ไฟ ดิน ลม น้ำ ปฐมบทของโหราศาสตร์

ไฟ ดิน ลม น้ำ ปฐมบทของโหราศาสตร์

“ไฟ ดิน ลม น้ำ เรื่องธาตุทั้งสี่” เป็นพื้นฐานของวิชาโหราศาสตร์ “ธาตุ” จะแสดงถึงความสามารถในการแลกเปลี่ยน การมีส่วนร่วม หรือ รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชะตา และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ความหมายของธาตุแฝงอยู่ในโหราศาสตร์แทบทั้งสิ้น เช่น เมื่อธาตุทั้งสี่ ถูกนำไปผสมผสานกับคุณะทั้งสาม เกิดเป็นความหมาย 12 ราศี และส่งถ่ายไปยัง 12 เรือนชะตา และยังมีแฝงความหมายอยู่ในเรื่อง มุมสัมพันธ์ เช่นกัน

นอกจากนักศึกษาโหราศาสตร์สามารถนำความหมายธาตุไปใช้ผสมผสานในการพยากรณ์ได้อย่างกว้างขวางแล้ว ในระดับบุคคลทั่วไปยังสามารถนำเทคนิคการหาธาตุเด่นในดวงชะตา เพื่อเรียนรู้กรอบแนวคิด รูปแบบของแต่ละธาตุประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้มากมาย

 

ความหมายทั่วไปของธาตุ

ธาตุทั้งสี่ในทางโหราศาสตร์ กับธาตุในวิชาเคมี เป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ “ธาตุ” เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของทุกสิ่งในโหราศาสตร์ ซึ่งหากเข้าใจลักษณะ และคุณสมบัติของธาตุแต่ละธาตุนั้น จะพบว่าเป็นการเปรียบเทียบมาจากฤดูกาลทั้ง 4 นั้นเอง ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ เทียบเท่ากับ ธาตุไฟ, ฤดูร้อน เทียบเท่ากับ ธาตุน้ำ, ฤดูใบไม้ร่วง เทียบเท่ากับ ธาตุลม, ฤดูหนาว เทียบเท่ากับ ธาตุดิน (หากศึกษาทรงกลมฟ้าให้ละเอียดจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ จึงใคร่ขอฝากเพื่อนๆนักศึกษาโหราศาสตร์ค้นคว้าเพิ่มเติม)

ธาตุ เปรียบเสมือนพลังงานอย่างหนึ่ง ที่แสดงถึงความสามารถในการแลกเปลี่ยน การมีส่วนร่วม หรือ รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของเจ้าชะตา พลังงานพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ถูกส่งผ่าน ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุลม และธาตุน้ำ ซึ่งแต่ละคนอาจรับรู้ และสามารถใช้พลังงานธาตุใดธาตุหนึ่งได้แตกต่างกัน

หากจะศึกษาให้ครบถ้วนต้องกล่าวถึง คุณะ (Mode or Qualities) ทั้ง 3 ด้วย จรราศี (Cardinal), สถิรราศี (Fixed) และ อุภยราศี (Mutable) คุณะเปรียบได้กับระดับในการแสดงออกของพลังงาน หรือธาตุนั้นเอง จรราศี(Cardinal) แรงสุด ไม่มีการยับยั้ง สถิรราศี(Fixed) แรงปานกลาง สม่ำเสมอ และอุภยราศี (Mutable) แรงน้อยที่สุด เป็นระยะๆ ซึ่งที่มาของความหมายก็มาจากปรากฏการณ์ของฤดูกาลเช่นเดียวกัน

โดยกว้างๆธาตุทั้งสี่ ไฟ ดิน ลม น้ำ ยังสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรก คือ ธาตุฝ่ายรุก (Active) แสดงตัวตนออกมา (Self-expressive) ได้แก่ ธาตุไฟ และ ธาตุลม

กลุ่มสอง คือ ธาตุฝ่ายรับ (Passive) ควบคุมความรู้สึก (Self-Containing) ได้แก่ ธาตุน้ำ และ ธาตุดิน

จะเห็นว่าธาตุเดียวกัน หรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน จะมีรูปแบบการแสดงออกที่คล้ายคลึงกัน จึงมีความเข้ากันได้ดี จากปรัชญานี้จึงได้ ธาตุไฟเป็นมิตร หรือเข้ากันได้กับธาตุลม หรือ ธาตุน้ำเป็นมิตร หรือเข้ากันได้กับธาตุดิน ในทางตรงข้าม บางตำราถึงกล่าวว่า ธาตุไฟ กับ ธาตุน้ำ หรือ ธาตุลม กับธาตุดิน ไม่ถูกกัน อาจจะกล่าวว่าเป็นอริ หรือศัตรูกันเลยทีเดียว ในความคิดส่วนตัว ผมมองว่าใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่ก็ง่ายต่อการจดจำ สาเหตุเพราะว่ารูปแบบที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น

การคำนวนกำลังของธาตุในดวงชะตา

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า แต่ละคนจะสามารถรับรู้ และใช้พลังงานของธาตุได้แตกต่างกัน การค้นหาว่าในดวงชะตานั้นมีธาตุใดแสดงผลมากที่สุด เราจะพิจารณาจากธาตุใดมีกำลังมากกว่ากัน

วิธีการหากำลังของธาตุนั้น มีหลากหลายตำรามาก แต่หลักการที่สำคัญตรงกัน คือ การพิจารณาว่า ดาว หรือปัจจัย อยู่ในราศีธาตุใดมากที่สุด ซึ่งตรงนี้ การให้ค่ากำลังของดาว หรือปัจจัย แต่ละตำราต่างกันละครับ ยกตัวอย่างเช่น บางตำราให้ค่าดาว หรือปัจจัยที่เคลื่อนที่เร็ว มีค่ากำลังมากกว่า ดาวที่เคลื่อนที่ ช้า (ในโปรแกรม Solar Fire ใช้แบบนี้ ให้คะแนน อาทิตย์ จันทร์ ลัคนา เมอริเดียน เท่ากับ 3, พุธ ศุกร์ อังคาร เท่ากับ 2, พฤหัส เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน พลูโต เท่ากับ 1 คะแนน) หรือ บางตำราก็ให้เรื่องคุณภาพของดาวในแต่ละราศีมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเป็นอุจน์ เกษตร จะให้ค่ากำลังมากขึ้น

เท่าที่ผู้เขียนทดลองใช้ ในแต่ละวิธี ผลลัพท์ที่ได้ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก ซึ่งในโอกาศนี้จะขออธิบายวิธีโบราณ ที่ง่ายและไม่ซับซ้อน สามารถคำนวนได้ง่าย ไม่ต้องใช้โปรแกรมก็ได้

วิธีการนี้ จะมีค่ากำลัง หรือคะแนนทั้งหมด 14 คะแนน โดยให้ ราศีที่อาทิตย์ และจันทร์ อยู่ ราศีละ 2 คะแนน ส่วนดาวและปัจจัยอื่น ลัคนา เมอริเดียน ให้แค่ 1 คะแนน ซึ่งไม่รวมราหูมาคำนวน

ในกรณีที่มีดาวอยู่ในตำแหน่ง 29 องศาขึ้นไป ให้คิดราศีปัจจุบันเพียงครึ่งเดียว และแบ่งคะแนนครึ่งหนึ่งไปราศีถัดไป

ถ้าธาตุใดมีกำลังมากกว่า 5 คะแนน ถือว่าเป็นธาตุเด่น ถ้าได้มากกว่า 6 คะแนนขึ้นไปถือว่า ธาตุเด่นมากเป็นพิเศษ ในทำนองกลับกัน ถ้าธาตุใดมีกำลังน้อยกว่า 2 ถือว่าเป็นธาตุที่อ่อนแอ และถ้าได้ 1-0 อาจจะถือได้ว่าขาดพลังงานในธาตุนั้น

ความหมายทั่วไปของแต่ละธาตุ

ธาตุไฟ

ประกอบด้วย ราศีเมษ ราศีสิงห์ และราศีธนู

ความหมายทั่วไป : กระตือรือร้น กระตือรือร้น คึกคะนอง มั่นใจในตัวเอง เข้มข้น หนาแน่น แรงกล้า ใหญ่โต กระปรี้กระเปร่า ที่กระตุ้น อิสระ ห่าม ที่เร้าใจ ในอุดมคติ ความคิดสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี มีแรงจูงใจ อัตนัย

ธาตุดิน

ประกอบด้วย ราศีมกร ราศีพฤษก และราศีกันย์

ความหมายทั่วไป : มองความเป็นจริง สามารถปฏิบัติได้จริง เน้นประสิทธิผล อดทน มั่นคง เชื่อมั่น ยึดมั่น ยั่งยืน ติดดิน วัตถุนิยม พิถีพิถัน ถี่ถ้วน ตามระเบียบ แบบแผน ความปลอดภัย มีเสถียรภาพ

ธาตุลม

ประกอบด้วย ราศีตุลย์ ราศีกุมภ์ และราศีมิถุน

ความหมายทั่วไป : ความรู้ ปัญญา การสังเกตุ ไม่เด็ดขาด ลังเล ไม่แน่ใจ การตั้งคำถาม ช่างพูด ปฏิสัมพันธ์ ความร่วมมือ แนวคิด ไม่ยึดติด จับต้องได้ยาก ไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นจริง การสังเคราะห์

ธาตุน้ำ

ประกอบด้วย ราศีกรกฏ ราศีพิจิก และราศีมีน

ความหมายทั่วไป : อารมณ์อ่อนไหว ละเอียดอ่อน เปราะ เรื่องส่วนตัว การดูแล เอาใจใส่ ตอบสนอง ขึ้นอยู่กับ การป้องกัน จินตนาการ ความลับ สัญชาตญาณ ซ่อนเร้น พาสซีฟ ที่อุดมไปด้วย

ธาตุที่เด่นมากเป็นพิเศษ (มากกว่า 6 คะแนน)

หากธาตุใดเด่นมากเป็นพิเศษ ธาตุนั้นจะแสดงพลังงานออกมาอย่างเต็มที่ ชัดเจน และอาจมากเกินไป ในการแปลความหมายของกรณีนี้คือ ใช้ความหมายของธาตุนั้น และเพิ่มคำว่า “มากเกินไป” ในความหมายดังกล่าว

ผู้ที่มีธาตุไฟเด่นมากเป็นพิเศษ จะพยายามควบคุม หรือเร่ง หรือทุ่มเท่พลังงานทั้งหมดกับกิจกรรมตนเองมากเกินไป และยากในการรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลอื่นเป็นส่วนๆ แยกจากความต้องการ และความปราถนาของตนเอง

ผู้ที่มีธาตุดินเด่นมากเป็นพิเศษ จะกังวลในรายละเอียด และผลลัพท์ในเชิงรูปธรรมมาก เขามักทำกิจกรรมเดิมๆซ้ำๆ หากเขารู้สึกว่าสิ่งนั้นเหมาะกับเขา สิ่งแวดล้อม หรือรู้สึกมีความสุข

ผู้ที่มีธาตุลมเด่นมากเป็นพิเศษ มักจะอยู่ในความคิดตลอดเวลา มองหาความรู้ใหม่ๆ และพยายามถ่ายทอดแนวคิดของเขากับผู้อื่น จะประสบความสำเร็จดีในด้านการติดต่อสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์กับสังคมทั่วไป

ผู้ที่มีธาตุน้ำเด่นมากเป็นพิเศษ มักจะตกอยู่กับความรู้สึกของตนเอง หรือผู้อื่น และไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกนั้นออกจากกันได้ และเป็นคนที่มีความอ่อนไหวมาก จุดเด่นอย่างหนึ่งคือ สามารถตอบสนองความต้องการของคนอื่นในด้านจิตใจได้ดี เข้าใจ เห็นใจและเต็มด้วยความเมตตา

ธาตุที่ขาดหาย หรือมีกำลังน้อย (0-1 คะแนน)

ในกรณีที่ไม่มีธาตุนั้นเลย แปลง่ายๆว่า เขาปรารถนาอย่างยิ่งในการแสดงออกในธาตุนั้นๆ ทั้งโดยธรรมชาติแล้วเขาปราศจากความสามารถด้านนั้น สาเหตุเนื่องจากคนที่ขาดธาตุนั้น หรือมีน้อย จะไม่ได้พัฒนาลักษณะหรือบุคลิกของธาตุนั้นขึ้นมา เขาจึงมักรู้สึกว่าเขาขาดสิ่งนั้น และมุ่งมั่นพยายามเอาชนะ เพื่อชดเชยธรรมชาติที่ขาดหายไป กลายมาเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเจ้าชะตา อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่จะแสดงออกในธาตุนั้น เขามักจะใช้ความพยายามมากเกิดไป จนสร้างปัญหาให้กับตนเองในที่สุด

ผู้ที่ขาดธาตุไฟ มีลักษณะเด่นทั่วไป เช่น มองโลกในแง่ร้าย ขาดศรัทธา ไม่มีแรงบันดาลใจ เฉื่อยชา หมดกำลังใจ สงบนิ่ง

แม้ว่าผู้ที่ขาดธาตุไฟ จะขาดความสามารถในการแสดงออกตัวตน ถ้าหากไม่เป็นคนประเภทเก็บตัวเอง หรือไม่ก็แสดงออกมากเกินกว่าปกติ เขาอาจจะอยู่ในความวุ่นวายของกิจกรรมที่ไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่ก็แสดงออกในทางตรงข้าม กลายเป็นหมกหมุ่นกับเรื่องของตัวเอง

เพราะเขามักไม่รู้สึก หรือไม่กระตือรือร้นกับโอกาศใหม่ๆ เขาอาจจะมองผู้อื่นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และแรงจูงใจ เขามักไม่รู้สึกดิ้นรน ไม่มีปฏิกิริยา ถอน และไม่เกี่ยวข้อง เขามองหาการมีส่วนร่วมในเชิงลึกส่วนบุคคล และอารมณ์ในชีวิต

ผู้ที่ขาดธาตุดิน มีลักษณะเด่นทั่วไป ได้แก่ เพ้อฝัน ปฏิบัติไม่ได้ ไม่เกิดผล ไร้รูปแบบการจัดการ ต้องการความปลอดภัย ไม่มั่นคง ทำตามแรงผลักดันทางใจ

เขามักพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ อาจย้ายงานบ่อย ไม่อยู่กับที่ หรือ ไม่กลัวเรื่องการเป็นหนี้เป็นสิน ในทางตรงข้าม ผู้ที่ขาดธาตุดิน อาจจะสุดโต่งในการปฏิบัติ จู้จี้ในเรื่องรายละเอียดเล็กๆ สนใจสิ่งเล็กๆน้อยๆเกียวกับการเงิน

สาเหตุจากผู้ที่ขาดธาตุดิน จะรู้สึกขาดความมั่นคง และจะมองหาความปลอดภัยโดยการยึดมั่นกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น องค์กรที่มีความมั่นคงที่เชื่อถือได้ กฏระเบียบ กิจวัตรประจำวันเดิมๆ

ผู้ที่ขาดธาตุลม มีลักษณะเด่น ได้แก่ ความคิดเป็นส่วนตัว ไม่เชื่อมต่อ ตัดขาดจากการติดต่อ เรียบๆ ไม่ซับซ้อน ตรวจสอบอย่างละเอียด โดดเดี่ยว

ผู้ที่ขาดธาตุลมมักจะต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมทั่วไป อาจจะชอบแสดงออกในช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การพูดคุย เช่นอาจจะผ่านการเขียน หรือรูปแบบอื่น เขามักเรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์เป็นหลัก และมักมีปัญหาในการสรุปกรอบ และอธิบายแนวความคิดของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ

การที่เขาขาดความสามารถในการมองข้อเท็จจริงต่างๆให้เป็นรูปธรรม จึงใช้วิธีการเข้าใจผ่านการตอบสนองของผู้อื่นแทน

ผู้ที่ขาดธาตุน้ำ มีลักษณะเด่น ได้แก่ ถูกควบคุม เฉื่อยชา ไร้ชีวิตชีวา ไม่ปลอดภัย ปิดกั้น เมินเฉย ไม่ใส่ใจ

ผู้ที่ขาดธาตุน้ำมักมุ่งไปทางความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ศาสนา หรือ ปรัชญา เขาพยายามค้นหาความหมายการดำรงอยู่ของตน หรือ เป็นการเติมเต็มด้านอารมณ์ ซึ่งเขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ในระดับส่วนตัวนั้นขาดหายไป ผู้ที่ขาดธาตุน้ำมักมีปัญหาในการรับรู้ รู้สึก ใกล้ชิด หรือแสดงความรู้สึกของตนเอง ทำให้นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้องมากเกินไป หรือ ติดอยู่กับความตื่นเต้น หรือความรุนแรงได้

เหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ เขาไม่สามารถรับรู้ และตอบสนองอารมณ์ร่วมกับความรู้สึกของผู้อื่นได้ แต่ก็ต้องการแสดงออกว่าเขาสนใจ และใส่ใจผู้อื่น จึงแสดงออกด้านความช่วยเหลือ หรือการอุปถัมภ์แบบอื่นทดแทน เช่น ทำอาหาร การเลี้ยงดู เอาใจใส่ หรือแสดงความห่วงใย หรือกระวนกระวายมากเกินไป

ตัวอย่างการคำนวนกำลังดาว และการตีความหมายธาตุเด่นในดวงชะตา

เริ่มแรก ก็ต้องคำนวนตำแหน่งดาว และปัจจัยในดวงชะตาขึ้นมาเสียก่อน ในกรณีที่ท่านไม่มีโปรแกรมสำหรับคำนวน อาจจะใช้บริการคำนวนดวงชะตาจากเวปไซต์ทางโหราศาสตร์ชั้นนำทั่วไปได้ เช่น http://www.astro.com/cgi/ade.cgi? เป็นต้น

เจ้าชะตาเกิดที่กรุงเทพ วันที่ 22 กันยายน  2523 เวลา 16:10 คำนวนดวงชะตาได้ดังรูปด้านล่างนี้

ดาว/ปัจจัย ตำแหน่ง

ธาตุไฟ

ธาตุดิน

ธาตุลม

ธาตุน้ำ

อาทิตย์ 29 กันย์ 30

 

1

1

 
จันทร์ 29 กุมภ์ 49

 

 

1

1

พุธ 19 ตุลย์ 18

 

 

1

 
ศุกร์ 15 สิงห์ 47

1

 

 

 
อังคาร 16 พิจิก 06

 

 

 

1

พฤหัส 22 กันย์ 41

 

1

 

 
เสาร์ 00 ตุลย์ 06

 

 

1

 
ยูเรนัส 22 พิจิก 42

 

 

 

1

เนปจูน 20 ธนู 01

1

 

 

 
พลูโต 20 ตุลย์ 48

 

 

1

 
ลัคนา 23 กุมภ์ 49

 

 

1

 
เมอริเดียน 01 ธนู 31

1

 

 

 
  รวม

3

2

6

3

จะเห็นว่า อาทิตย์ และจันทร์ของเจ้าชะตา อยู่ในตำแหน่ง 29 องศา ดังนั้น จึงแบ่งคะแนนไปให้ราศีครึ่งหนึ่ง อาทิตย์มี 2 คะแนน สถิตย์อยู่ราศีกันย์ ธาตุดิน ก็ได้คะแนนเพียง 1 คะแนน และแบ่งไปให้ราศีตุลย์ ธาตุลม อีก 1 คะแนน เช่นเดียวกับจันทร์มี2 คะแนน สถิตย์อยู่ในราศีกุมภ์ ธาตุลม ก็ได้เพียง 1 คะแนน และแบ่งไปให้ราศีมีน ธาตุน้ำ อีก 1 คะแนน

ดวงชะตานี้ธาตุลมมีกำลังสูงสุด และเด่นมากเป็นพิเศษเพราะมากถึง 6 คะแนน และมีธาตุดินกำลังอ่อนสุด 2 คะแนน

ดังนั้นเจ้าชะตาจะแสดงออกในธาตุลมเต็มที่ การตีความก็ใช้ความหมายทั่วไปของธาตุลมและเพิ่มดีกรี “มากเกินไป” ดังที่กล่าวมาแล้ว จะได้ว่า เจ้าชะตาเป็นคนมองหาองค์ความรู้ใหม่ๆ มีปัญญามาก และพยายามถ่ายทอดความคิดของตนเองให้กับผู้อื่น ชอบการปฏิสัมพันธ์กับสังคม การติดต่อสื่อสารประสบความสำเร็จดี ช่างสังเกตุ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ ในบางครั้งแนวคิดอาจสับสนหรือยุ่งยากเกินความจำเป็น

ในขณะที่ธาตุดินมีกำลังอ่อน เจ้าชะตาจึงอาจจะหย่อนเรื่องความละเอียด ไม่สนใจในเรื่องเล็กๆ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่เน้นเรื่องวัตถุสิ่งของ หรือการสะสมสิ่งมีค่า อาจมองสิ่งต่างๆในเชิงอุดมคติ

ถ้าหากเราต้องการแปลความให้หลากหลายมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาในระดับจุดเจ้าชะตาได้ว่าเป็นอย่างไร อยู่ในราศีธาตุใด หรือสัมพันธ์ถึงดาวใด ที่มีลักษณะเด่นเป็นธาตุใด เช่น อาทิตย์ ได้รับพลังงานทั้ง ธาตุดิน และธาตุลม เพราะอยู่ช่วง 29 กันย์ และกุมกับเสาร์ เกือบองศา สนิท ซึ่งมีลักษณะเด่นของธาตุดิน เราก็สามารถเพิ่มเติมลงไปได้อีกว่า แม้เจ้าชะตาไม่สนใจในรายละเอียด ไม่ยึดติดสิ่งใดในกรอบพลังงานของธาตุหลักนั้น ก็ยังมีพฤติกรรม หรือการแสดงออกที่ต้องการผลลัพท์เป็นรูปธรรม และดำเนินชีวิตในสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ เป็นต้น

บทสรุป

จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าโหรรุ่นใหญ่ๆแต่ละท่านนั้น ได้ผสมผสานความหมายธาตุแฝงไว้ในคำพยากรณ์ได้อย่างลึกซึ้ง จนผู้เขียนอดทึ่งไม่ได้ว่า สิ่งที่ดูเรียบง่าย พื้นฐานเช่นนี้ สามารถนำมาใช้งานได้อย่างดียิ่ง  เพราะเราสามารถเข้าใจกรอบใหญ่ เข้าใจลักษณะและรูปแบบการแสดงออกของเจ้าชะตาได้ นอกจากนั้น เรายังสามารถประยุกต์เรื่องธาตุไปปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งในเชิงการบริหาร เช่น บริหารบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การประสานงาน เป็นต้น

 

……………………………………..

 

ธาตุในโหราศาสตร์ (แบบย่อ)
อันคำว่า “ธาตุ (धातु – Dhatu)” ในภาษาสันสกฤตนั้นมีความหมายมากมาย ว่าหมายถึง ต้นกำเนิดหรือองค์ประกอบหลัก ๆ ของรูปหรือของโลกหรือของเทหะทั้งหลาย ซึ่งมีด้วยกัน 5 ธาตุคือ ไฟ หรือ อัคนิ (अग्नि), น้ำ หรือ ชล (जल), ลม หรือ วายุ (वायु), ดิน หรือ ปฤถวี (पृथ्वी) และ อากาศ (आकाश)
โดยในทางโหราศาสตร์ก็ได้หยิบเอาคำนี้มาใช้ในรูปของ “ตันมาตร หรือ ตนฺมาตฺร (तन्मात्र – Tanmatra)” ซึ่งหมายถึง องค์ประกอบพื้นฐานอันละเอียดอ่อน หรือ มูลรูปดั่งเดิมที่บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเจอปน โดยถ้าเป็นธาตุไฟก็เป็นไฟโดยแท้แบบยังไม่มีธาตุน้ำ หรือ ธาตุดิน หรือ ธาตุลม หรือ อากาศธาตุ เข้ามาเจือปน
ยกตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์โหราศาสตร์ที่กำหนดให้ราศีพฤษภเป็นราศีธาตุดิน ตรงนี้ท่านก็จะสื่อว่าอันราศีพฤษภนั้นเป็นธาตุดินแบบตันมาตรที่ยังไม่ไม่มีอะไรมาเจือปน
จากนั้นท่านก็กำหนดอีกว่าให้ดาวศุกร์นั้นเป็นดาวธาตุน้ำ ตรงนี้ท่านก็สื่อว่าดาวศุกร์นั้นเป็นธาตุน้ำแบบตันมาตรที่ยังไม่มีอะไรมาเจอปน
คราวนี้เราก็กลับมาเจาะตรงราศีพฤษภกันต่อ ที่ว่าราศีพฤษภนั้นเป็นราศีธาตุดิน ที่มีดาวศุกร์ (ธาตุน้ำ) เจ้าอธิปติหรือเป็นเจ้าเรือนเกษตร ตรงนี้ถ้าเราหยิบ 2 เรื่องนี้มารวมกันราศีพฤษภก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องธาตุแบบ “มหาภูต (महाभूत – Mahabhuta)”
โดย “มหาภูต” ในเรื่องธาตุทางโหราศาสตร์นี้ก็จะหมายถึง องค์ประกอบที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีธาตุอื่นแทรกเข้ามาเจือปนแล้ว จึงจัดให้เป็นธาตุหยาบ อันจะมีสัดส่วนการผสมระหว่างธาตุทั้ง 5 แตกต่างกันไปว่าธาตุไหนมากกว่าและธาตุไหนน้อยกว่า ถ้าปริมาณของธาตุแบบตันมาตรใดมากที่สุด ก็ให้เรียกตามชื่อของธาตุที่มีปริมาณมากที่สุดนั้นไป
เช่น ของชิ้นนั้นมีธาตุดินละเอียดอยู่ 80 % และมีธาตุน้ำละเอียดเข้ามาปนอีก 20 % เราก็จะเรียกธาตุหยาบหรือมหาภูตนี้ว่าเป็นธาตุดิน หรืออย่างราศีพฤษภที่เป็นธาตุดิน แม้จะมีดาวศุกร์เป็นเจ้าอธิปติเข้ามาปน ก็ยังถือว่าราศีพฤษภนั้นเป็นธาตุดินในแบบมหาภูติ (ที่ไม่ใช่ธาตุดิน 100%) นั่นเอง
เมื่อเราเข้าใจในเรื่องธาตุแบบตันมาตรกับธาตุแบบมหาภูตได้เช่นนี้แล้ว เวลาเราพิจารณาราศี พิจารณาพระเคราะห์ หรือ พิจารณาดวงชะตา เราก็สามารถจะเจาะลึกเพื่อแยกแยะธาตุต่าง ๆ ได้โดยละเอียด และจะทำให้เราสามารถจำแนกวิเคราะห์ได้ว่าพวกราศีธาตุต่าง ๆ นั้นมันมีความแตกต่างกันหรือมีความหนัก-เบาต่างกันเช่นใดบ้าง
คราวนี้มาดูเรื่องราศีทั้ง 12 ราศีกันต่อว่าในคัมภีร์โหราศาสตร์นั้นท่านแบ่งกลุ่มราศีออกเป็น 4 ธาตุด้วยกัน คือ กลุ่มราศีธาตุไฟ, กลุ่มราศีธาตุน้ำ, กลุ่มราศีธาตุลม และ กลุ่มราศีธาตุดิน
ตรงนี้จะเห็นว่าไม่มีกลุ่มราศีธาตุอากาศ เพราะเขาเปรียบจักรวาลนั้นเป็นร่างกายของคนเรา ที่จัดให้อากาศธาตุเป็นธาตุพิเศษที่คอยขับเคลื่อนหรือแทรกกระจายไปทั่วเท่านั้น ยิ่งถ้าเรียนเรื่องอายุรเวทหรือแพทย์แผนไทยแล้วก็จะคล้าย ๆ กัน ที่เขาจะพูดเพียงแต่กองธาตุทั้ง 4 เท่านั้น (ไฟ น้ำ ลม ดิน)
ราศีธาตุไฟ = ราศีเมษ ราศีสิงห์ และ ราศีธนู
อันธาตุไฟนั้นแสดงถึงพลังความร้อน, การขยายตัว (แผ่ลามไป), การเผาผลาญ มีลักษณะพุ่งขึ้นและแผ่ลามไป
ราศีธาตุน้ำ = ราศีกรกฎ ราศีพิจิก และ ราศีมีน
อันธาตุน้ำนั้นแสดงถึงพลังชื้นเย็น, ความอ่อนไหว, การแทรกซึม มีลักษณะไหลลงต่ำและแทรกซึมได้
ราศีธาตุลม = ราศีตุล ราศีกุมภ์ และ ราศีมิถุน
อันธาตุลมนั้นแสดงถึงพลังแห้งที่เคลื่อนไหวไปอย่างไม่แน่นอน มีลักษณะแผ่ขึ้นและแทรกซึมได้
ราศีธาตุดิน = ราศีมกร ราศีพฤษภ และ ราศีกันย์
อันธาตุดินนั้นแสดงถึงพลังที่หนักแน่นทรงสภาพ มีลักษณะกดลงต่ำและทึมทึบ
จากนั้นท่านก็กำหนดให้กลุ่มราศีธาตุแบบมหาภูตในแต่ละราศีนั้นมีระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปอีก 3 ระดับ คือ ราศีแบบ จรราศิ (चर राशि), สฺถิร ราศิ (स्थिर राशि) และ ทฺวิสฺวภาว ราศิ (द्विस्वभाव राशि)
– จรราศีนั้น อันคำว่า “จร (चर)” จะหมายถึง เคลื่อนที่, เคลื่อนย้ายได้, อันสั่นไหว, อันไม่มั่นคง (อันได้แก่ ราศีเมษ, ราศีกรกฎ, ราศีตุล และ ราศีมกร)
– สถิรราศีนั้น อันคำว่า “สฺถิร (स्थिर)” จะหมายถึง อันไม่เคลื่อนที่, คงที่, อันมั่นคง ตรงนี้ทำให้บางครั้งอาจเรียกราศีกลุ่มนี้ว่า “อจร ราศิ (अचर राशि)” ที่หมายถึง “ไม่จร” ด้วยก็มี (อันได้แก่ ราศีสิงห์, ราศีพิจิก, ราศีกุมภ์ และ ราศีพฤษภ)
– ทวิสวภาวราศีนั้น อันคำว่า “ทฺวิสฺวภาว (द्विस्वभाव)” จะหมายถึง การมีภาวะหรือลักษณะตามธรรมชาติเป็นได้ทั้งสองแบบ คือ จรกับอจร ซึ่งในบางครั้งอาจจะเรียกราศีกลุ่มนี้ว่า “อุภย ราศิ (उभय राशि)” ที่หมายถึง กลุ่มราศีที่เป็นไปได้ทั้งสองฝ่าย (ไม่มั่นคง และ มั่นคง) ก็มี (อันได้แก่ ราศีธนู, ราศีมีน, ราศีมิถุน และ ราศีกันย์)
เมื่อเป็นดังนี้ก็จะทำให้เราแยกแยะได้อีกว่า แม้ราศีต่าง ๆ จะมีธาตุแบบตันมาตรเหมือนกันแล้ว แต่พอมันเปลี่ยนรูปไปเป็นธาตุแบบมหาภูต (ไม่ว่าจะแบบผสมธาตุของดาว หรือ ลักษณะความเข้มข้นของราศี) ก็จะทำให้แม้เป็นกลุ่มธาตุเดียวกันแต่การปรากฏจะออกมาแตกต่างกัน
ตรงนี้ก็ให้ท่านผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับลักษณะตามธรรมชาติของธาตุไฟ น้ำ ลมและดิน กันก่อนว่ามันมีลักษณะทางธรรมชาติเป็นอย่างไร (ผมจะไม่นิยามเจาะจงลงไป เพราะเราอาจจะมีทัศนะต่างกันได้ แต่เชื่อเหอะครับโดยรวมมันจะเหมือนกัน)
จากนั้นท่านก็จะทราบเองว่า ไฟในราศีเข้มข้นแบบไหนเด่นกว่ากันในเรื่องใด หรือ น้ำในราศีแบบเข้มข้นแบบไหนเด่นกว่ากันในเรื่องใด หรือ ลมในราศีแบบเข้มข้นแบบไหนเด่นกว่ากันในเรื่องใด หรือ ดินในราศีแบบเข้มข้นแบบไหนเด่นกว่ากันในเรื่องใด
………………………………..

ความหมายดาวโดยสังเขป  เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาในพื้นดวง

ดาวอาทิตย์     =    เป็นดาวธาตุไฟ  ใช้ดูเรื่องตำแหน่ง   ชื่อเสียง   ยศศักดิ์  เป้าหมาย   ความทะเยอ ทะยาน  การวางตัว  มีความเป็นผู้นำ  หยิ่งยโส  รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง  และมักเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง  ชอบใช้อำนาจ  รักเกียรติรักศักดิ์ศรี  ไม่ชอบอยู่ภายใต้อำนาจใคร  ฯลฯ

ดาวจันทร์        =    เป็นดาวธาตุดิน  ใช้ดูอารมณ์   ความอ่อนไหว   ความเอื้อเฟื้อ   การดูแลเอาใจใส่  จินตนาการ   อ่อนหวานนุ่มนวล   มีแง่งอน  ใจอ่อน  ช่างสงสาร  ชอบคิดชอบฝัน  เชื่อคนง่าย และจิตใจอ่อนไหวได้ง่ายไม่หนักแน่น  เปลี่ยนใจง่าย  การดูแลเอาใจใส่  การบริการ  (หมายถึงสตรีอีกด้วย)

ดาวอังคาร       =    ดาวธาตุลม  ใช้ดูความขยัน   การงาน   อุบัติเหตุ   การเจ็บป่วยฉับพลัน   การผ่าตัด   ความขัดแย้ง  การใช้กำลังตอบโต้ที่รุนแรง   แต่ถ้าดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งที่ดีจะส่งผลในด้านความมุมานะความขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ   และยังหมายถึงมีความสามารถในการทำงานทางด้านการใช้ฝีมืออีกด้วย  คนที่ดาวอังคารเด่นมักมีความสามารถเชิงช่างเกือบทุกประเภท

ดาวพุธ            =    ดาวธาตุน้ำ  ใช้ดูสภาพการเข้าสังคม  กลุ่มเพื่อน  การติดต่อ  การพูดจา  ความคิด การเจรจา ช่างสังเกตพินิจพิจารณา  สามารถปรับตัวได้  มนุษย์สัมพันธ์ดี  เด่นด้านการเป็นตัวแทนหรือนายหน้า   ดาว พุธที่เสื่อมจะทำให้เป็นคนที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่มีแผนการ   ในการทำสิ่งใดจะขาดปฏิภาณ   และการเจรจาไม่เป็นที่ชื่นชอบต่อคนรอบข้าง   แต่ถ้าดาวพุธเด่นก็จะหมายถึงเป็นผู้ที่มีความคิดดี มีแผนการที่ดี การเจรจาเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป  มีปฏิภาณในการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้ง่าย  แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

ดาวพฤหัส       =    ดาวธาตุดิน   ใช้ดูความคิด  ผู้ใหญ่(ที่บ้าน-ที่ทำงาน)   ครู-อาจารย์  การศึกษา  กฎระเบียบประเพณี   อุดมการณ์   ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ   มีเหตุผล  สุขุม  มีความอดกลั้นได้ดี  ยึดมั่นในคุณธรรม  ชอบอบรมสั่งสอนคน  และเป็นคนที่มีเมตตากรุณา     เมื่อดาวพฤหัสฯอยู่ในตำแหน่งที่ดีและสัมพันธ์ถึงลัคนา   จึงหมายถึงเป็นคนที่มีความคิดและสติปัญญาดี   แต่ก็มักจะเป็นคนที่ล้อมกรอบชีวิตของตนเองให้เป็นไปตามระเบียบ-ขนบประเพณี

ดาวศุกร์           =    ดาวธาตุน้ำ   ใช้ดูการเงิน  ความรัก  ความสุข ความสบาย  ความใจเย็น  รักสงบ  รักสวยรักงาม  ความทันสมัย  ความรัก  ความงาม  เงินทอง  สิ่งมีค่า       ถ้าดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งสัมพันธ์ที่ดีกับลัคนาย่อมหมายถึงเป็นคนที่มีรูปร่างสวยงาม  มีบุคลิกดีทันสมัยร่าเริง

ดาวเสาร์          =    ดาวธาตุไฟ   ใช้ดูความทุกข์   ความเครียด   ความเหงาโดดเดี่ยว   ความเป็นคนระแวงไม่ไว้ใจใคร  เก็บซ่อนความรู้สึก  ไม่ชอบอยู่ร่วมกับหมู่คณะ  เป็นคนละเอียดรอบคอบ  มีความอดทนมาก  แต่ก็เป็นคนที่อาฆาตสูง    ดาวเสาร์ที่สัมพันธ์กับลัคนาจึงมักเป็นคนที่มีภาระมาก   ชีวิตมักเต็มไปด้วยความทุกข์   มักพบเหตุแห่งการพลัดพราก  ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว  การจะสร้างความสำเร็จก็เป็นไปโดยช้า หรือต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง

ดาวราหู           =    ดาวธาตุลม   ใช้ดูความพลิ้วไหวของอารมณ์   ความอิสระ   นอกกรอบกติกา  ความไร้ระเบียบ   การเกี่ยวข้องกับอบายมุข   และความลุ่มหลง   มีไหวพริบปฏิภาณที่ดี  มีความพลิ้วไหวของอารมณ์ และขี้เบื่อ   ส่ง ผลให้เป็นคนที่ชอบในการเดินทางท่องเที่ยว  มีความลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข  ชอบหลบซ่อน ขาดระเบียบ  ไร้คุณธรรม  ชอบทำสิ่งผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม    ดาวราหูที่สัมพันธ์ถึงลัคนาหรือตนุลัคน์  จึงมักทำให้มีบุคลิกที่ลุ่มหลงงมงายในเรื่องต่างๆได้ง่าย    และเมื่อเชื่อสิ่งใดก็จะเชื่ออย่างฝังจิตฝังใจไม่เปลี่ยนแปลง    ถ้าสัมพันธ์ดีหรือมีตำแหน่งที่ดีก็มักจะเป็นคนที่หมกมุ่นในบางเรื่องอย่างงมงาย(เช่นหนอนหนังสือ)  จะวนเวียนทำสิ่งนั้นซึ่งถือว่าเป็นการส่งผลดีเพราะทำให้เกิดความจัดเจนและมีความช่ำชอง   เป็นผู้มีเล่ห์เหลี่ยมที่ทันคนและใจกว้างใจถึง

ดาวเกตุ           =    ใช้ดูความซับซ้อน   และเป็นดาวที่ผลักดันพลังงานของดาวอื่นๆให้ส่งผลเพิ่มขึ้น   เป็นดาวที่มีสภาวะของธาตุคือ “วิญญาณธาตุ”  มีวิถีโคจรตามเข็มนาฬิกาเหมือนดาวราหู     เนื่องจากดาวเกตุไม่มีรูปไม่มีสสารจับต้องไม่ได้  ส่งผลเป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรมเช่นผลของการเคลื่อน ไหวที่ซับซ้อน  มีอิทธิฤทธิ์เร้นลับ     เป็นแรงกระตุ้นในด้านต่างๆทั้งดีและร้าย แรงศรัทธา ความนับถือ ความกลัว ฯลฯ       ดาวเกตุมีลักษณะเร้นลับคาดเดาความคิดไม่ได้  และเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับของเก่าของโบราณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน    การแสดงออกของผู้ที่มีดาวเกตุสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด มักเป็นเรื่องที่คนภาย นอกมักเข้าใจว่ามีพฤติกรรมประหลาดหรือผิดปรกติ        ดาวเกตุมักทำให้มีพฤติกรรมแตกต่างจากธรรมดา  รวมถึงยังมีความหมายถึงความผันผวน   การเคลื่อนไหว,การเดินทาง,ความเปลี่ยนแปลง      เมื่อดาวเกตุไปสัมพันธ์กับดาวใดย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง,เกิดความผันผวน   นอกจากนี้ยังมีความหมายถึงต่างชาติต่างศาสนาอีกด้วย    เมื่อไปสัมพันธ์กับภพที่แสดงถึงการเดินทางก็จะหมายถึงการไปต่างถิ่นต่างแดน    เมื่อ สัมพันธ์กับเรื่องบุคคลก็หมายถึงต่างเชื้อชาติ   เมื่อสัมพันธ์กับลัคนาก็จะหมายถึงมีความสามารถพิเศษทาง ด้านสิ่งเร้นลับ เช่นโหราศาสตร์ การเข้าทรง ไสยศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติต่างๆ     ผู้ที่มีดาวเกตุสัมพันธ์กับตนุลัคน์หรือลัคนา     จะทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมชาติหรือวิตถาร เช่นพวกกระเทยหรือพวกรักร่วมเพศ    ดาวเกตุเป็นสัญลักษณ์ของความล้นหรือความเกินพอดี-เกินปกติ-ความแปลก รวมถึงบรรยากาศแตกต่าง     เป็นดาวแห่งความคิดริเริ่มการดัดแปลงที่ทันสมัย  ชอบเด่นและแหวกแนว   แต่ก็เป็นดาวแห่งการละทิ้งการกระทำกลางคันอีกด้วย

ดาวมฤตยู        =    ใช้ดูเกี่ยวกับความลึกลับ  หลบซ่อน   เป็นดาวที่กดดันพลังงานของดาวให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น   เป็นดาวที่มีธาตุในรูปแบบ “สุญญากาศ” คือความว่างเปล่า   จึงเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ครบถ้วนหรือหมดไป  ความกะทันหัน   ความหงุดหงิด โกรธง่าย  เภทภัย  ลี้ลับซับซ่อน  และยังเป็นดาวที่ส่งสภาวะในด้านความแปรปรวน ส่งผลถึงความกดดัน  ความตึงเครียด  ความรุนแรงแบบเฉียบพลัน  ความลึกลับ  การพลัดพราก  การสูญเสีย    ดวงชะตาที่มีลัคนาสัมพันธ์กับดาวมฤตยูจึงมักมีเหตุร้าย  มีความสูญเสีย  มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน      มีเหตุให้ต้องผ่าตัดและมักพบกับเหตุร้ายอยู่เสมอ   มักอาภัพต้องเหนื่อยยากตรากตรำลำบาก มีชีวิตที่ต้องคอยรับใช้ผู้อื่น  ชีวิตส่วนตัวมักลุ่มๆดอนๆ   บางครั้งรุ่งโรจน์บางครั้งตกต่ำไม่คงทน  ปฏิภาณไหวพริบจะแก่กว่าอายุจริง  ชอบคบหาคนที่อายุมากกว่าตน   มีญาณวิเศษมีลางสังหรณ์และพลังจิตสูง   มักเป็นคนเคร่งขรึม  ชอบเก็บตัวซ่อนคม  มีความคิดลึกซึ้ง  ไม่ชอบความพลุกพล่านวุ่นวาย  เป็นคนช่างติ  มีนิสัยละเอียดถี่ถ้วน     จะมีญาณวิเศษที่ทำให้สามารถล่วงรู้ปัญหาของผู้อื่นได้ดีทีเดียว  อ่านจิตใจคนเก่ง  ทำนายเหตุการณ์ได้ถูกต้อง  เจ้าอารมณ์ขี้หงุดหงิด  โกรธง่าย  ชอบเป็นผู้นำ เป็นผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติ   เป็นผู้คิดค้นทั้งในแนวทางก้าวหน้าหรือแนวทางลึกลับ ชอบประดิษฐ์ ช่างติ เอาแต่ใจตัวเอง มีความ สามารถพิเศษไม่เหมือนใคร    แต่ถ้าตนุลัคน์ไม่แข็งแรงก็มักมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว     ดาวมฤตยูนี้ถ้าสัมพันธ์กับดาวใดก็ย่อมจะทำให้เกิดความลึกลับไม่เปิดเผยในเรื่องที่เป็นความหมายของดาวนั้น

หลักการพิจารณาทั้ง 12 ราศี

             ดวงชะตาในหลักวิชาของโหราศาสตร์ไทยนั้นแบ่งออกเป็น 12 ราศี   แต่ละราศีใน 12 ราศีก็จะให้ผลต่อดวงดาวที่แตกต่างกันไป   ซึ่งเราต้องพิจารณาว่าเป็นผลจากราศีใดกระทำกับดาวใด    เพราะแต่ละราศีก็จะมีธาตุประจำของตนเองและดวงดาวแต่ละดวงก็จะมีธาตุของตนเองด้วยเช่นกัน ธาตุในระบบโหราศาสตร์ไทยมีทั้งหมด 4 ธาตุ ดังนี้

ธาตุไฟ   ให้คุณด้านกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง      ส่วนด้านโทษก็เป็นความเร่งเร้า รุ่มร้อน ความหงุดหงิด  ไม่มีความสุข

ธาตุลม   ให้คุณด้านการเร่งเร้า,ว่องไว,รวดเร็ว          ส่วนด้านโทษก็เป็นความลุกลน  ฉาบฉวย   ไม่แน่นอน  ไม่ยั่งยืน

ธาตุดิน   ให้คุณด้านความมั่นคง มีความถี่ถ้วนรอบคอบ เด่นด้านการสะสม     ส่วนด้านโทษก็เป็นความช้าเฉื่อยชา  หลงยึดติด

ธาตุน้ำ   ให้คุณด้านความสุขความร่มเย็นแก่จิตใจ    ส่วนด้านโทษก็เป็นความโลเล  ไม่แน่นอน  เรรวน  ไม่มั่นคง

           เมื่อนำทั้ง 4 ธาตุมาจัดแบ่งให้ครบถ้วนใน 12 ราศี      ก็แบ่งจะได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ  กลุ่มราศีต้นธาตุ  ราศีกลางธาตุ  และราศีปลายธาตุ    ผลของธาตุที่แยกตามกลุ่มก็จะส่งผลกระทบต่อดาวที่แตกต่างกันไปอีกคือ      ราศีต้นธาตุก็จะให้ผลที่รุนแรงและชัดเจนต่อดาวมากที่สุด     ราศีกลางธาตุก็จะให้ผลที่เบาบางลงไป     ส่วนราศีปลายธาตุก็จะให้ผลที่เบาบางที่สุดหรือให้ผลที่ไม่ชัดเจนนัก

ราศีธาตุไฟ    มี 3 ราศีคือ         ราศีเมษ    = ราศีไฟต้นธาตุ       ราศีสิงห์    =  ราศีไฟกลางธาตุ

                                              ราศีธนู     = ราศีไฟปลายธาตุ

ราศีธาตุลม    มี 3 ราศีคือ        ราศีตุลย์   = ราศีลมต้นธาตุ         ราศีกุมภ์    =  ราศีลมกลางธาตุ

                                              ราศีมิถุน  = ราศีลมปลายธาตุ

ราศีธาตุดิน    มี 3 ราศีคือ        ราศีมังกร  = ราศีดินต้นธาตุ         ราศีพฤษภ =  ราศีดินกลางธาตุ

                                              ราศีกันย์   = ราศีดินปลายธาตุ

ราศีธาตุน้ำ    มี 3 ราศีคือ         ราศีกรกฎ = ราศีน้ำต้นธาตุ          ราศีพิจิก   =  ราศีน้ำกลางธาตุ

                                              ราศีมีน     = ราศีน้ำปลายธาตุ

ความหมายของแต่ละราศีเพื่อนำไปพิจารณาในการอ่านพื้นดวง

ราศีเมษ   มีความหมายโดยนำลักษณะนิสัยของดาวอังคารผสมกับธาตุไฟต้น ธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ   ว่องไวรวดเร็วแบบฉับพลัน  มีความคิดริเริ่ม  กล้าได้กล้าเสีย  มีความทะเยอทะยาน เปิดเผยจริง ใจ  คิดเร็วทำเร็ว  โกรธง่ายหายเร็ว  เอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่  ชอบหักหาญ  หุนหันพลันแล่น  ดื้อดึง  อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง    จะเอาอะไรต้องได้ในทันที   เป็นนักสู้ที่คิดแต่ผลชนะ  ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้ตามจึงไม่ค่อยยอมรับฟังใคร   ไม่ทบทวนในสิ่งที่ได้กระทำลงไป

ราศีพฤษภ   มีความหมายโดยนำลักษณะนิสัยของดาวศุกร์ผสมกับธาตุดินกลางธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    ชอบความสวยงาม,สะดวกสบาย  ชอบสะสม   เป็นผู้ที่มีความมั่นคง  มีความนึกคิดรอบคอบ   มีความอดทน   เก็บออมเก่ง   มีความอดกลั้นและรอคอยได้ดี   ไม่เหลวไหล  ไม่ฟุ้งเฟ้อ  เป็นนักวางแผน    ดื้อ,ไม่ยอมฟังเหตุผลของใคร    ไม่ค่อยปรับปรุงตนเอง   ขี้เกียจและหวงของ

ราศีเมถุน    มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวพุธมาผสมกับธาตุลมปลายธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ  มีความรู้รอบตัวที่ดี   เข้าใจเรื่องราวต่างๆได้รวดเร็ว     มีไหวพริบปฏิภาณว่องไว    แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง   ทำให้สามารถปรับปรุงตัวให้เข้ากับบุคคลและสิ่งแวดล้อมได้ดี      เป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี   วาจามีเสน่ห์เป็นมิตรกับทุกคน   คารมดี   และชอบต่อปากต่อคำ   ไม่ชอบทำอะไรที่ยืดเยื้อและจำเจ  เปลี่ยนใจเร็วแต่ไม่ใช่โลเล  ไม่ยึดมั่นอะไรจริงจังจนดูเป็นคนขาดความจริงใจ

ราศีกรกฎ    มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวจันทร์มาผสมกับธาตุน้ำต้นธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ   มีความอ่อนโยนมีความเห็นอกเห็นใจและห่วงใยคนอื่น   มีความเอาใจใส่ในทุกๆเรื่อง  รักครอบ ครัว    มีจิตใจละเอียดอ่อนจึงรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ง่าย   ชอบที่จะดูแลปรนนิบัติคนที่ตนเองรัก  รักในงานด้านบริการ  อ่อนไหวหูเบาใจน้อย   มีนิสัยหยุมหยิมชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น   ขี้อิจฉาในแบบขี้น้อยใจ   อารมณ์แปรปรวนจนตามไม่ทัน

ราศีสิงห์    มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวอาทิตย์มาผสมกับธาตุไฟกลางธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    ชอบการเป็นหัวหน้า-ผู้นำ  รักเกียรติ    ใจกว้างและกล้ารับผิดชอบ   มักคิดการใหญ่เสมอ    ชอบเป็นที่หนึ่ง  ต้องการคำชมและการยอมรับจากคนรอบข้าง  มีความจงรักภักดี   โกรธง่ายหายเร็วและให้อภัยได้ง่ายดายเช่นกัน   อีโก้แรงหัวสูง  ยะโสถือตัว   ชอบเบ่งและข่มคน  ใจกว้างและปฏิเสธไม่เป็น   กระทำตัวเกินฐานะทั้งที่ไม่มีความจำเป็น    ไม่ยอมตกต่ำล้มเหลว   ชอบทำเอาหน้าโดยไม่สนถึงการสูญเสียเงินทองทรัพย์สินของตนเอง

ราศีกันย์      มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวพุธมาผสมกับธาตุดินปลายธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    มีความรอบคอบ  มีวิจารณญาณลึกซึ้งเข้าถึงเหตุผล   เหมาะสมกับการเป็นนักวิเคราะห์,นักวิจัย    สะสมความคิดและนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง   เป็นคนพิถีพิถัน   ชอบตำหนิติเตียนและวิพากษ์วิจารณ์ทั้งกับคนอื่นและตนเอง   ชอบสอดแทรกในเรื่องของคนอื่น   ละเอียดถี่ถ้วนเกินไปจนเกิดความลังเลวิตกกังวลและเชื่องช้าในการตัดสินใจ   มักเกิดปัญหาเพราะเก็บสะสมความคิดแม้จะเป็นในทางด้านลบ

ราศีตุลย์     มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวศุกร์มาผสมกับธาตุลมต้นธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ     ชอบความสวยงามแบบทันสมัยมีรสนิยม   อารมณ์ดีน่ารักมีเสน่ห์   สนุกสนานร่าเริง   ไม่ชอบการขัดแย้ง   โลเลไม่ค่อยตัดสินใจ  มักตกเป็นทาสของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ฟุ้งเฟ้อสนุกสนาน   ไม่ค่อยมีความทะยานอยากในการพุ่งไปข้างหน้าชอบที่จะทำไปตามสิ่งที่ตนเองมีความสุขหรือสบายที่สุด

ราศีพิจิก     มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวอังคารมาผสมกับธาตุน้ำกลางธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    ยังคงมีความกล้าและมีความขยันอยู่พอสมควร(ไม่จริงจังและไม่รวดเร็วเท่าราศีเมษ)    รู้จักจังหวะจะโคนในการดำเนินชีวิตทำสิ่งใดก็จะไม่ทุ่มจนสุดตัวเกินไปและกระทำแบบเรื่อยๆสบายๆค่อยเป็นค่อยไป    รู้จักแก้ปัญหาหรืออุปสรรคด้วยการพินิจพิจารณาอย่างถ้วนถี่ไม่ใจร้อนวู่วาม     มีน้ำใจในการช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อได้รับการร้องขอ   อาจดูรักสบายไม่ค่อยมีความจริงจังกับภาระหน้าที่     อารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคง   ถ้าขยันก็จะเป็นพักๆขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตนเองในขณะนั้น  และขาดความตั้งใจที่แน่วแน่

ราศีธนู    มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวพฤหัสมาผสมกับธาตุไฟปลายธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    มีสติปัญญาที่ดีเรียนรู้ได้รวดเร็ว     มักใฝ่หาการเรียนรู้    เคร่งครัดในกฎกติกาและยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างจริงใจ   กตัญญูสูง  ชอบดูหมิ่นความรู้ของผู้อื่น    ยึดมั่นในความคิดความเชื่อของตนเอง   และจะขัดแย้งกับความเชื่อของผู้อื่นที่ไม่เห็นตรงกับตนเอง     ด้วยนิสัยที่ตรงๆขวานผ่าซากซึ่งอาจทำร้ายจิตใจผู้อื่นได้ประจำ   ไม่ค่อยละเอียดอ่อนกับความรู้สึกคนอื่น

ราศีมังกร    มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวเสาร์มาผสมกับธาตุดินต้นธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    มีความเสมอต้นเสมอปลาย  เป็นคนที่เชื่อถือได้  มีความอดทนต่อความยากลำบากได้ดี    มีความมั่นคงต่อจุดมุ่งหมายหรือสิ่งที่ได้รับมอบหมาย    มีความรับผิดชอบสูงมีเหตุผลและมีหลักการที่ดี  พูดจริงทำจริง  รับผิดชอบครอบครัวได้ดี  เป็นคนขี้ระแวง มีความระมัดระวังที่มากเกินไป  มีความเห็นแก่ตัว  ยึดติดในอำนาจและทรัพย์สิน  เป็นคนเจ้าทุกข์เจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งกว่าราศีกันย์   และเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคิดสะสมจนกลายเป็นความเครียด   อาจไม่สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาเพราะคิดมากและเคร่งเครียดจริงจัง

ราศีกุมภ์     มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวราหูมาผสมกับธาตุลมกลางธาตุของราศีนี้

เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    ชอบปฏิบัติและพัฒนาให้เกิดสิ่งแปลกใหม่  ชอบคิดปรับปรุง  มีความฉับไวและมีวิธีที่แปลกแตกต่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ   ชอบการคิดค้นนอกกรอบ  มีใจรักอิสรเสรีจึงไม่ยึดติดกับกรอบหรือไม่ยึดประเพณีมาเป็นสิ่งขวางกั้นชีวิตและจินตนาการ  ชอบเพ้อฝันเลื่อนลอยไร้สาระ  ชอบคิดในสิ่งที่ทำจริงๆไม่ได้  ชอบสร้างวิมานในอากาศและมักทำอะไรด้วยความประมาทแบบเล็งผลประโยชน์โดยไม่คิดทบทวนไตร่ตรอง   มักมีนิสัยเย็นชาห่างเหิน  ไม่มีความละเอียดอ่อนกับความรู้สึกใครๆ     คิดไวจนคนอื่นตามไม่ทัน  ง่ายต่อการเข้าใกล้อบายมุขทุกชนิด  ไม่เคารพกฎกติกาและไม่เชื่อถือขนบธรรมเนียมประเพณี   ขวางโลกและก้าวร้าว

ราศีมีน     มีความหมายโดยการนำลักษณะนิสัยของดาวพฤหัสมาผสมกับธาตุน้ำปลายธาตุของราศีนี้

         เมื่อมีดาวมาสถิตก็จะส่งผลให้ดาวนั้นๆมีความหมายเพิ่มเติมดังนี้คือ    นิสัยอ่อนโยนผ่อนปรน  มีความเกรงใจผู้อื่นอยู่เสมอ  และเป็นผู้ที่มีความเสียสละ  มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของผู้อื่น   มีความสุขตามอัตภาพ  ไม่ค่อยสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง   ขาดความเข้มแข็งเด็ดขาด   ขาดความกล้าในการตัดสินใจจนกลายเป็นคนที่มีความขี้ขลาดและอ่อนแอ    มักใจอ่อนจนไม่กล้าสู้ปัญหา    เป็นราศีที่ส่งผลให้เกิดการสละทางโลกโดยการบวชก็ได้

…………………….

ดาวคู่ศัตรู และ ดาวคู่มิตร

ความหมายของดาวคู่ศัตรูและดาวคู่มิตร(ในระบบธาตุ)

ดาวคู่ศัตรูและดาวคู่มิตรที่จะอธิบายนี้ยังไม่สามารถชี้ถึงผลที่จะทำให้เกิดคุณหรือโทษอย่างชัดเจน  ผมอธิบายในแบบของการอ่านดาวพระเคราะห์คู่ตามหลักระบบธาตุ   โดยหลักการนี้จะมีการแยกแยะว่าเรากำลังอ่านดาวใดเป็นประธานและใช้ดาวใดเป็นตัวเสริม  สมมติว่าดาวศุกร์กุมดาวเสาร์ถ้าเรากำลังอ่านเรือนที่ดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือน  เราก็ต้องใช้ดาวศุกร์เป็นประธานแล้วใช้ดาวเสาร์เป็นตัวเสริมเรื่องราว  และเมื่อใดที่เราจะอ่านเรือนที่ดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนก็จะต้องใช้ดาวเสาร์เป็นประธานแล้วใช้ดาวศุกร์เป็นตัวเสริม    การอ่านดาวพระเคราะห์คู่ไม่ว่าจะเป็นดาวคู่ศัตรูหรือดาวคู่มิตรก็ล้วนแต่มีทั้งผลดีและผลเสีย  ขึ้นอยู่กับว่าดาวที่เราอ่านหรือดาวที่มาเสริมเป็นเจ้าเรือนใดและไปอยู่ราศีธาตุใด     และดาวทุกคู่ที่อธิบายจะแยกการอ่านในสองลักษณะคือสลับกันเป็นดาวประธานของเรื่องราว   ซึ่งเราจะต้องนำความหมายไปพิจารณาถึงผลดีหรือร้ายที่เกิดขึ้นจากความเป็นจริงในดวงชะตาอีกที   ความหมายโดยคร่าวๆของดาวคู่ศัตรูและดาวคู่มิตรมีดังนี้

           ดาวคู่ศัตรู   

   ดาวศุกร์ กุม ดาวเสาร์   =   ดาวศุกร์เป็นดาวธาตุน้ำที่ให้        ความหมายของความสุข, ความสบายอารมณ์ของความรัก, ความสะดวกสบาย,ความสวยงาม,ทรัพย์สิน ฯลฯ      เมื่อดาวศุกร์กุมดาวเสาร์จึงได้รับธาตุไฟจากดาวเสาร์ก็ทำให้ธาตุน้ำเกิดความร้อนระอุขึ้น  ความสุขสะดวกสบายที่เคยมีเกิดผลแห่งความร้อนรุ่มกดดันไม่ราบรื่นได้เช่นเดิม   ผสมกับความหมายจากดาวเสาร์เข้าไปก็จะได้ความหมายว่า  ความสุขความสบายที่นับวันจะเลือนหายหรือยิ่งนานวันความสุขความสบายก็จะกลายเป็นความทุกข์ความเครียด   เมื่อใดที่มีความรักเกิดขึ้นก็จะเป็นความรักที่ผสมความเคร่งเครียดหรือความหึงหวง  จึงเป็นความรักที่ตามด้วยมาด้วยความทุกข์  เป็นความรักที่มีปัญหามีอุปสรรคจากสุขภาพหรือจากความแตกต่างเนื่องด้วยวัย        ดาวศุกร์ที่เป็นประธานทำให้ทุกสิ่งจะต้องนำด้วยความสุข,ความสะดวกสบาย,ต้องการได้รับทุกสิ่งที่มุ่งหวังอย่างง่ายๆ   เมื่อถูกดาวเสาร์ตามจึงทำให้ความสุขต้องหมดไป เพราะจะเกิดผลแห่งความเชื่องช้าและมีความเคร่งเครียดวิตกกังวล  จะมีรักก็มักเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรคต่างๆนานา

ดาวเสาร์ กุม ดาวศุกร์   =   ดาวเสาร์เป็นดาวธาตุไฟที่ให้ความหมายของความสันโดษ,ความเคร่งเครียด,ความเก่า,ความแก่,ความเนิ่นช้า,ความวิตกกังวล,ความอดทน,ความตระหนี่ ฯลฯ    เมื่อได้รับธาตุน้ำจากดาวศุกร์ก็จะลดทอนความรุ่มร้อนลงไป   ผสมความหมายของดาวศุกร์ก็จะเป็นการอดทนรอคอยเพื่อให้ตนเองได้รับความสุขความสบายในวันข้างหน้า(การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน)  หรือการตระหนี่และยอมอดออมให้ได้รับความสุขในบั้นปลาย    คู่ดาวในลักษณะนี้ยังจะหมายถึงการเปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นของเก่า(ดาวเสาร์) ให้เป็นทรัพย์(ดาวศุกร์)  การที่มีดาวเสาร์เป็นประธานจึงเป็นการนำด้วยความทุกข์หรือความวิตกกังวล   เมื่อจะมีรักก็เอาความวิตกกังวลเป็นตัวนำในทุกๆครั้ง   ถ้าใช้ดาวเสาร์นำส่วนมากแล้วจะทำให้ความสมหวังในเรื่องรักเกิดขึ้นได้ยาก

ดาวพฤหัส กุม ดาวจันทร์   =   ดาวพฤหัสธาตุดินที่ให้ความหมายถึงสติ,การศึกษา,กฎระเบียบ,ประเพณี,ผู้ใหญ่ ฯลฯ    เมื่อกุมดาวจันทร์ที่เป็นดาวธาตุดินเช่นกันจึงเป็นการเพิ่มธาตุดินให้กับดาวพฤหัสให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่หนักแน่นมากขึ้น   ผสมความหมายของดาวจันทร์ก็จะได้ความหมายว่า  ผู้ใหญ่ที่มีความโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจ  การศึกษาที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือ   การให้ความรู้ด้วยความเมตตาหรือผู้มีวิชาความรู้ที่มีการเผื่อแผ่แบ่งปัน(ครู,อาจารย์)

ดาวจันทร์ กุม ดาวพฤหัส   =   ดาวจันทร์เป็นดาวธาตุดิน(ดินอ่อนกว่าดาวพฤหัส) มีความหมายโดยทางดาวว่าความนอบน้อม ความอ่อนโยน ความมีน้ำใจไมตรี ความโอนอ่อนผ่อนตาม ความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ ฯลฯ   เมื่อได้รับธาตุดินจากดาวพฤหัสจึงเกิดความหนักแน่นมากขึ้นในจิตใจและการกระทำ   ผสมกับความหมายของดาวพฤหัสก็จะได้ความหมายว่า จิตใจที่เข้มแข็งเพราะการได้รับการดูแลเอาใจใส่ดูแลจากผู้ใหญ่   การเอาใจใส่ดูแลรักษาตามหลักการที่ถูกต้อง(แพทย์,พยาบาล)   ความนอบน้อมอย่างมั่นคงในใจตามความเชื่อในศาสนา,ประเพณี   ความเคารพนบนอบกับผู้ใหญ่หรือระเบียบกฎเกณฑ์

ดาวอาทิตย์ กุม ดาวอังคาร   =   ดาวอาทิตย์เป็นดาวธาตุไฟที่มีความหมายว่าความทะเยอทะยาน ความสำเร็จ  ชื่อเสียง-หน้าตา  ความเป็นผู้นำ  เป้าหมาย หยิ่งทะนง  ยะโส  ฯลฯ   เมื่อได้รับธาตุลมจากดาวอังคารก็ไม่ได้ลดความหมายเดิมของดาวอาทิตย์ลงไป  เพียงแต่เกิดเป็นความผันผวนไปตามอารมณ์   เมื่อผสมกับความหมายของดาวอังคารก็จะมีความหมายว่า  การไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จด้วยความขยันขันแข็งแต่ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์   หรือการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งแต่มักชอบใช้พระเดชและมีอารมณ์ผันผวนเกิดโทสะได้ง่าย   หรือการมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ยังมีความผันผวนไม่นิ่งในเป้าหมายแต่ก็มีความสำเร็จ(จะช้า-เร็วก็ขึ้นอยู่กับราศีธาตุที่ดาวทั้งสองไปสถิต)

ดาวอังคาร กุม ดาวอาทิตย์   =   ดาวอังคารเป็นดาวธาตุลมที่มีความหมายว่าการแข่งขัน การต่อสู้ ความขยัน ความผันผวนทางอารมณ์ โทสะ ฯลฯ  เมื่อได้รับธาตุไฟจากดาวอาทิตย์ก็เป็นการเพิ่มความรุนแรงให้กับพฤติกรรม  เมื่อผสมความหมายของดาวอาทิตย์ก็จะได้ความหมายว่า การต่อสู้แข่งขันที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และชอบที่จะใช้กำลังมากกว่าใช้เหตุผล   อารมณ์โทสะที่ผสมความทะนงและยะโสทำให้ไม่ค่อยจะยอมหากมีใครมาดูถูกหรือข่มเหง    ดาวคู่นี้จะเป็นเรื่องของการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ(มากกว่าคู่ดาวอาทิตย์กุมดาวอังคาร)  เพราะดาวอังคารจะถูกเพิ่มพฤติกรรมด้วยธาตุไฟจึงไม่มีการยับยั้งทางด้านอารมณ์

 

ดาวพุธ กุม ดาวราหู   =   ดาวพุธเป็นดาวธาตุน้ำที่มีความหมายว่าความคิดหรือการสื่อสารที่อยู่ในรูปแบบของการราบรื่น, การประนีประนอมหรือการโอนอ่อนผ่อนตามด้านความคิด, ไหวพริบปฏิภานที่ไม่ได้มีพิษมีภัยต่อผู้ใด, การคล้อยตามความคิดเห็นของผู้อื่น ฯลฯ   เมื่อได้รับธาตุลมของดาวราหูก็ทำให้เกิดความรวดเร็วว่องไวในการสื่อสารและการใช้ความคิด  เมื่อผสมความหมายของดาวราหูก็จะได้ความหมายว่า ความคิดหรือการสื่อสารที่รวดเร็วว่องไวมีลูกล่อลูกชนและมีเล่ห์เหลี่ยมเพิ่มขึ้น  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างฉับไว  การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ  ความคิดฝันที่ฟุ้งซ่านไม่เป็นระบบ   มีการความคิดและสื่อสารที่แอบอิงในผลประโยชน์

ดาวราหู กุม ดาวพุธ   =   ดาวราหูเป็นดาวธาตุลมที่มีความหมายว่า ฉลาดแกมโกง ไหวพริบสูง มีเล่ห์เหลี่ยม  ความอิสระ โฉ่งฉ่าง ไม่มีระเบียบ  ความพลิ้วไหว  กล้าเสี่ยง(ห้าว)  ฯลฯ  เมื่อได้รับธาตุน้ำจากดาวพุธจึงมีการชะลอในความโฉ่งฉ่างหรือความห้าวลงไป   มีความแนบเนียนในการใช้ชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยม   เมื่อผสมกับความหมายของดาวพุธก็จะได้ความหมายว่า การใช้เล่ห์เหลี่ยมจะมีการรั้งรอและแนบเนียนมากขึ้นกว่าเดิม  จะอ่านความคิดได้ยากเพราะมีการวางแผนการอย่างดี  และการไม่เคารพระเบียบกฎเกณฑ์ทำให้การสื่อสารไม่ค่อยสุภาพแต่ก็ไม่ถึงก้าวร้าว  มีความอิสระด้านความคิดจึงทำให้เกิดเป็นจินตนาการที่ไม่หยุดนิ่ง

         ดาวคู่มิตร   

         ดาวอาทิตย์ กุม ดาวพฤหัส   =   ดาวอาทิตย์เป็นดาวธาตุไฟเมื่อได้รับ  ธาตุดินจากดาวพฤหัสจึงเกิดการชะลอหรือหน่วงรั้งไม่มีการลุกโชน  จะเป็นเหมือนเปลวไฟที่ลามเลียอยู่ตามพื้นดินเรี่ยๆพื้น ไม่เร่งเร้าไม่กดดันแต่มีความร้อนที่สม่ำเสมอ   เมื่อผสมกับความหมายของดาวพฤหัสจะได้ความหมายว่า การมุ่งไปสู่ความสำเร็จหรือการวางเป้าหมายที่ผสมกับการใช้สติปัญญาไตร่ตรอง  หรือการวางเป้าหมาย,การไปสู่ความสำเร็จด้านการศึกษา  ไม่มีความหยิ่งทะนงเพราะเป็นผู้ที่มีสติปัญญาไตร่ตรองและมีความเคารพผู้ใหญ่  ความสำเร็จที่เกิดจากดาวคู่นี้อาจช้าแต่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อได้รับความสำเร็จก็สามารถรักษาเอาไว้ได้อย่างถาวรมั่นคง

         ดาวพฤหัส กุม ดาวอาทิตย์   =   ดาวพฤหัสเป็นดาวธาตุดินเมื่อได้รับธาตุไฟจากดาวอาทิตย์ก็ทำให้เกิดสภาวะคล้ายก้อนดินที่ถูกไฟเผาจึงมีความแข็งแกร่งมากขึ้น  ดาวพฤหัสจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้น  และก็ยึดมั่นในด้านอุดมการณ์,มั่นคงในความคิดอย่างแข็งแกร่ง  เมื่อผสมกับความหมายของดาวอาทิตย์เข้าไปจะได้ความหมายว่า  การใช้ความรู้ความสามารถอย่างกระตือรือร้นที่จะไปสู่ความสำเร็จ   มีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งไม่ยอมรับฟังใครเพราะความหยิ่งทะนงและถือตัว   ผู้ใหญ่ที่มีความสำเร็จหรือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง   การศึกษาที่มีเป้าหมายชัดเจน

ดาวจันทร์ กุม ดาวพุธ   =   ดาวจันทร์เป็นดาวธาตุดินที่ได้รับธาตุน้ำจากดาวพุธ ทำให้เกิดความอ่อนโยน มีน้ำใจไมตรี มีการดูแลเอาใจใส่ด้วยความนุ่มนวล   เมื่อผสมความหมายของดาวพุธเข้าไปจะได้ความหมายว่า การเอาใจใส่ในการใช้คำพูดจาจึงทำให้มีความสุภาพ   มีความนุ่มนวลอ่อนโยนในการสื่อสาร   จินตนาการที่อ่อนไหวเลื่อนลอยไปตามความคิด   ความโอนอ่อนคล้อยตามในความคิดของผู้อื่น(หูเบา)   เมื่อจิตใจได้รับธาตุน้ำหากถูกขัดใจก็จะเกิดเป็นความใจน้อยขึ้น

ดาวพุธ กุม ดาวจันทร์    =   ดาวพุธเป็นดาวธาตุน้ำที่ได้รับธาตุดินจากดาวจันทร์  ทำให้ธาตุน้ำมีสภาวะที่มีสสารหรือมีมวลเกิดขึ้นเปรียบเหมือนโคลนหรือเยลลี่  ทำให้ความคิด,จินตนาการไม่เพ้อฝันล่องลอยมีความหนักแน่นขึ้น หรือมีคำพูดคำจาก็มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น   เมื่อผสมความหมายของดาวจันทร์เข้าไปจะได้ความหมายว่า การสื่อสารที่แสดงออกด้วยความมีน้ำใจไมตรี   มีความคิดที่อ่อนโยนมีการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น   มีการสื่อสารที่สุภาพและสามารถรับรู้ถึงจิตใจของคู่สนทนาได้ดี   แต่ความคิดหรือการสื่อสารในบางครั้งก็จะมีการใส่ใจในรายละเอียดจนเกิดเป็นความจุกจิกจู้จี้ไร้สาระ

ดาวอังคาร กุม ดาวศุกร์    =   ดาวอังคารเป็นดาวธาตุลมที่แสดงถึงอารมณ์ที่ผันผวนและมีโทสะได้ง่ายรวมถึงความขยันขันแข็งไม่วางมือ   เมื่อได้รับธาตุน้ำจากดาวศุกร์จึงเกิดเป็นการพักเพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย  หรือเป็นการไม่จริงจังในการงานเพราะอยากจะหยุดพักก็ได้   ผสมกับความหมายของดาวศุกร์จะได้ความหมายว่า เป็นการทำงานด้วยความสุขและไม่เร่งรีบจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนเกินไป   จะเลือกในสิ่งที่ตนเองทำแล้วสบายใจไม่กดดันมากเกินไป  หรือเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นได้รับความสุข(ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดเสน่ห์จึงอาจจะมองว่าเจ้าชู้ก็ได้)  เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดเป็นทรัพย์หรือเพื่อให้เกิดเป็นความรัก   ความฉุนเฉียวมีโทสะได้ง่ายก็ลดน้อยลงกลายเป็นคนที่มีความสนุกสนานเบิกบานและมีความเป็นมิตรได้ดีกว่าเดิม

ดาวศุกร์ กุม ดาวอังคาร   =   ดาวศุกร์เป็นดาวธาตุน้ำที่ได้รับธาตุลมจากดาวอังคาร จึงทำให้เกิดความว่องไวด้านพฤติกรรมและผันผวนด้านอารมณ์   เมื่อผสมความหมายของดาวอังคารเข้าไปจะมีความหมายว่า อารมณ์ความรักที่ไม่มั่นคงมีความผันผวนอยู่เสมอ  เป็นความรักที่ผสมด้วยการกระทำที่ไม่จริงจังสามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลาเมื่อหมดความสุข   เป็นทรัพย์สินที่ต้องหมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลา

ดาวเสาร์ กุม ดาวราหู    =   ดาวเสาร์เป็นดาวธาตุไฟที่ได้รับธาตุลมจากดาวราหู จึงทำให้ธาตุไฟจากดาวเสาร์ที่เคยครุกรุ่นได้รับลมมาพัดพาให้เกิดการผ่อนคลายขึ้น  แต่ก็ไม่ได้เป็นการผ่อนคลายตลอดเวลาเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น   เมื่อผสมความหมายของดาวราหูเข้าไปจะมีความหมายว่า ความเครียดที่มีจะมีการผ่อนด้วยการเที่ยวเตร่เฮฮาหาความสำราญหรือหลบไปหาผ่อนคลายกับอบายมุขบ้าง   หรืออาจเป็นการระเบิดอารมณ์ออกมาโดยไม่เกรงใจใครเลยก็ได้(ขึ้นกับราศีธาตุที่ดาวทั้งสองไปสถิต)   ความคิดที่เคยคับแคบและปิดกั้นตนเองก็มีการเปิดกว้าง  การตัดสินใจจะลังเลยึกยักแบบรักพี่เสียดายน้อง   ความตระหนี่ถี่เหนียวแต่เดิมก็จะมีการจับจ่ายออกได้บ้าง(แต่ก็เป็นการจ่ายเพื่อให้เกิดผลประโยชน์กลับมา  ตามนิสัยเดิมของราหู)    ความวิตกกังวลต่างๆก็จะคลายตัวไม่เก็บงำอีกต่อไป  ซึ่งอาจมีการโวยวายเอะอะมะเทิ่งเพราะความอดทนเก็บกดที่เคยมีก็น้อยไปตามสภาวะธาตุลม   ไม่สามารถแบกรับภาระหนักได้เช่นเดิมด้วยฤทธิ์ของดาวราหูจึงสามารถชิ่งหนี้ได้เช่นกัน

ดาวราหู กุม ดาวเสาร์    =   ดาวราหูเป็นดาวธาตุลมที่ได้รับธาตุไฟจากดาวเสาร์ จึงทำให้เกิดเป็นลมที่มีความร้อนระอุของธาตุไฟสุมขอน  เมื่อผสมกับความหมายของดาวราหูเข้าไปจะได้ความหมายว่า เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงที่ผสมเข้าไปด้วยความเห็นแก่ตัวจึงเป็นการกระทำทุกวิถีทางที่จะเอาให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ   การไม่เคารพกฎระเบียบจะส่งผลให้รุนแรงเพราะถูกเพิ่มในพฤติกรรมเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้นจึงพร้อมที่จะฉกฉวยทุกเวลาโดยไม่เกรงกลัว   และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการหรือเกิดความไม่พอใจก็จะออกอาการอาละวาดโวยวายไม่มีความเกรงใจ   ดาวราหูไม่ใช่ดาวที่ก้าวร้าวอย่างเปิดเผยเช่นดาวอังคารทำให้บางครั้งก็จะไม่ลงมือเองแต่อาศัยล่อหลอกให้ผู้อื่นทำแทน    และบางทีเห็นเงียบๆแต่ก็เป็นเพียงรอคอยโอกาสเหมาะๆโดยแอบซ่อนฤทธิ์เดชเอาไว้อย่างมิดชิด

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ในทาง โหราศาสตร์ได้จัดแบ่งราศีเกิดของคนเราตามการหมุนของดวง อาทิตย์ไว้ 12 ราศี แต่ละราศีจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน และมี ผลต่อร่างกายของคนเราซึ่งประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ

ธาตุทั้ง 4        ไฟ , ดิน ,  ลม , น้ำ

ธาตุไฟ คือ กำลังแรง ความเลื่อมใสศรัทธาและ อุดมคติมีธรรมชาติทะเยอทะยาน ต้องการแม้แต่สิ่งที่เอื้อมไม่ถึงและสิ่งที่ไม่อาจบรรลุได้ และมักมีอะไรบางอย่างอยู่เหนือความคิดนึกของมนุษย์ที่สูงสุด พร้อมทั้งความเชื่อมั่นในตนเองอีก ไฟนั้นต้องการลมเพื่อให้ช่วยส่งเสริมความรุ่งโรจน์ของตนเอง แต่ลมที่จะส่งเสริมไฟได้ต้องไม่ถูกอิทธิพลของดาวพุธที่ตลบแตลงหรือดาวเสาร์ที่เชื่องช้าเข้าครอบงำ จะส่งผลสูงสุดขณะมฤตยูผ่านวาบเข้าไปในลมนั้นเท่านั้น  ทิศใต้

ธาตุดิน คือ การปฏิบัติ ความอดทนบึกบึนและเสบียงอาหาร ต้องการแต่การปฏิบัติโดยลงมือทำจริงๆ ทำอย่างอดทนและบึกบึนไม่ท้อถอย ไม่เกรงกลัวในเรื่องความลำบาก ดังนั้นธาตุดินจึงเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งราศีธาตุอื่นๆ ในเมื่อจะลืมความจำเป็นข้อนี้เสีย ทิศเหนือ

 ธาตุลม คือ ดินต้องการจะเป็นมิตรกับลมในเรื่องจิตใจ ให้เป็นรูปร่างซึ่งดินต้องการรู้อย่างสูงคือปัญญาความคิด ความไตร่ตรองหาเหตุผล และ ความเข้าใจ ตามปกติมักพิจารณาหาเหตุผลตามหลักแหล่งตรรกะญาณและความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นสำคัญที่สุด ไม่ชอบการเคลิ้มฝันในเรื่องที่เกี่ยวจิตใจ เพราะเห็นว่าไม่แน่นอนและไม่มีประโยชน์ ต้องการจะคิดหาเหตุผลในสิ่งต่างๆ และพิสูจน์ให้เป็นความจริงขึ้นมา ทิศตะวันออก

 ธาตุน้ำ  คือ อารมณ์ ทั้งชนิดเคลิ้มฝันด้วยตัวเอง และรับอารมณ์จากสิ่งอื่นตลอดจนความฉลาดสามารถในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจและสัญชาติญาณ ย่อมต้องการที่จะไหลไปสู่และรวมอยู่ในระดับเดียวกันแต่บางครั้งก็ไหลทวนขึ้นสู่เบื้องสูงเพราะอำนาจของอารมณ์ได้ แต่อย่างไรก็ดีมันจะต้องไหลลงสู่ระดับเดิม เพราะอารมณ์ไม่เป็นสิ่งจริงจัง และตามปกติก็ไม่ไหลทวนขึ้นไปเหนือระดับเดิมมากนัก เพราะน้ำไม่มีความทะเยอทะยานหรือความปรารถนา แต่มีความฝันในตัวของมันเองและพอใจในสิ่งที่น่าพิสมัยของมันเองอีกด้วย ทิศตะวันตก

ราศีในแต่ละราศีนั้นจะเป็นตัวแทนของแต่ละฤดูกาล และจะมีคุณภาพของการปลดปล่อยพลังงานในธรรมชาติแตกต่างกันไป แม้ว่าราศีเหล่านั้นจะอยู่ในฤดูกาลเดียวกันก็ตามคุณะ อันเป็นการปลดปล่อยพลังงานที่แตกต่างกันในฤดูกาล จึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

table_star12

1.จรราศี ได้แก่ ราศี เมษ กรกฎ ตุลย์ มกร ซึ่งแสดงออกจากพลังงานที่มากเกินรุนแรง มีความดิ้นรนทะเยอทะยาน เอาดีด้วย การแสดงออก การเคลื่อนไหวแบบ แรงดัน การระเบิด ทุ่มสุดตัว

2.สถิรราศี ได้แก่ ราศี พฤษภ สิงห์ พิจิก กุมภ์  ซึ่งแสดงออกจากพลังงานที่สมดุลและเต็มพอดี แน่วแน่ พินิจพิจารณา และใช้เวลา เอาดีด้วยการกักตุน คงที่ สม่ำเสมอ

3. อุภยราศี ได้แก่ ราศี มิถุน กันย์ ธนู และมีน ซึ่งแสดงออกจากพลังงานที่มีความอ่อนตัว โอนอ่อน โลเล แบ่งรับแบ่งสู้ ดูทีท่า ใช้เวลาแก้ปัญหา

ธาตุ    ในทางการพยากรณ์ นั้น ระบบธาตุที่นิยมใช้มาก คือ ธาตุสี่อันประกอบไปด้วย

1. ธาตุไฟ  คือ การคุกคาม สร้างสรรค์ ผู้นำ ว่องไว ฉลาด  ราศี เมษ สิงห์ ธนู

2. ธาตุดิน  คือ การมั่นคง หนักแน่น จริงจัง สงบเสงี่ยม เห็นการณ์ไกล  ราศี พฤษภ กันย์ มกร

3. ธาตุลม  คือ การประสาน คล่องตัว ชอบเรียนรู้ รวดเร็ว ปรับตนเข้ากับสถานการณ์ได้ดี ราศี มิถุน ตุลย์ กุมภ์

4. ธาตุน้ำ   คือ ปรับตัว ลึกซึ้ง ช่างคิดฝัน ความรู้สึกไว ราศี กรกฎ พิจิก และมีน

ดังนั้นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะกระจายตามราศีต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ธาตุในราศีเมษ                คือ ธาตุไฟ      ไฟร้อนแรงที่สุด เป็นไฟอันประกอบด้วยลม เช่น ไฟถลุงเหล็ก ทำให้เหล็กอ่อนหรือละลายเป็นน้ำไปเลยก็ได้

ธาตุในราศีพฤษภ             คือ ธาตุดิน      คือดินในที่สูง คือดินแข็งไม่มีน้ำเจือปน

ธาตุในราศีมิถุน                คือ ธาตุลม      ลมที่ร้ายอันจะนำมาซึ่งสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา เช่น ลมปาก ลมนำโรคร้ายมา นำกลิ่นเหม็นมา

ธาตุในราศีกรกฎ               คือ ธาตุน้ำ       คือน้ำที่เขาจัดสรรไว้ เช่นน้ำในขวดในโอ่งในถัง

ธาตุในราศีสิงห์                คือ ธาตุไฟ      ไฟอันเกิดขึ้นโดยฉับพลันทันใด เช่น ฟ้าผ่า หรือไฟฟ้าช็อต หรือจะเรียกว่าไฟปรมาณูก็ได้

ธาตุในราศีกันย์                คือ ธาตุดิน      ดินที่อยู่ริมน้ำชนิดดินเปียกไม่แข็ง ไม่เหลว

ธาตุในราศีตุลย์                คือ ธาตุลม      คือลมธรรมดา ซึ่งพัดไปมาตามปกตินี้เอง

ธาตุในราศีพิจิก                คือ ธาตุน้ำ       คือน้ำที่ขังอยู่โดยธรรมชาติ เช่น น้ำในสระในหนองในบึง

ธาตุในราศีธนู                  คือ ธาตุไฟ      ไฟประกอบกับน้ำคือประสมกับของเหลวนั่นเอง เช่น ไฟตะเกียง ไฟอันทำให้น้ำเดือดร้อนแรง

ธาตุในราศีมังกร               คือ ธาตุดิน      คือดินที่อยู่ใต้น้ำ ไม่แข็ง ไม่เปียก เหลวไปเลย

ธาตุในราศีกุมภ์                คือ ธาตุลม      คือลมที่ร้ายแรง เช่น ลมพายุ อันเป็นความรุนแรง เกินกว่าธรรมชาติมาก เช่น ปะทะเรือๆ ก็ล่ม ปะทะบ้านๆ ก็พัง ปะทะต้นไม้ๆ ก็พังล้ม

ธาตุในราศีมีน                  คือ ธาตุน้ำ       คือน้ำชนิดไหลขึ้นไหลลง ไม่ได้อยู่ตามปกติ ได้แก่น้ำในแม่น้ำลำคลอง

เกตุ  จัดเป็นดาวพิเศษ เพราะเป็นวิญญาณธาตุ เมื่ออยู่กับดาวอะไร ทำให้ดาวดวงนั้นมีกำลังแรงขึ้น ไม่เสวยอายุบุคคล ถ้ากุมลัคนา ของบุคคลใดก็ทำหน้าที่ในราศีนั้นๆ ดาวเกตุจัดอยู่ในพวกนก ๒ หัว คือเป็นทั้งบาปเคราะห์และศุภเคราะห์ ดาวไหนดี ดีด้วย ดาวไหนร้าย ร้ายด้วย โคจรผ่านอาทิตย์เพียงปีละครั้งเดียว

มฤตยู  จัดเป็นดาวพิเศษอีกดวงหนึ่ง เกิดขึ้นโดยสภาวธรรมชาติ เกิดจากแหล่งธาตุน้ำเหมือนดาวอื่น มีกำลังเท่าๆ กับดาวอื่นทุกดวงรวมกัน ชื่อว่า เทพเจ้าแห่งความตาย (สูญสิ้น) ไม่เสวยอายุบุคคล

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

บทเรียนที่ 6 การแบ่งธาตุประจำราศี

     การแบ่งธาตุประจำราศีแบ่งออกเป็น 4 ธาตุด้วยกัน ได้แก่ ไฟ ดิน ลม น้ำ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ต้นธาตุ กลางธาตุ และปลายธาตุ

  1. ธาตุไฟ หมายถึง ความร้อนแรง ความลุกไหม้ ให้พลังงานสูง ความเจริญรุ่งโรจน์ให้ผลรุนแรงไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย ถ้าจะให้โชคก็จะเกิดขึ้นแบบไฟเพลิงรวดเร็วรุนแรง ถ้าให้โทษก็จะทำลายลงอย่างรวดเร็วรุนแรง
  2. ธาตุดิน หมายถึง มั่นคงเป็นปึกแผ่น หลักฐานถาวร ทั้งโชคดีและโชคร้ายจะเกิดแบบมั่นคงถาวรยาวนาน ถ้าให้โชคก็จะเป็นลักษณะมั่นคง เพิ่มหลักฐาน แบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ระยะยาวนานแต่หนักแน่นมาก ถ้าให้โทษก็จะเป็นการทำลายความมั่นคง หนักแน่น ค่อยๆทำลายไปทีละนิดหน่อยเรื่อยๆ
  3. ธาตุลม หมายถึง ความผันผวน แปรเปลี่ยนง่ายกว่าทุกธาตุ ถ้าให้โชคก็เกิดผลแบบฉับพลันทันที เกิดผลรวดเร็วมาก ให้โทษก็พังทลายรวดเร็วไม่ยั่งยืน
  4. ธาตุน้ำ หมายถึง เยือกเย็น เปลี่ยนแปลง หวั่นไหว ปรับตัว กลมกลืนเพราะเนื่องจากไม่มีรูปทรงเป็นของตนเอง อยู่ในแก้วก็เป็นแก้ว ขวดก็เป็นขวด แต่เวลาให้โทษก็รุนแรง ทั้งรวดเร็ว
แบ่งตามราศีได้อีกเป็น ต้นธาตุ กลางธาตุ ปลายธาตุ
ราศีธาตุไฟ
  1. ราศีเมษ เป็นต้นธาตุไฟ(มีดาวอังคารที่เป็นธาตุลมเป็นเกษตรประจำราศี) ดังนั้นเสมือนไฟที่มีลมด้วย ดั่งไฟที่มีลมเป่าเหมือนเปลวเพลิงในเตาหลอมโลหะ เปลวสั้นๆร้อนสูงสุด
  2. ราศีสิงห์ เป็นกลางธาตุไฟ(มีดาวอาทิตย์ธาตุไฟเป็นเกษตรประจำราศี) ดังนั้นจึงเป็นไฟที่ลุกไหม้ มีเปลวไฟอันรุ่งโรจน์ร้อนแรง เป็นประกายไฟลุกสว่าง
  3. ราศีธนู เป็นปลายธาตุไฟ(มีดาวพฤหัสธาตุดินเป็นเกษตรประจำราศี) ดังนั้นจึงเป็นไฟที่ลุกไหม้เหมือนไฟถ่านที่ลุกไหม้แบบไฟสุมขอนไม้ เป็นความร้อนดุจกองแห่งไฟถ่านอันร้อนระอุ
ราศีธาตุดิน
  1. ราศีมังกร เป็นต้นธาตุดิน(มีดาวเสาร์ธาตุไฟเป็นเกษตรประจำราศี) จึงเป็นดินที่แห้งแข็งมากๆ เสมือนดินปั่นที่นำไปเผาไฟให้แห้งนั้นแหละ ดินดอนที่ถูกแสงแดดแผดเผ่าผิวพื้น เป็นผืนดินทุ่งราบกว้างใหญ่สุดสายตา
  2. ราศีพฤษก เป็นกลางธาตุดิน(มีดาวศุกร์เป็นธาตุน้ำเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นดินอัมชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเจริญเติบโตของพืช เป็นพื้นดินที่ทำสวนไร่นา
  3. ราศีกันย์ เป็นปลายธาตุดิน(มีดาวพุธธาตุน้ำเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นดินอ่อน ดินเลน ดินลุ่มเป็นพื้นดินที่น้ำท่วมถึง เป็นแอ่งขังน้ำ
ราศีธาตุลม
  1. ราศีตุลย์ เป็นต้นธาตุลม(มีดาวศุกร์ธาตุน้ำเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นลมที่รุนแรง มีพลังอำนาจสูงดุจพายุฝน และมรสุมซึ่งมีฤดูกาลเกิดขึ้นเป็นกำหนดเวลาที่เกิดขึ้นแน่นอน
  2. ราศีกุมภ์ เป็นกลางธาตุลม(มีดาวราหูเป็นธาตุลมเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นลมที่เกิดแบบฉับพลันทันที รวดเร็ว รุนแรง เป็นพายุแห้งๆไม่มีฝน พอเกิดขึ้นก็สงบลงไปโดยฉับพลันทันที เป็นขณะหนึ่งไม่แน่นอน
  3. ราศีมิถุน เป็นปลายธาตุลม(มีดาวพุธธาตุน้ำเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นลมอ่อนๆ พัดเบาๆเย็นๆสบายๆ ไม่แรงเหมือนลมต้นธาตุและกลางธาตุ
ราศีธาตุน้ำ
  1. ราศีกรกฏ เป็นต้นธาตุน้ำ(มีดาวจันทร์ธาตุดินเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นธาตุน้ำที่เคลื่อนไหว ไหลไปไหลมา เป็นต้นน้ำลำธารและแม่น้ำที่เป็นทางไหลไปสู่บึง และไหลรวมไปสู่มหาสมุทรเป็นที่สุด
  2. ราศีพิจิก เป็นกลางธาตุน้ำ(มีดาวอังคารธาตุลมเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นน้ำขัง ในบึง บางบ่อมีลมพัดพริ้วเป็นระลอก
  3. ราศีมีน เป็นปลายธาตุน้ำ(มีดาวพฤหัสธาตุดินเป็นเกษตรประจำราศี) เป็นธาตุน้ำ อันเป็นแหล่งแหล่งรวมกว้างใหญ่ไพศาล เป็นทะเล เป็นมหาสมุทร มีความเปลี่ยนแปลงหวั่นไหวอยู่ทุกขณะ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

สัญลักษณ์ ดาว 5 แฉก กับ 5 ธาตุ
พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า เมื่อบรรลุธรรม ก็สามารถเข้าถึงฤทธิ์ที่แท้จริงได้ เพราะวางและว่างจากสิ่งที่ยึดติด เข้าถึง “5 ธาตุ” ที่แท้จริง

1 จิตวิญญาณ หลงในตนเอง หยิ่งยะโส ภูมิใจในตนเอง : เห็นอากาศธาตุเป็นมวลสารมีตัวตน -> ราหูแห่งอากาศธาตุ

2 โมหะ มายา เห็นสิ่งต่างๆไม่ตรงตามความจริง : เห็นธาตุดินเป็นมวลสาร มีตัวตน --> ราหูธาตุดิน

3 ตัณหา ราคะ การยึดมั่นถือมั่นว่าของเรา โลภะ อารมณ์ : เห็นธาตุน้ำเป็นมวลสารมีตัวตน ==> ราหูธาตุน้ำ

4 ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ ริษยา อาฆาต : เห็นธาตุลมเป็นมวลสารมีตัวตน --> ราหูธาตุลม

5 โทสะ หงุดหงิด รำคาญ : เห็นธาตุไฟเป็นมวลสารมีตัวตน -> ราหูธาตุไฟ 

. . . . . . . . . .  . . . . . . . . . . .