างๆ จากทั้งคุณคน คุณผี ทั้งมวล
แก้วโป่งข่าม ที่มีความนิยมและเชื่อถือตามประสบการณ์ ของชาวล้านนาแล้วมีอยู่ ๑๒ ประการคือ
๑. แก้วเข้าแก้ว จัดเป็นแก้วที่มีความแปลกประหลาด คือเมื่อทำการเจียระไนแล้ว ก็จะมองเห็นหน่อแก้วลิ่มเล็กๆ อาจจะลิ่มเดียวหรือเป็นกลุ่มงอกขึ้นอยู่ภายในหน่อแก้วใหญ่ โดยแทงทะลุจากภายนอกด้านใดด้านหนึ่งเข้าไปภายใน หรืออาจจะเป็นหน่อแก้วซ่อนอยู่ภายในหน่อแก้วใหญ่ ซึ่งแก้วชนิดนี้จัดได้ว่าเป็นแก้วที่มีราคาสูง และหาได้ยากมากชนิดหนึ่ง มีความโดดเด่นในเรื่องของอำนาจ ความสำเร็จทางการติดต่อเจรจา ความมีชื่อเสียง และมีพลังที่สูงมาก หากผู้ที่ครอบครองปฏิบัติต่อแก้วเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมจะได้รับผลดีตอบแทนอย่างคาดไม่ถึง
๒. แก้วพิรุณแสนห่า หรือ เรียกอีกในหนึ่งว่า ฝนแสนห่า มีลักษณะเด่นของลวดลายที่เป็นเหมือน เส้นสายฝนที่ตกลงมาเป็นริ้วๆ มีลักษณะเด่นคือ ทางค้าขาย ทำให้สามารถค้าขายได้ดีกว่าคู่แข่งที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน เรียกว่าสามารถเรียกลูกค้าได้เลยทีเดียว
๓. แก้วขนเหล็ก เป็นแก้วที่มีความต้องการสูงของผู้คน โดยเฉพาะแก้วขนเหล็กแบบน้ำใส ซึ่งมีราคาสูงและพบได้ยากกว่าแก้วขนเหล็กน้ำตัน ซึ่งแก้วขนเหล็กมีอยู่ ๒ ประเภทคือ แก้วขนเหล็กน้ำใส และแก้วขนเหล็กน้ำตัน มีลักษณะเด่นในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ
๔. แก้วปวก คำว่า ปวก เป็นภาษาเหนือโบราณ แปลว่า ต่อมน้ำ หรือฟองน้ำ คำว่า ปวก แสดงถึงสิ่งที่มีลักษณะฟูขึ้นมาเหมือนต้นไม้ ใบหญ้า ประการัง โดดเด่นในด้านเมตตามหานิยม รวมทั้งทำให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
๕. แก้วทราย เมื่อนำมาเจียระไนแล้ว ด้านบนของเม็ดแก้วจะใส พื้นแก้วด้านล่างจะมีลักษณะของเม็ดทรายเรียงกันเป็นพื้น ซึ่งจะมีอยู่หลายสี สีแดง มีคุณด้านป้องกันโรคภัย ทำให้สุขภาพแข็งแรง มีชีวิตชีวาและเพิ่มความกระตือรือร้นให้ชีวิต สีทอง ซึ่งเป็นสีที่พบมาก และนิยมในหมู่นักสะสมแก้วโป่งข่าม เนื่องจากจะส่งผลในเรื่องของ เงินทอง โชคลาภ รวมไปถึงความมั่งคง
๖. แก้วหมอกมุงเมือง มีลักษณะภายในเหมือนกับลายที่เกิดขึ้นในก้อนน้ำแข็ง คือเป็นลายสีขาวๆ อาจจะขาวบางๆ หรือขาวขุ่นหนาทึบเหมือนกับเมฆบนท้องฟ้า หรืออาจจะเหมือนกับควันไฟขาวๆก็ได้ คำว่า หมอกเมือง ในตำราพิชัยสงครามโบราณมีความหมายถึง บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเทพประจำเมืองอีกด้วย โดดเด่นในเรื่องความร่มเย็น เสมือนมีหมอกมามุงเมืองไว้ ไม่มีความเดือนร้อนใดๆเลย เหมาะสมกับผู้ที่ฝึกสมาธิ และเพ่งกระแสจิตเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยโบราณแก้วชนิดนี้ได้มีผู้นำไปใช้ในการเสี่ยงทาย ทำสมาธิเพ่งดูนรกและสวรรค์ จนได้ผลเกินคาดเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
๗. แก้วนางจอมขวัญ หรือแก้วจอมขวัญ มีสีพื้นเป็นสีม่วงอ่อนๆ จนถึงสีม่วงเข้ม สีม่วงนี้จะคล้ายสีม่วงดอกตะแบก หรือม่วงไวโอเล็ต เป็นอีกแก้วชนิดหนึ่งที่ผู้ชอบในด้านจิต ทำสมาธิ ต้องมีไว้ครอบครอง และยังมีชื่อเสียงกล่าวขานกันว่า เป็นยอดในด้านเมตตามหานิยม ส่งเสริมความรักและวาสนา ในสมัยโบราณแก้วชนิดนี้ถือได้ว่าสูงค่ามาก ดั่งที่ว่า มีค่าแสนคำ เนื่องจากเป็นแก้วที่บรรดาเหล่ากษัตริย์จะต้องนำมาถวายเป็นสิ่งสักการะบูชาแก่บรมสารีริกธาตุ เป็นแก้วที่หาได้ยากมากอีกชนิดหนึ่ง
๘. แก้ววิฑูรสีน้ำผึ้ง ลักษณะทั่วไปของแก้ววิฑูรสีน้ำผึ้ง คือจะมีสีเหลืองขุ่น แต่จะไม่ออกสีเหลืองมากนัก โดยจะเป็นสีเหลืองอมส้ม อาจจะมีสีเดียวทั้งเม็ด หรืออาจจะมีลายเป็นริ้วเป็นวงๆ โดยจะมีสีเหลือง เทา และขาว ผู้ใดได้ครอบครองจะทำให้เกิดโชคลาภทวีคูณ เกิดความชุ่มเย็นมีชื่อเสียงและมีอำนาจ การติดต่อค้าขายก็จะสำเร็จดังปรารถนา
๙. แก้วแร เป็นแก้วที่ส่งผลในการค้ำชูสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจค้าขาย เป็นแก้วที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดความคิด ภูมิปัญญาอันเป็นที่มาของโภคทรัพย์ ซึ่งอาจเปรียบเสมือนแก้วจินดามณี อันหมายถึง พระนางจินดา (พระสุรัสวดี) เทวีแห่งปัญญานั่นเอง ผู้ที่ครอบครองแก้วแร มักจะเกิดญาณทัศนะบางอย่าง ที่ทำให้สามารถหยั่งลึกได้ในลู่ทางของทรัพย์ หรือก่อให้เกิดจินตนาการเชิงศิลปะ
๑๐. แก้วมังคละจุฬามณี คือแก้วที่มีลักษณะภายในเป็นรูปมงคลต่างๆ เช่นองค์พระ ต้นโพธิ์ ใบโพธิ์ เจดีย์ นาค ช้าง เป็นต้น เป็นแก้วที่หาได้ยากมากที่สุด และถือได้ว่าเป็นแก้วที่มีค่าเหลือคณานับ หรืออาจจะเรียกได้ว่า ค่าควรเมืองก็ได้ ผู้ใดได้ครอบครองจะเกิดความชุ่มเย็น เจริญด้วยสมบัติ แคล้วคลาดจากภยันอันตรายต่างๆ ทั้งปวง อีกทั้งยังช่วยเสริมบารมี ก่อให้เกิดโชค ลาภ
๑๑. แก้วสามกษัตริย์ จัดได้ว่าเป็นแก้วที่มีคุณอนันต์ คือรวมเอาสิ่งที่เป็นมงคล หรือรวมสกุลแก้วอื่นๆ ไว้ในแก้วเม็ดเดียวกัน โดยสามารถใช้ร่วมได้กับทุกราศีไม่จำกัดให้คุณเป็นวงกว้าง สามารถจำแนกได้ ๒ ประเภทคือ ๑. เกิดจากการสหชาติ (รวมของแก้วต่างสกุล) เช่น แก้วเข้าแก้ว ปวก ขนเหล็ก หรือ ขนเหล็ก ปวก ทรายคำ เป็นต้น ซึ่งประเภทนี้จะหาได้ยากเป็นที่ต้องการของนักสะสมและมีราคาสูงมาก ๒.แก้วสุวรรณสาม คือเกิดจากการรวมกันของสกุลเดียวกัน เช่น แก้วปวกแดง เขียว ทอง หรือแก้วทรายทอง ปวกเขียว แดง เป็นต้น
๑๒. แก้วกาบ เป็นแก้วที่มีแก้วแร่ประกอบอยู่ภายใน ลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งอาจจะมีสีเป็นสีทอง หรือสีน้ำตาล ซึ่งเรียกว่า กาบทอง ในบางครั้งอาจเป็นแค่แผ่นบางใสภายในแก้วไม่มีสีแต่อย่างใด เชื่อกันว่า เป็นแก้วที่ให้คุณแก่ผู้ถือครอง ทางด้านหน้าที่การงาน ยศและตำแหน่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า แก้วโป่งข่าม เป็นเหมือนอัญมณีชนิดหนึ่ง เป็นก้อนหินที่ได้ดูดซับเอาพลังงานธรรมชาติเอาไว้ในตัวเอง เมื่อได้สัมผัสกับร่างกายของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยพลังงานเช่นกัน ร่างกายกับหินก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ความเชื่อที่ว่าอัญมณีเลือกเจ้าของ และเจ้าของคือผู้ที่รักษาอัญมณีชนิดนั้นๆ สืบทอดกันมาเสมอเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อไรที่แร่ธาตุและพลังงานได้ถ่ายทอดสู่ร่างกายของเจ้าของแล้ว ก็จะบันดาลให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึก อารมณ์ สภาวะจิตใจโดยที่อธิบายหาเหตุผลที่ชัดเจนไม่ได้ในบางครั้ง และในบางครั้งก็เป็นเครื่องที่เกื้อหนุนช่วยในการกระตุ้นพลังจักระแก่ร่างกาย ซึ่งไม่ใช้เพียงแค่สวมใส่ให้สวยงามเท่านั้น ยังช่วยใช้บำบัดโรค ใช้เติมเต็มจิตวิญญาณที่ขาดหาย ใช้สร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี โดยที่แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ในยุคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้
การจัดประเภทของแก้วจากประสบการณ์ของผู้ที่ครอบครองและเกิดขึ้นจริง
๑. ด้านอยู่ยงคงกระพัน ควรใช้
– แก้วสีฟ้า หรือฟ้าหมอก
– แก้วปวกเขียวและปวกวรรณสีต่างๆ
– แก้วขนเหล็ก แก้วไหมทอง ไหมเงิน ไหม นาก
– แก้วขาว
– แก้วเข้าเป๊ก หรือแก้วพวกสหชาติกับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น เป๊กหน้าทั่ง
– แก้วขนเหล็กน้ำตัน
๒. ด้านมีอำนาจชนะฝ่ายตรงข้าม ควรใช้
– แก้วเส้นต่างๆ หรือแก้วฝนแสนห่า
๓. ด้านเมตตามหานิยม ควรใช้
– แก้วสีฟ้าแร
– แก้วเนื้อลำไย
– แก้วปวกเขียว ปวกวรรณสีต่างๆ
– แก้วกาบ
– แก้ววิฑูรย์
– แก้วหินทราย
๔. ด้านมีฤทธิ์ คลาดแคล้ว และความสำเร็จ ควรใช้
– แก้วปวกเขียว ซึ่งมีเรื่องราวและประวัติมากที่สุด
๕. ด้านโชคลาภและยังเป็นแม่แก้วต่างๆ ควรใช้
– แก้วเข้าแก้วจากหน่อแม่และหน่อโตน (โทน)
– แก้วเข้าเป๊ก
แม่แก้ว คือ แก้วที่มีบริวารพ่วงตามมาเช่น เมื่อมีแก้ว ๑ แล้ว มักจะได้ของดีตามติดกันมาอีก ผู้ที่มีคาถาอาคมปลุกเสก ทดลองโดยการเอาแก้ว ๑ อธิฐาน แก้วที่มีลักษณะเป็นแม่เหนือกว่า จะหันหัวเข้าไปหาแก้วที่ ๒ ที่เป็นลูก
๖. ด้านลาภลอย ควรใช้
– แก้วแร หรือ แก้วเนื้อลำไย
๗. ด้านยศศักดิ์ ตำแหน่งการงาน ควรใช้
– แก้วกาบ
– แก้วสุริยประภา หรือแก้วสีแดงเพลิง
– แก้วพรหมสามหน้า
– แก้วปวกต่างๆ ที่มีปรากฏการณ์เติบโตเองได้
๘. ด้านความชุ่มเย็นกันไฟ ควรใช้
– แก้วน้ำหาย
– แก้วเข้าแก้ว
– แก้วใสขาวต่างๆ
– แก้วเข้าหลักรูปต่างๆ
๙. ด้านอยู่เย็นเป็นสุข ควรใช้
– แก้วปวกต่างๆ
– แก้วกาบต่างๆ
– แก้ววิฑูรย์สีน้ำตันต่างๆ
๑๐. ด้านผจญภัย ควรใช้
– แก้วขนเหล็กน้ำใสและน้ำตันต่างๆ
– แก้วเข้าเป๊ก
๑๑. ด้านชื่อเสียง อำนาจวาสนา ดีในการเดินทางและแสดงโชคลาภ ควรใช้
– แก้วสีฟ้า
– แก้วหมอกมุงเมือง
– แก้วปวก ๓ สี
แก้วสีฟ้าและปวกสี เมื่อจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงสีมักจะซีด เช่นมีข่าวหรืออยู่ในระยะกังวล
แก้วหมอกมุงเมือง เวลาเกิดความวาวมักจะเกิดโชคดีในการเดินทาง
๑๒. ด้านร่ำรวยมั่นคง ควรใช้
– แก้วสามกษัตริย์
– แก้วเข้าแก้ว
– แก้วประภาชื่นชม
– แก้วเข้าหลักเงิน หลักคำ
– แก้วกินบ่อเสี้ยง
– แก้วทรายคำ หมัดคำ
••••••••••
“แก้วโป่งข่าม” หมายเอาหินแก้วจากบริเวณดอยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดอยโป่งหลวงในเขตตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
แหล่งกำเนิด คือ บริเวณเทือกดอยขุนแม่อาบ ขุนแม่อวม และขุนดอยต่างๆ อันมีห้วยออกรู ดอยแม่ผาวง ดอยห้วยมะบ้า ดอยห้วยตาด ดอยโป่งหลวง ดอยห้อยกิ่วดู่ ดอยโป่งแพ่ง และดอยผาแดง เทือกเขาแม่อาบได้ให้กำเนิดลำห้วยแม่แก่ง และลำห้วยแม่เติน ซึ่งลำห้วยแม่แก่งเกิดมาจากดอยห้วยออกรูของดอยขุนแม่อาบ ส่วนลำห้วยแม่เตินเกิดมาจากดอยผาแดงที่อยู่ระหว่างดอยขุนแม่อวบและขุนดอยแม่อาบ เป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาพันวานที่กั้นระหว่างเขตเมืองเถินและเขตเมืองลี้ จังหวัดลำพูน
โดยที่อาณาเขตของบ่อแก้วโป่งข่ามอยู่ในตอนล่างของดอยขุนแม่อาบและดอยผาแดง อันเป็นขุนดอยที่เป็นใหญ่กว่าเขาดอยทั้งปวงในระเวกนั้น และได้กำเนิดเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ของแก้วโป่งข่ามบริเวณศูนย์กลางของพื้นที่ดังกล่าว ที่เรียกกันว่า “ดอยโป่งหลวง” และได้ให้กำเนิดลำห้วยโป่งอยู่ระหว่างช่องดอยโป่งหลวงและโป่งแพ่ง ซึ่งห้วยโป่งได้ไหลไปรวมกับห้วยมะบ้าและห้วยแม่ผางวง ไหลลงสู่บริเวณหมู่บ้านนาบ้านไร่ แล้วไหลรวมกับห้วยบ่อช้างล้วงและลำห้วยแม่แก่ง ไหลไปบรรจบรวมกับแม่น้ำวังที่บริเวณบ้านสบเตินและบ้านสบแก่ง ซึ่งแม่น้ำวังเป็นสายน้ำสำคัญเสมือนสายโลหิตหล่อเลี้ยงผู้คนในเขตอำเภอเถินนี้ด้วย
ลำห้วยแม่แก่งที่จริงแล้วเป็เพียงลำห้วยเล็กๆ แทบจะไม่มีน้ำในยามฤดูแล้ง แต่ด้วยระบบชลประทานแบบเหมืองฝายของชาวบ้านจนสามารถเก็บกักน้ำได้ และสามารถจ่ายน้ำให้กับเขตพื้นที่ บ้านอุมลอง บ้านเวียง บ้านท่านาง บ้านล้อมแรด อันเป็นเขตพื้นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเถิน ทิศตะวันตกของแม่น้ำวัง
ตำบลแม่ถอด เป็นตำบลที่อยู่ด้านทิศเหนือสุดของอำเภอเถิน และอำเภอเถินก็ตั้งอยู่ส่วนทางทิศใต้ของจังหวัดลำปาง
คำว่า “โป่งข่าม” หมายความว่า
คำว่า “โป่ง” ตามพจนานุกรมหลักภาษาไทยภาคพายัพ เรียบเรียงโดยพระธรรมราชานุวัตรราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ แปลคำว่า โป่งดิน คือ ดินโป่ง โป่งน้ำ คือ น้ำโป่ง มิได้แปลคำว่า โป่ง โดยเฉพาะ ส่วนพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ แปลคำว่า โป่งดิน คือ ดินที่มีเกลือ โป่งน้ำ คือ ช่องดินที่มีน้ำพุขึ้นมา คำว่า “โป่ง” หมายถึง ของที่พองลม เรียกผีที่อยู่ตามดินโป่ง ว่า ผีโป่ง เรียกป่าที่ดินโป่งว่า ป่าโป่ง
คำว่า “ข่าม” หมายถึง การอยู่ยงคงกระพัน
แล้วเมื่อเอาคำสองคำมารวมกัน จะแปลความหมายว่าอย่างไร
บริเวณตามผืนป่าตามขุนดอยแม่แก่ง มีดินโป่งอยู่หลายแห่ง ก่อนที่จะถึงบริเวณที่เรียกว่าโป่งหลวง แหล่งกำเนิดโป่งข่าม โดยมีโป่งแกอยู่บริเวณด้านซ้าย และโป่งเพ่ง โป่งแม่ล้อม อยู่ถัดออกไป ล้อมรอบบริเวณที่เป็โป่งหลวง พระฤาษีที่อาศัยอยู่ในป่ามักอาศัยถ้ำเป็นที่พำนักอาศัย และอาศัยเกลือจากโป่งดินด้วย ที่เขตลำน้ำแม่แก่งของตำบลแม่ถอดนี้ีมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ที่สันนิษฐานว่าอาจจะเคยเป็นที่พำนักของพระฤาษีในสมัยโบราณ ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพเป็นวัดแล้ว คือ วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์ นั่นเอง
โป่งหลวงเป็นสถานที่ที่มีสัตว์ป่าลงมาอาศัยกินดินโป่งมากเป็นพิเศษ และมีกิตติศัพท์ด้านความข่าม(ขลัง)ต่างๆ จึงได้เรียกว่า “โป่งดินที่ข่าม” ทั้งนี้คำว่าโป่งนี้อาจหมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้มาด้วยก็ได้ เช่น โป่งน้ำร้อน ที่จังหวัดเชียงราย, ไส้เทียนที่ลงยันต์คาถาอาคมก็เรียกว่า โป่งเทียน, ดินที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของพืช ก็เรียกว่า โป่งแห้ง ในเขตตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง ลำปาง, หินที่มีเนื้ออ่อนใช้ลับมีดได้ เช่น หินในเขตอำเภอแจ้ห่ม ก็เรียกว่า หินโป่ง ซึ่งชาวตำบลแม่ถอดนำมาใช้เจียระไนแก้วโป่งข่ามอยู่ด้วยเสมอ
แหล่งแก้วตำบลแม่ถอด เป็นแก้วหินที่งอกอยู่ใต้ชั้นผิวดินในลักษณะที่ผุดขึ้นมาโดยช่องร้าวของชั้นดิน และจากการที่มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา อาจจะีแปลความหมายว่าเป็นแหล่งที่ผุดขึ้นมาของความข่าม(ขลัง)คงกระพัน ณ สถานที่แห่งนั้นเป็นบริเวณโป่งแก้วอันล้ำค่า
เรื่องราวของโป่งข่าม
ประวัติเรื่องความคงกระพัน
ในเขตดอยโป่งหลวง เป็นบริเวณที่มีดินโป่งสำหรับสัตว์ป่าที่มาอาศัยกินได้ที่กว้างใหญ่ที่สุดในระแวกดอยต่างๆ อยู่ใกล้เขตป่าแพ่งที่เป็นต้นกำเนิดลำห้วยแม่โป่งที่ต่อมาได้ไหลไปรวมกับห้วยแม่แก่ง ยังให้เกิดดินโป่งอีก เช่น บริเวณโป่งแกและโป่งห่าง
เขตดอยโป่งหลวงมีพืชพันธุ์แมกไม้ร่มรื่น มีน้ำในลำห้วยเล็กๆไหลรินตลอดทั้งปี บริเวณดังกล่าวในสมัยโบราณใช้เป้นที่ชักลากไม้ไผ่และหาของป่า สำหรับขุมแก้วที่มีอยู่แม้จะมีการสืบทราบกันมานานแล้วแต่น้อยคนนักที่จะรู้แหล่งขุมแก้วต่างๆได้อย่างแน่นอน โดยวัตถุประสงค์ของผู้ที่เข้าป่ามีต่างกัน บางคนก็เข้าไปหาหน่อแก้ว บ้างก็หาของป่าล่าสัตว์ และก็ได้มีสกุลพรานป่าของบ้านแม่แก่ง ได้แก่ตระกูลของนายจี๋ สามีของนางปัน นามสกุลคำภิโรชัย มีผู้สืบสกุลสองคน ชื่อนางนวล และนายสุข นายจี๋เป็นน้าเขยของนายก๋วน เชื้อจิ๋ว อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลแม่ถอด ซึ่งเป็นผู้ยืนยันเรื่องราวของนายจี๋ ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนที่จะได้บอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้เขียน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ดังเรื่องราวต่อไปนี้
นายจี๋ คำภิโรชัย เสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ ๙๐ ปี เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๘๐ นายจี๋เป็นพรานป่าเก่าแก่ของบ้านแม่แก่งรุ่นแรกๆ ซึ่งรุ่นหลังถัดมาู่ คือ นายแก้วมูล ราชอุปนันท์ เป็นผู้นำเรื่องราวของนายจี๋มายืนยันประกอบได้ในฐานะที่เป็นพรานป่ามาด้วยกัน ย่อมมีเคล็ดบางอย่างเป็นสำคัญ
เรื่องมีอยู่ว่า นายจี๋ไดออกไปล่าสัตว์บริเวณที่เป็นโป่งหลวง ปรากฏว่าเวลาที่ยิงปืนลูกปืนมักจะขัดลำกล้อง ยิงไม่ค่อยออกเป็นที่น่าประหลาดใจนัก ต่อมาก็ได้ทำคอกดักสัตว์ได้เก้งติดมาตัวหนึ่ง ก็หาวิธีฆ่าเก้งตัวนั้นเพื่อที่จะนำกลับไปบ้านด้วยวิธีใช้หลาวแทง แต่เก้งตัวนั้นก็รอดพ้นจากคมหลาวทุกครั้งไปและก็ได้หนีหลุดรอดไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ได้สร้างความประหลาดใจรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงน่าสะกิดใจแก่พรานป่าเป็นอันมาก ทำให้นายจี๋ไม่กล้าออกไปล่าสัตว์บริเวณนั้นอีก เคยมีพรานป่าอื่นจะเผาป่าเพื่อล่าสัตว์บริเวณนั้น เมื่อจะจุดไฟ ไฟก็ไม่ติดไหม้ป่าแห่งนั้น และนายจี๋ก็ยังคงมีอาชีพพรานป่าแต่ก็คงล่าบริเวณอื่นที่ไกลจากบ่อโป่งหลวง เรื่องราวความคงกระพันอันมีคำว่า “ข่าม” จึงได้เกิดขึ้นมา ณ บริเวณนั้นควบคู่กับเรื่องของนายจี๋จากนั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นราวปี พ.ศ. ๒๔๔๐
นอกเหนือจากอภินิหารแก้วโป่งข่ามแล้ว ยังได้มีพรานป่าและคนหาของป่าที่ผ่านบริเวณนั้น มักจะได้พบแสงประหลาดอยู่เนืองๆ ออกมาจากบ่อโป่งข่ามหลวง ซึ่งสมัยก่อนก็เคยมีผู้คนเห็นแสงประหลาดขึ้นมาจากราวป่า แต่ก็ไม่รู้ว่าพิกัดอยู่ ณ ที่ใด
ข้อมูล : จากหนังสือขุมทรัพย์สังฆเติ๋น
••••••••••